Dhammathai.org
มงคลที่ ๑๑.การบำรุงบิดามารดา
คนที่หา ได้ยาก มากไฉน
เพราะว่าใน โลกนี้ มีเพียงสอง
คือพ่อแม่ เกิดเกล้า เหล่าลูกต้อง
ตอบสนอง พระคุณ ได้บุญแรง.
Home sitemap Dhamma World Wide Web
Contact Us
ภาษาไทย
English
หน้าแรก บทความธรรมะ เรื่องที่ 90
มองในแง่ไหน


     ในอดีตกาล มีพระพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านสุมังคลเศรษฐีซึ่งเป็นผู้มีศรัทธาแก่กล้า ได้สร้างกุฏิสำหรับเป็นที่ประทับประจำถวายพระพุทธเจ้าหลังหนึ่งนอกเมือง และออกไปเฝ้าอุปัฏฐากทุกเช้า

     ในเช้าวันหนึ่งได้เตรียมของถวายแล้วให้คนถือตามหลังออกไปเช่นเคย พอถึงประตูเมืองได้เห็นชายคนหนึ่งมีเท้าเปรอะเปื้อนโคลนนอนคลุมโปงอยู่ จึงพูดเปรยกับคนใช้ว่า "คนๆ นี้สงสัยจะเที่ยวดึก กลับเข้าเมืองไม่ทันประตูปิด จึงต้องมานอนลำบากอย่างนี้ น่าสงสารจริง" ชายคนนั้นได้ยินแว่วๆ จึงเปิดหน้าออกมองดูเห็นเศรษฐีเข้าก็จำได้ว่าเป็นใคร แต่ไม่พูดอะไรได้แต่ผูกอาฆาตในใจว่า
     "เศรษฐีคนนี้ยุ่งไม่เข้าเรื่อง มันเรื่องอะไรของเขา เราจะเที่ยวดึกไม่ดึกมันเรื่องของเรา ไม่น่ามาเกี่ยว เอาเถอะ สักวันหนึ่งเราจะให้รู้สึกถึงการยุ่งเรื่องคนอื่นไม่เข้าเรื่อง"

     ผูกอาฆาตแล้วก็หลับต่อ ตื่นขึ้นในตอนสาย นึกถึงคำพูดของเศรษฐีได้ความโกรธก็แล่นขึ้นหน้าอีก เขาไม่อาจจะทำร้ายเศรษฐีโดยตรงได้ จึงลอบเผานาเศรษฐีเสีย ๗ ครั้ง ความโกรธยังไม่คลาย เลยลอบตัดเท้าวัวเศรษฐีในคอกเสียอีก ๗ หน เศรษฐีทราบเรื่องก็ไม่โกรธ และไม่สั่งให้คนหาตัวคนทำมาลงโทษประการใด เมื่อเขาไม่โกรธตัวเองกลับไม่พอใจหนักขึ้นตามลักษณะคนพาลซึ่งตกอยู่ในอำนาจโทสะ ได้โอกาสจึงลอบเผาบ้านเศรษฐีเสีย ๗ ครั้ง ๗ หลังด้วยกัน เท่านี้แทนที่จะลดความอาฆาตลงได้ กลับเพิ่มทวีขึ้นเมื่อเขาไม่ได้โต้ตอบ คิดหาทางว่าทำอย่างไรหนอจึงจะทำให้เศรษฐีเจ็บแสบ เที่ยวสืบเสาะดูก็ได้ความว่าเศรษฐีตนนี้รักเคารพในพระพุทธเจ้ามากถึงขนาดกับสร้างพระคันธกุฎีถวายเป็นที่ประทับ สิ่งที่เศรษฐีรักหวงแหนที่สุดเห็นจะไม่มีอะไรเกินพระคันธกุฎี พอรู้เข้าเขาถึงกับร้องไชโยด้วยความดีใจ คราวนี้แหละเจ็บแสบสมใจเราแน่ พอพระพุทธเจ้าไม่อยู่ในวันหนึ่งจึงเข้าไปจุดไฟเผาพระคันธกุฎีไหม้เป็นจุณไป และแทนที่จะหลบหนีไปเสียกลับปะปนฝูงชนเข้ามาดูผลงานของตนและดูอาการโกรธของเศรษฐี

     ท่านเศรษฐีพอรู้ว่าไฟไหม้พระคันธกุฎีก็รีบมา มาถึงเห็นพระคันธกุฎีถูกไฟผลาญเหลือแต่ซาก แทนที่จะเต้นเร่าๆ ด้วยความโกรธแค้นคนทำ กลับตบมือฉาดๆ มองหน้าฝูงชนด้วยความพออกพอใจ เมื่อถูกถามว่าทำไมไม่โกรธไม่เสียใจ ที่ของรักหวงแหนวิบัติไปเช่นนี้ก็ตอบว่า
     "เราจะเสียใจไปทำไม ดีใจเสียอีกไม่ว่า เราจะได้สร้างพระคันธกุฎีถวายใหม่ให้ใหญ่กว่านี้แข็งแรงกว่านี้ เราจะต้องขอบใจคนเผาเสียด้วยซ้ำไป ถ้าเขาไม่เผา เราก็จะไม่มีโอกาสได้ทำบุญใหญ่เช่นนี้อีก เราขอบใจเขาจริงๆ"

     คำพูดนี้แทงใจชายคนร้ายเหลือเกิน ผิดหวังก็ผิดหวัง โกรธก็โกรธ หาช่องทางกำจัดเศรษฐีนั้นต่อไป ไม่งั้นนอนตายตาไม่หลับ

     พอท่านเศรษฐีสร้างพระคันธกุฎีหลังใหม่เสร็จก็ทำการฉลอง ชายคนนั้นได้ช่องทางที่จะลอบฆ่าเศรษฐีนั้นตอนคนพลุกพล่านมากๆ จึงเหน็บมีดปลายแหลมคมไว้ที่ชายพกปะปนไปกับฝูงชนเช่นเคย เมื่อท่านเศรษฐีถวายภัตตาหารถวายกุฏิหลังใหม่แด่พระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ก่อนที่จะกรวดน้ำรับพรพระ จึงลุกขึ้นประกาศแก่ฝูงชนในที่นั้นว่า
     "ท่านทั้งหลาย มีคนๆ หนึ่งลอบเผานาข้าพเจ้า ๗ ครั้ง ตัดเท้าวัว ๗ หน เผาบ้านอีก ๗ หลัง มาบัดนี้เขามาเผาพระคันธกุฎีอีก เพราะอาศัยเขา ข้าพเจ้าจึงได้ทำบุญใหญ่เห็นปานนี้ในวันนี้ ถ้าไม่มีเขาก็จะไม่มีวันนี้สำหรับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอขอบใจเขา และข้าพเจ้าขอกยกส่วนบุญนี้ให้เขาเป็นคนแรก"

     คำประกาศนี้เหมือนน้ำกรดทิพย์ที่ละลายความอาฆาตมาดร้ายที่ฝังแน่นอยู่ในใจของเขาให้มลายสิ้นในพริบตา เขาแหวกฝูงชนเข้ามาเผชิญหน้ากับท่านเศรษฐี คกเข่าแล้วดึงมีดออกมาส่งให้พร้อมกับกล่าวว่า ข้าพเจ้าทำผิดต่อท่านมามากโปรดฆ่าข้าพเจ้าเสียเถิด ข้าพเจ้าสมควรตาย แต่ท่านเศรษฐีกลับคุกเข่าลงประคองเขาให้ยืนขึ้นแล้วปลอบประโลม ไม่ถือสา ไม่เอาโทษทัณฑ์แต่ประการใด กลับชวนให้ไปอยู่ที่บ้านด้วย ให้ช่วยทำงานบ้านอยู่ในบ้านเสร็จ

     กรรมดีที่เขาถอดสลักเวรได้ ทำให้เขาอยู่สุขสบายในบ้านเศรษฐี แต่กรรมชั่วที่เขาทำไว้ก่อนหน้านั้น ส่งให้เขาตกนรกหมกไหม้หลังจากตายไป ใช้กรรมในนรกแล้ว เศษกรรมยังส่งให้เขาเกิดมาเป็นเปรตอยู่ที่เชิงเขาคิชฌกูฏ ถูกไฟไหม้ร่างกายปวดแสบปวดร้อนอยู่ตลอดเวลา ตายก็ไม่ตาย หายก็ไม่หาย นี่คือผลกรรม

     เล่าเรื่องนี้มาก็เพื่อเป็นตัวอย่างว่า คนเรานั้นอาจทำผิดได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง และอาจผิดได้บ่อยๆ ด้วย และในชั่วชีวิตของแต่ละคนนั้นอาจจะได้ทำความดีกันไว้บ้างไม่มากก็น้อย ดังนั้น หากเราจะมองข้ามความผิดเล็กๆ น้อยๆ ของกันและกันไปเสีย มองหาแต่แง่ดีๆ ของกันและกัน ก็จะพบได้ และจะทำให้เราเกิดความนิยมนับถือในตัวผู้นั้นได้อย่างสนิทใจ

     ความจริง ชายคนนั้นได้ทำความผิดคิดร้ายต่อท่านเศรษฐีอย่างให้อภัยกันไม่ได้หลายครั้งหลายพน แต่ท่านเศรษฐีก็มองหาจุดดีของเขาจนพบ อันจุดดีนั้นกลายเป็นจุดเด่นที่ลบล้างจุดด้อยของชายคนนั้นได้สิ้นเชิงในสายตาของเศรษฐี ทำให้ท่านอภัยเขาได้ ทำให้ท่านไม่ต้องเดือดร้อนใจ ไม่ต้องก่อเวรก่อภัยต่อกันอีก

     คนดีมักจะมองคนอื่นในแง่ดีอยู่เสมอ มิใช่ว่าจะมองไม่พบแง่เสียหรือแง่ร้ายของเขา พบเหมือนกัน แต่เมื่อพบแล้วมองข้ามมันไปเสียไม่ติดใจในแง่นั้น เพราะเห็นว่าทุกคนมีโอกาสผิดพลาดหรือเสียหายได้ด้วยกัน เมื่อมองกันในแง่ดีแล้วก็จะสบายใจทั้งคนมองและคนที่ถูกมอง สามีมองเห็นภรรยาทำอะไรไม่เข้าท่าไม่น่าดูในบางอย่างบางสถานที่ เช่น เป็นคนขี้หึง เป็นคนพูดมาก หรือชอบแต่งตัวจนเกินงาม เช่นนี้ แม้จะไม่ถูกตาถูกใจ แต่มันเป็นนิสัยของเขาเป็นเรื่องชอบของเขา มองข้ามเสียก็สบายใจไปได้ หรือมาคิดเสียว่า ที่เขาหึงเพราะเขารักเรามาก หรือเพราะเราเจ้าชู้มากนั่นเอง ที่เขาพูดมากเพราะเราทำไม่ถูกใจเขามาก หรือเขาชอบแต่งตัวก็เพื่อให้เราดูจะได้ไม่เบื่อเขา มองเสียได้อย่างนี้ก็ทำให้ไม่มีเรื่องราวกัน สบายใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย มองอย่างนี้แหละเรียกว่า มองในแง่ดี ซึ่งเป็นวิสัยของคนดี

     หากมองกันในแง่ร้ายๆ คอยจับผิดจับพิรุธกันอยู่ร่ำไป ใจของคนมองนั้นแหละจะเกิดความไม่สบายเกิดความฟุ้งซ่านเอง นานๆ เข้า สุขภาพจิตก็จะตกต่ำถึงระดับเห็นว่าไม่มีใครในโลกดีพอที่จะยกย่อง

      เพราะคนเราย่อมมีทั้งดีและไม่ดีด้วยกันทั้งนั้น เมื่อเรามองแต่แง่ดีก็จะพบแต่ความน่านับถือของเขา หากเรามองในแง่ร้าย ก็จะพบแต่ความร้ายกาจความไม่ดีของเขา ซึ่งจะพบมากหรือน้อยก็แล้วแต่ว่า เราจะมองเขาด้วยจิตใจอย่างไร ด้วยใจคิดยกย่องหรือคิดทำลาย ด้วยต้องการแก้ผิดหรือต้องการแก้เผ็ด

     การมองกันในแง่ดีเป็นการสร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่ ตรงข้ามการมองกันในแง่ร้ายเป็นการทำลายสังคมทำลายหมู่คณะโดยไม่รู้ตัว

     แล้วทำไมเราจะต้องมามองคนอื่นในแง่ร้ายด้วย!



ที่มา : หนังสือพุทธธรรม ๕ นาที - พระธรรมกิตติวงศ์
webmaster [DT0003] [ วันอังคาร ที่ 10 ตุลาคม 2549 เวลา 11:37 น. ]
บทความธรรมะ
เงิน สำคัญไฉน
ขาดเธอ (ไม่) ขาดใจ
"บุญเราไม่เคยสร้าง ใครที่ไหนจะมาช่วยเจ้า"
เหนือสิ่งอื่นใดคือ... (การทดแทนคุณ)
เหนือสิ่งอื่นใดคือ... (การทดแทนคุณ)
ธรรมะคืออะไร
พระมาลัยท่องนรก สวรรค์
เจตนารักษาศีล
สนทนากันนะ
ความสืบเนื่อง
จุดประสงค์
เมื่อมีการระลึก
รอยจารึก.....จากดวงใจ..
เรื่องการให้ทาน
อินทรีย์ 5
ในแต่ละวินาที
ความทรงจำ...............ที่ระลึกถึง......................
มานะมีหลาย
ถ้าความเห็นนั้นไม่ตรง
ถ้าความเห็น
กิจกรรมธรรมะในสวน
[ จำนวนคนอ่าน 1108 คน ]
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ผมคิดว่าสบสยใจดีครับ ไม่มีความสุขใด ยิ่งใหญ่ไปกว่า การมองโลกในแง่ดี และการให้อภัย ใช่มั๊ยครับ

โก้ [ตรัง] [203.114.98.19] [ 11 ต.ค. 2549 เวลา 10:43 น. ] [ 1 ]


ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็น
ข้อความ * :
โดย * :
E-mail :
จังหวัด * :
 
Security Code
ใส่ตัวอักษรด้านซ้าย
ลงช่องล่างด้วยครับ
 
   

หน้าหลัก
ปิดหน้านี้
หน้าแรก พระพุทธศาสนา ประวัติพระพุทธสาวก หัวข้อธรรม ธรรมปฏิบัติ ศาสนพิธี วันสำคัญทางศาสนา ทศชาติชาดก วิทยุธรรมะไทย
พุทธศาสนสุภาษิต พจนานุกรมพุทธศาสน์ ทำเนียบวัดไทย คลังแสงแห่งธรรม พระพุทธศาสนาในเมืองไทย ข่าวธรรมะ กิจกรรมธรรมะ สมุดเยี่ยม
ธรรมะไทย - dhammathai.org