ปฏิบัติธรรม จาริกธุดงค์ แสวงหา“แก่นพรหมจรรย์” ตอนที่ 11 เจริญอานาปานสติเพื่อบำเพ็ญสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์

 มหาราชันย์   17 ก.ย. 2565

ตอนที่ 11... การเจริญอานาปานสติเพื่อบำเพ็ญสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์ได้ ??
**สมุนไพรและเทียบยาทั้งหมดในเรื่อง ใช้เพื่อการถ่ายทำละครเท่านั้น
ไม่ควรทดลองหรือเลียนแบบ**
...
เย็นวันที่ 2 ลมหนาวพัดแผ่ว ทุกคนมาพร้อมกันที่ลานธรรมตามเวลา
... “เมื่อทุกคนพร้อมแล้ว นั่งตัวตรงหลับตา นั่งพับเพียม หรือนั่งขัดสมาธิก็ได้
เมื่อปวดเมื่อยก็ขยับแข้งขยับขาได้นะ” เสียงหลวงตาคำปั๋นเริ่มแสดงธรรมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ไพเราะ เปี่ยมเมตตากรุณา
“นั่งตัวตรงหลับตา เอามือประสานกันวางไว้ระหว่างอก
... “อานาปานสติสูตร ประกอบด้วยขั้นตอน 4 ขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1 การเจริญอานาปานสติให้มีผลมาก มีอานิสงส์มาก มี 17 ขั้นตอน
ซึ่งตอนรุ่งเช้าเราได้ปฏิบัติกันไปแล้ว
ขั้นตอนที่ 2 การเจริญอานาปานสติเพื่อบำเพ็ญสติปัฏฐาน 4 ให้บริบูรณ์ มี 16 ขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 3 การเจริญสติปัฏฐาน 4 เพื่อบำเพ็ญโพชฌงค์ 7 ให้บริบูรณ์ มี 7 ขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 4 การเจริญโพชฌงค์ 7 เพื่อบำเพ็ญวิชชา และวิมุติ ให้บริบูรณ์ มี 7 ขั้นตอน
...
สติในที่นี้คือ สัมมาสติ
เป็นสติที่เป็นองค์แห่งมมรคมีองค์ 8 นับเนื่องในมรรคมีองค์ 8 เท่านั้นนะ
เป็นสิ่งใหม่ เป็นสิ่งที่เราไม่เคยมีกันมาก่อน
เป็นโลกุตตระธรรมสติ ไม่ใช่โลกียะสติที่มนุษย์เขามีกันนะ
เป็นสติของภิกษุในธรรมวินัยนี้เท่านั้น
สัมมาสตินี้ไม่ได้มีกันมาตั้งแต่เกิดกันหรอกนะ
ใครเข้าใจว่าเรากำลังมีสติ อันนี้เป็นความเห็นผิดนะ
สติเป็นสิ่งใหม่ ต้องสร้างขึ้นมาใหม่ด้วยกุศลจิตที่สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย
ภิกษุในธรรมวินัยนี้เมื่อได้ฟังธรรมแล้วมีสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้นในกาลใด
ในกาลนั้นเขามีสัมมาทิฏฐิที่เพียงพอต่อสัมมาสังกัปปะ
สัมมาสังกัปปะเพียงพอต่อสัมมาวาจา
สัมมาวาจาเพียงพอต่อสัมมากัมมันตะ
สัมมากัมมันตะเพียงพอต่อสัมมาอาชีวะ
สัมมาอาชีวะเพียงพอต่อสัมมาวายามะ
สัมมาวายามะเพียงพอต่อสัมมาสติ
สัมมาสติเพียงพอต่อสัมมาสมาธิ
มรรคมีองค์ 8 หรือสติ หรือสัมมาสติ มีได้โดยประการอย่างนี้
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้แก่
ผู้ฟังธรรมมาแล้วมีสัมมาทิฏฐิ ถึงไตรสรณคมณ์ 1
พระโสดาบัน 1
พระสกทาคามี 1
พระอนาคามี 1
และพระอรหันต์อีก 1
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี
นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่นเฉพาะหน้า
เธอย่อมมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า
...
[๒๘๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุที่เจริญอานาปานสติแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงบำเพ็ญสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์ได้ ??
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด เมื่อภิกษุหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า หายใจออกยาว
หรือเมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้ายาว
กำหนดรู้ความยาวของลมหายใจเข้า - ออก เข้าสู่ฌานที่ 1
ฌานที่ 1 คือโลก หรือสัตว์ หรือสัตตานัง กำจัดความยินดียินร้ายในโลกด้วยสัมมาสติ
ก้าวล่วงฌานที่ 1 โดยประการทั้งปวง เข้าสู่ฌานที่ 2 ทำความพอใจอยู่ในฌานที่ 2
...
ฌานที่ 2 คือโลก หรือสัตว์ หรือสัตตานัง กำจัดความยินดียินร้ายในโลกด้วยสัมมาสติ
ก้าวล่วงฌานที่ 2 โดยประการทั้งปวง เข้าสู่ฌานที่ 3 ทำความพอใจอยู่ในฌานที่ 3
...
ฌานที่ 3 คือโลก หรือสัตว์ หรือสัตตานัง กำจัดความยินดียินร้ายในโลกด้วยสัมมาสติ
ก้าวล่วงฌานที่ 3 โดยประการทั้งปวง เข้าสู่ฌานที่ 4 ทำความพอใจอยู่ในฌานที่ 4
...
ฌานที่ 4 คือโลก หรือสัตว์ หรือสัตตานัง กำจัดความยินดียินร้ายในโลกด้วยสัมมาสติ
ก้าวล่วงฌานที่ 4 โดยประการทั้งปวง เข้าสู่ฌานที่ 5 ทำความพอใจอยู่ในฌานที่ 5
...
ฌานที่ 5 คือโลก หรือสัตว์ หรือสัตตานัง กำจัดความยินดียินร้ายในโลกด้วยสัมมาสติ
ก้าวล่วงฌานที่ 5 โดยประการทั้งปวง เข้าสู่ฌานที่ 6 ทำความพอใจอยู่ในฌานที่ 6
...
ฌานที่ 6 คือโลก หรือสัตว์ หรือสัตตานัง กำจัดความยินดียินร้ายในโลกด้วยสัมมาสติ
ก้าวล่วงฌานที่ 6 โดยประการทั้งปวง เข้าสู่ฌานที่ 7 ทำความพอใจอยู่ในฌานที่ 7
...
ฌานที่ 7 คือโลก หรือสัตว์ หรือสัตตานัง กำจัดความยินดียินร้ายในโลกด้วยสัมมาสติ
ก้าวล่วงฌานที่ 7 โดยประการทั้งปวง เข้าสู่ฌานที่ 8 ทำความพอใจอยู่ในฌานที่ 8
...
ฌานที่ 8 คือโลก หรือสัตว์ หรือสัตตานัง กำจัดความยินดียินร้ายในโลกด้วยสัมมาสติ
ก้าวล่วงฌานที่ 8 โดยประการทั้งปวง เข้าสู่สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ
ทำความพอใจอยู่ในสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ทำความพอใจอยู่ในความดับ
... ตั้งความปรารถนาอันแน่วแน่มั่นคงอย่างแรงกล้า ในอันที่จะอธิษฐานให้จิตตสังขารของเรานั้นดับลงไปเป็นเวลา 1 นาที พร้อมกับกำหนดจดจำแล้วท่องในใจเอาไว้แต่เพียงว่า สละวางทุกสิ่งทุกอย่าง ๆ ๆ น้อมจิตไปสู่ความดับ น้อมจิตไปสู่ความสละวางทุกสิ่งทุกอย่าง จนกว่าจิตตสังขารของเรานั้นดับลงไปเป็นเวลา 1 นาที
เรายังมองไม่เห็นความสวัสดี
จักมีแก่สัตว์ทั้งหลาย
นอกจากปัญญาและความเพียร
นอกจากความสำรวมอินทรีย์
และความสละวางทุกสิ่งทุกอย่าง
...
ดับไม่ได้ก็ไม่เป็นไรเรามาเริ่มกันใหม่
...
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจออกสั้น
หรือเมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น
... กำหนดรู้ความสั้นของลมหายใจเข้า – ออก
เข้าสู่ฌานที่ 1 หนึ่งขณะจิต
เข้าสู่ฌานที่ 2 หนึ่งขณะจิต
เข้าสู่ฌานที่ 3 หนึ่งขณะจิต
เข้าสู่ฌานที่ 4 หนึ่งขณะจิต
เข้าสู่ฌานที่ 5 หนึ่งขณะจิต
เข้าสู่ฌานที่ 6 หนึ่งขณะจิต
เข้าสู่ฌานที่ 7 หนึ่งขณะจิต
เข้าสู่ฌานที่ 8 สองขณะจิต
ขั้นตอนนี้ 2 ขณะจิตนะ
เป็นอรหัตตมัคคจิต 1 ขณะจิต และอรหัตตผล 1 ขณะจิต
หรือขั้นต่ำต้องเป็นอนาคามีมัคคจิต 1 ขณะจิต และอนาคามีผล 1 ขณะจิต
... แล้วตั้งความปรารถนาอันแน่วแน่มั่นคงอย่างแรงกล้า ในอันที่จะอธิษฐานให้จิตตสังขารของเรานั้นดับลงไปเป็นเวลา 1 นาที พร้อมกับกำหนดจดจำแล้วท่องในใจเอาไว้แต่เพียงว่า สละวางทุกสิ่งทุกอย่าง ๆ ๆ น้อมจิตไปสู่ความดับ น้อมจิตไปสู่ความสละวางทุกสิ่งทุกอย่าง จนกว่าอภิญญาจิตมาบันดาลจิตตสังขารของเรานั้นดับลงไปเป็นเวลา 1 นาที
เรายังมองไม่เห็นความสวัสดี
จักมีแก่สัตว์ทั้งหลาย
นอกจากปัญญาและความเพียร
นอกจากความสำรวมอินทรีย์
และความสละวางทุกสิ่งทุกอย่าง
...
ดับไม่ได้ก็ไม่เป็นไรเรามาเริ่มกันใหม่
...
สำเหนียกอยู่ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจออก
ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจเข้า
... กำหนดรู้ทั้งความยาว ความสั้น และการหยุดของลมหายใจเข้า – ออก
เข้าสู่ฌานที่ 1 หนึ่งขณะจิต
เข้าสู่ฌานที่ 2 หนึ่งขณะจิต
เข้าสู่ฌานที่ 3 หนึ่งขณะจิต
เข้าสู่ฌานที่ 4 หนึ่งขณะจิต
เข้าสู่ฌานที่ 5 หนึ่งขณะจิต
เข้าสู่ฌานที่ 6 หนึ่งขณะจิต
เข้าสู่ฌานที่ 7 หนึ่งขณะจิต
เข้าสู่ฌานที่ 8 สองขณะจิต
ขั้นตอนนี้ 2 ขณะจิตนะ
เป็นอรหัตตมัคคจิต 1 ขณะจิต และอรหัตตผล 1 ขณะจิต
หรือขั้นต่ำต้องเป็นอนาคามีมัคคจิต 1 ขณะจิต และอนาคามีผล 1 ขณะจิต
... แล้วตั้งความปรารถนาอันแน่วแน่มั่นคงอย่างแรงกล้า ในอันที่จะอธิษฐานให้จิตตสังขารของเรานั้นดับลงไปเป็นเวลา 1 นาที พร้อมกับกำหนดจดจำแล้วท่องในใจเอาไว้แต่เพียงว่า สละวางทุกสิ่งทุกอย่าง ๆ ๆ น้อมจิตไปสู่ความดับ น้อมจิตไปสู่ความสละวางทุกสิ่งทุกอย่าง จนกว่าอภิญญาจิตมาบันดาลจิตตสังขารของเรานั้นดับลงไปเป็นเวลา 1 นาที
เรายังมองไม่เห็นความสวัสดี
จักมีแก่สัตว์ทั้งหลาย
นอกจากปัญญาและความเพียร
นอกจากความสำรวมอินทรีย์
และความสละวางทุกสิ่งทุกอย่าง
...
ดับไม่ได้ก็ไม่เป็นไรเรามาเริ่มกันใหม่
...
สำเหนียกอยู่ว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจออก
ว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า
กายสังขาร แปลว่าเครื่องปรุงแต่งร่างกาย ให้ร่างกายมันดำรงอยู่ได้
ได้แก่ ลมหายใจเข้า-ออก อาหาร กระแสเลือด อุณหภูมิ ความดันอากาศ เป็นต้น
กายสังขาร ไม่ได้แปลว่าสังขารคือร่างกายหรอกนะ อย่าเข้าใจผิด
ภาษามคธเขาแปลจากหลังไปหน้า
ในที่นี้ ในขณะนี้ตามพระสูตร ลมหายใจเข้า-ออก เป็นกายสังขาร คือเครื่องปรุงแต่งให้ร่างกายมันดำรงอยู่ได้
คำว่า ระงับ หมายถึง ความสามารถในการควบคุม
ควบคุม ให้ลมกายใจยาวเมื่อไหร่ก็ได้ โดยการตั้งอยู่ในฌานที่ 1 ที่ 2
ควบคุม ให้ลมกายใจยาวตั้งอยู่นานแค่ไหนก็ได้ เป็นวันเป็นคืน เป็น 7 วันก็ได้
...
ควบคุม ให้ลมกายใจสั้นเมื่อไหร่ก็ได้ โดยการตั้งอยู่ในฌานที่ 3
ควบคุม ให้ลมกายใจสั้นตั้งอยู่นานแค่ไหนก็ได้ เป็นวันเป็นคืน เป็น 7 วันก็ได้
...
ควบคุม ให้ลมกายใจหยุดเมื่อไหร่ก็ได้ โดยการตั้งอยู่ในฌานที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8
ควบคุม ให้ลมกายใจหยุดตั้งอยู่นานแค่ไหนก็ได้ เป็นวันเป็นคืน เป็น 7 วันก็ได้
การระงับกายสังขาร คือควบคุมลมหายใจเข้า-ออก
เมื่อระงับกายสังขาร มันก็จะเกิดโลก เราก็ต้องกำจัดความยินดียินร้ายในโลก
เข้าสู่ฌานที่ 1 หนึ่งขณะจิต
เข้าสู่ฌานที่ 2 หนึ่งขณะจิต
เข้าสู่ฌานที่ 3 หนึ่งขณะจิต
เข้าสู่ฌานที่ 4 หนึ่งขณะจิต
เข้าสู่ฌานที่ 5 หนึ่งขณะจิต
เข้าสู่ฌานที่ 6 หนึ่งขณะจิต
เข้าสู่ฌานที่ 7 หนึ่งขณะจิต
เข้าสู่ฌานที่ 8 สองขณะจิต
ขั้นตอนนี้ 2 ขณะจิตนะ
เป็นอรหัตตมัคคจิต 1 ขณะจิต และอรหัตตผล 1 ขณะจิต
หรือขั้นต่ำต้องเป็นอนาคามีมัคคจิต 1 ขณะจิต และอนาคามีผล 1 ขณะจิต
... แล้วตั้งความปรารถนาอันแน่วแน่มั่นคงอย่างแรงกล้า ในอันที่จะอธิษฐานให้จิตตสังขารของเรานั้นดับลงไปเป็นเวลา 1 นาที พร้อมกับกำหนดจดจำแล้วท่องในใจเอาไว้แต่เพียงว่า สละวางทุกสิ่งทุกอย่าง ๆ ๆ น้อมจิตไปสู่ความดับ น้อมจิตไปสู่ความสละวางทุกสิ่งทุกอย่าง จนกว่าอภิญญาจิตมาบันดาลจิตตสังขารของเรานั้นดับลงไปเป็นเวลา 1 นาที
เรายังมองไม่เห็นความสวัสดี
จักมีแก่สัตว์ทั้งหลาย
นอกจากปัญญาและความเพียร
นอกจากความสำรวมอินทรีย์
และความสละวางทุกสิ่งทุกอย่าง
...
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกาย มีความเพียร รู้สึกตัว มีสติ กำจัดความยินดีและความยินร้ายในโลกเสียได้อยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวลมหายใจออก ลมหายใจเข้านี้ ว่าเป็นกายชนิดหนึ่งในพวกกาย เพราะฉะนั้นแล ในสมัยนั้น ภิกษุจึงชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกาย
มีความเพียร รู้สึกตัว มีสติ กำจัดความยินดีและความยินร้ายในโลกเสียได้อยู่ ฯ
...

DT09714

มหาราชันย์

17 ก.ย. 2565
 เปิดอ่านหน้านี้  63 

  แสดงความคิดเห็น


RELATED STORIES



จีรัง กรุ๊ป    

 ธรรมะไทย