กลอนธรรมะ อ่านง่ายๆ ตอน ต้องคืน
 pradin   3 มี.ค. 2556

บทกลอนธรรมะ เรื่อง ต้องคืน
ชายคนหนึ่ง ร้องไห้ ฟูมฟายนัก ด้วยเรือนพัก มอดไหม้ ถูกไฟผลาญ
กว่าจะปลูก เรือนเสร็จ เป็นแสนนาน ต้องทำงาน หามแบก แลกเงินมา
พอปลูกเสร็จ ไม่นาน ไฟก็ไหม้ ดับไม่ได้ ไฟโหม เข้าเผาผลาญ
เหลือแต่ตอ เถ้าถ่าน ใจแหลกลาญ เกิดอาการ ลมจับ ล้มพับไป
วันรุ่งขึ้น เดินซัดโซ โผเข้าวัด เดินเลาะลัด ไปป่าช้า หาที่หมาย
หมดแล้วกู อยู่ไม่ได้ หาที่ตาย คิดง่าย ๆ เชือกผูกคอ หนอคงดี
พอดีมี พระรูปหนึ่ง ซึ่งบวชเก่า ท่านเป็นเจ้า อาวาส น่านับถือ
กำลังกวาด เชิงตะกอน ไม่หยุดมือ เห็นเขาถือ เชือกเดินมา น่าแปลกใจ
จึงร้องถาม เอ้าโยม จะไปไหน ไปที่ใด แล้วยังเชือก ที่โยมถือ
หรือมีงาน อันใด จะหารือ หน้าตาคือ คนมีทุกข์ จุกอกมา
ชายคนนั้น ก้มกราบ ราบกับพื้น ตายไม่ฟื้น นั่นแหละ คือจุดหมาย
ด้วยเรือนพัก ไฟไหม้ ให้เสียดาย ผูกคอตาย ดีกว่า น่าช้ำใจ
หลวงพ่อว่า ถ้าอยากตาย ก็ไม่ห้าม แต่อยากถาม เธอหนึ่งข้อ หนอสงสัย
ก่อนที่เธอ จะมีบ้าน อยู่ยังไง อาศัยใคร เขาอยู่หนอ ขอบอกมา
เขาก็บอก ได้พ่อแม่ ช่วยชุบเลี้ยง ลำพังเพียง พ่อแม่ลูก อยู่สุขสันต์
กระท่อมน้อย มุงหญ้าแฝก พออยู่กัน พอนานวัน ก็ผุพัง บ้านหลังโทรม

ฉันตั้งใจ ทำงาน เก็บเงินไว้ หวังจะได้ เงินมาสร้าง เป็นบ้านหลัง
แทนบ้านเก่า บ้านเน่า ใกล้ผุพัง เป็นความหวัง ให้พ่อแม่ อยู่สบาย
พอปลูกเสร็จ ไม่ทัน ขึ้นบ้านใหม่ พ่อแม่ไซร้ ก็มาตาย ด้วยเรือคว่ำ
แกหาปลา ทอดแห เป็นประจำ เป็นเวรกรรม แต่ไหนหนอ พ่อแม่ตาย
พอมาอยู่ มานอน ที่เรือนใหม่ เพิ่งจะได้ แค่สามวัน พลันไฟไหม้
ด้วยว่าเทียน ล้มใส่ฟูก จนติดไฟ ดับยังไง ก็ไม่ทัน มันลุกลาม
ผมไม่เหลือ อะไรแล้ว ในชีวิต ไม่อยากคิด อยู่ต่อ หนอหมดหวัง
จะอยู่ได้ ยังไง เพียงลำพัง เรือนทั้งหลัง ยังมอดไหม้ ในกองเพลิง
หลวงพ่อฟัง เรื่องทั้งหมด ด้วยปัญญา ก็คิดหา ทางด้วย ช่วยแก้ไข
เหตุคือเขา หมดแล้ว กำลังใจ ควรจะให้ สติเขา เอาไปตรอง
เธอจงฟัง ให้ดี ที่ฉันกล่าว ถึงเรื่องราว สัจจะธรรม คำพระสอน
ความผูกพัน ความห่วงหา ความอาวรณ์ นิทานสอน ให้เธอนั่ง ฟังให้ดี
กาลครั้งหนึ่ง มีชาย ได้เดินเที่ยว เดินเดี่ยว ๆ ลัดเลาะ อยู่ในป่า
พอใกล้ค่ำ ใกล้มืด ถึงเวลา เขาก็หา ที่พัก สำหรับนอน
เห็นว่ามี หมู่บ้าน อยู่ใกล้ ๆ เขาดีใจ รีบจ้ำ เดินไปหา
เดินถึงบ้าน หลังหนึ่ง จึงเจรจา เอ่ยปากว่า อยากจะพัก สักหนึ่งคืน
เจ้าของบ้าน ผู้นี้ ก็ใจดี บอกว่ามี ที่ว่าง ช่างเหมาะสม
เธอคงเหนื่อย และหิว แทบเป็นลม เดินซานซม หิวโซ โถพ่อคุณ
ว่าแล้วรีบ จัดน้ำข้าว ทั้งคาวหวาน เธอจงทาน อย่าเกรงใจ ให้อิ่มหนอ
พอกินเสร็จ เท่านั้น ยังไม่พอ ดนตรีคลอ ร้องรำอยู่ ดูให้เพลิน
เห็นว่าง่วง อย่าห่วง ฉันเตรียมให้ ที่นอนไว้ กับหมอน นอนหนุนหัว
หากหนาวก็ มีผ้าห่ม ไม่ต้องกลัว หากร้อนตัว ฉันก็มี นี่พัดลม
โอ้ความสุข อย่างนี้ มีที่ไหน ทำยังไง ถึงจะได้ เป็นเจ้าของ
วิธีใด จะได้ ไว้ครอบครอง นอนนึกตรอง สักพัก ก็หลับไป
รุ่งอรุณ เบิกฟ้า อาทิตย์ส่อง เห็นแสงทอง ทาบขอบฟ้า ว่าสดใส
เจ้าไก่แจ้ โก่งคอขัน กังวานไป ปลุกเตือนให้ ถึงเวลา ว่าตื่นนอน
ชายคนนี้ ตื่นมา ก็ล้างหน้า เขาก็หา ข้าวปลา เตรียมไว้ให้
โอ้สวรรค์ จริง ๆ ช่างรู้ใจ ถึงคราวไป ใจหาย ไม่อยากลา
จึงออกปาก ไม่อยากไป จากที่นี่ ความสุขดี อย่างนี้ ที่ไหนเหมือน
ถึงเวลา ต้องไป ทำแชเชือน เขาก็เตือน ถึงเวลา ท่านต้องไป
ชายคนนี้ ก็ไม่ฟัง ดั่งเขาว่า นี่เรือนข้า บ้านข้า ไม่ไปไหน
ถึงจะไล่ ก็อย่าหวัง ข้าจะไป ของทั้งหลาย เป็นอันว่า ข้าจะครอง
เจ้าของบ้าน ก็ฉุด ดึงกระชาก ทั้งถูลาก ให้ออกจาก ในเรือน
เจ้านี้ มันบ้า อย่าแชเชือน ทำเลอะเลือน ถึงเวลา ไม่ยอมไป
ชายคนนี้ ก็ร้อง ว่าของกู กูมาอยู่ กูพอใจ กูจะเอา
กูมาอยู่ กูพอใจ มิใช่เบา กูจะเอา เรือนนี้ เป็นของกู

หลวงพ่อ เล่ามา ถึงตรงนี้ ยกนิ้วชี้ ถามว่า เป็นไฉน
เธอคิดว่า คนผิด นั้นเป็นใคร สมควรไหม จะตู่เอา เรือนเขามา
แล้วก็เอ่ย เฉลยให้ หายฉงน เราทุกคน ก็อาศัย อยู่เรือนเขา
จะอยู่นาน อยู่น้อย ก็กรรมเรา กำหนดเอา มาแล้ว ด้วยตนเอง
อยู่หนึ่งคืน สิบปี หรือร้อยปี เวลาที่ ต้องไป ไร้ทางฝืน
อาศัยเขา ถึงเวลา ก็ต้องคืน หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่ทัน
ทุกสรรพสิ่ง มีเวลา มากำหนด ว่าจะหมด อายุอยู่ ตอนไหน
บางอย่างอยู่ พันปี ค่อยสลายไป บางอย่างไซร้ แค่หนึ่งวัน ก็พังครืน
แม้กายเรา ก็หาใช่ ของเราไม่ จิตอาศัย กายเนื้อ เพื่อเหมาะสม
กลัวจะจาก กายนี้ไป ร้องระงม ทุกข์ระทม กลัวพลัดพราก จากของตัว
ทั้งแก้วแหวน เงินทอง บ้านช่องเรา ตายแล้วเอา ไปได้ มีที่ไหน
ยืมโลกมา ก็ต้องคืน ให้โลกไป เรายืมใช้ เท่านั้น อย่าถือครอง
เธอสร้างบ้าน เอาของ ที่ไหนมา ทั้งข้าวปลา เธอเอามา จากที่ไหน
มาจากดิน จากน้ำ อากาศไง ทั้งต้นไม้ อิฐหิน ดินปูนทราย
มาจากโลก ทั้งนั้น นั่นของเขา แม้ตัวเรา ก็ตายดับ ลงทับถม
คืนสู่ดิน หมดสิ้น ถูกฝังจม แม้แต่ลม ยังเอาไป ไม่ได้เลย
ทั้งพ่อแม่ ปู่ย่า ตายายเล่า เธอจะเอา สิทธิ์ใด ไปห้ามเขา
ใครคิดว่า ห้ามได้ ปัญญาเบา ช่างโง่เขลา ยืดเวลา เท่านั้นเอง

บ้านไฟไหม้ ใจเรา อย่าให้ไหม้ ทำของหาย ใจเรา อย่าหายหนอ
ให้มันหาย แต่ของ เท่านั้นพอ จงสู้ต่อ รักษาใจ ไว้ให้ดี
ในสุดท้าย ขอเตือน โยมทั้งหลาย ผู้ขวนขวาย อยากได้ ใคร่อยากมี
คอยแต่คิด สรรหา ทุกวิธี ให้ได้มี อย่างที่ ใจต้องการ
แม้นได้มา ได้จอง ครอบครองแล้ว เหมือนดั่งแก้ว ใบใส ที่ไร้ก้น
คอยเทน้ำ ใส่แก้ว ในมือตน เทใส่จน ตัวตาย ไม่ใกล้เต็ม
มันจะเต็ม ปากแก้ว ได้ยังไง ในเมื่อใจ ของตน ก้นมันรั่ว
หามาได้ เท่าไร ไม่พอตัว แถมยังกลัว จะมลาย หายจากไป
มองไม่เห็น สัจจะธรรม นำความจริง ว่าทุกสิ่ง เมื่อถึงกาล พาลเสื่อมหาย
เกิดเป็นสัตว์ เป็นมนุษย์ ถึงยังไง ล้วนมีภัย คอยท่า มารุกราน
เมื่อมีภัย ร้ายมา ก็เกิดทุกข์ หมดสนุก เพราะเก็บทุกข์ ขังไว้นาน
ควรฝึกปลง ฝึกใจ ให้เบิกบาน ทุกข์ไม่นาน เรื่องดี จะมีมา
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
พระท่านว่า มันเป็น เช่นนั้นเอง
มีทุกข์ มีโรค อย่าไปเกรง
อย่างนั้นเอง ทุกคนมี นี่แหละธรรม




 เปิดอ่านหน้านี้  4480 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย