แนะแนวทางผมด้วยครับ

 jakkarin   

ผมเองเพิ่งได้ศึกษาธรรมะอย่างจริง ๆ แค่ปีกว่าเองครับ โดยเรียนรู้จากสื่อธรรมะที่นี่ อ่านข้อคิดหลักธรรมและนำไปปฏิบัติ ชอบฟังธรรม และนั่งสมาธิครับ จนรู้สึกว่าได้รับสิ่งดี ๆมากมายครับ จนช่วงหลัง ๆนี้ผมก็พยายามบอกกล่าวกับคนใกล้ชิดเสมอ ที่สำคัญที่สุด คือ พ่อกับแม่ผมนี่เอง ในชีวิตบั้นปลายของท่านทั้งสองผมก็อยากให้เขาอยู่อย่างสบาย ดำเนินชิวิตด้วยธรรมะครับ

ก่อนนั้นตอนเด็ก ๆ แม่ผมชอบเล่นไพ่ ซื้อหวยเหมือนชาวบ้านทั่ว ๆ ไป ตั้งแต่เด็กจนป่านนี้ทำให้ผมไม่ชอบทั้งสองอย่างนั้น พ่อผมก็ชอบกินเหล้า ตอนนี้ผมก็ไม่กินเหล้า แต่ไม่ได้หมายความว่าพ่อกับแม่ผมจะเป็นคนที่ไม่ดีอะไรมากนักนะครับ กลับกันเขาก็เชื่อมั่นในพระพุทธศาสนามาก แม่ผมก็ชอบไปทำบุญที่วัดทุกครั้งถ้าได้กลับบ้านนอก ชอบไปถือศีลที่วัดกับชาวบ้านเป็นประจำ พ่อผมก็เคยบวชได้พรรษามาเมื่อตอนยังหนุ่ม รู้หมดว่าเป็นพระต้องทำอะไรบ้าง ท่านก็ได้แนะนำผมตอนผมบวชเหมือนกัน สรุปคือพ่อแม่ผมก็ใช้ชีวิตแบบชาวบ้านแถบอิสานโดยทั่ว ๆไป คือ พอมีอายุมาก ๆ หน่อยก็เข้าวัด ทำบุญตามประเพณี ซึ่งผมก็เห็นว่าดีอยู่พอควร แต่ที่ผมแปลกใจก็คือทำไมพวกเขาเหล่านั้นยังละสิ่งที่เป็นอบายมุขพื้นฐานกันยังไม่ได้เลย เช่นการพนัน กินเหล้า ลักขโมย เรื่องสมาธิ สติ ภาวนานี่ก็ไม่ค่อยเห็นครับ แต่พ่อกับแม่ผมเขาก็เป็นคนขยันมาก ๆนะครับ เรื่องงานนี่ไม่เคยหวั่น แต่ในความคิดของผมเห็นว่าธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นดีและมีคุณค่ามากกว่านั้นครับ

คำถามผมก็คือ

1. ทำไมพระอาจารย์แถวบ้านผม โดยส่วนใหญ่แล้วท่านจะสอนในเรื่องศีลธรรม เทศก์สอนในเรื่องศีลเรื่องทาน หรือนิทานธรรมะครับ แต่เรื่องปรมัตถธรรมนั้นมีน้อยมาก โดยเฉพาะเรื่องสมาธิ สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน หรือว่าจุดประสงค์แท้จริงของพระพุทธศาสนา หรือท่านเห็นว่าแม้สอนไปชาวบ้านก็ยังต้องดำรงชีวิตแบบชาวบ้านอยู่ดี คือ ยังอาศัยการเลี้ยงสัตย์ หาปลา หาอาหารตามวิถีชาวบ้านเหมือนเดิม

2. ผู้เป็นลูกนั้นสามารถ แนะนำหรือสอนพ่อแม่ของตนได้หรือไม่ครับ

3. ทำไมธรรมะเรื่องเดียวกัน คนจึงเข้าใจได้ไม่เท่ากันครับ อย่างเช่นคนนึงเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมธรรมดา แต่อีกคนเข้าใจว่าเป็นธรรมะที่ลึกซึ้ง และคนที่พูดต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ ๆ แล้วเราจะทำให้เขาเข้าใจความลึกซึ้งนั้นได้อย่างไร มีอะไรทำให้เขาไม่เอะใจในเรื่องนั้นว่าเป็นธรรม หรือว่าความเข้าใจในธรรมะนั้นแต่ละคนมีได้ไม่เท่ากันครับ ขึ้นอยู่กับอะไรครับ

4. ผมบอกให้แม่เลิกซื้อหวย เพราะเห็นว่าไม่มีอะไรดีขึ้น และเสียเวลาชีวิต โดยบอกให้แม่ค่อย ๆลดลง(แม่ผมชอบซื้อทีละมากๆ ถูกก็ดีใจ...ถูกกินก็ทำเป็นเฉย) และหนีออกจากความเคยชิน ทั้ง ๆที่ผมก็การงานมั่งคงมาก เลี้ยงดูพ่อแม่ ญาติพี่น้องได้อย่างสบาย ๆ พักหลังผมถามบ่อยเข้าๆ จนแม่โกรธผม และบอกว่าไม่ต้องมาสอนแม่(ก่อนนี้ผมเคยบอกให้พ่อเลิกกินเหล้าได้สำเร็จครับ และสุขภาพดีขึ้นมาก) ผมจะแนะนำเขาได้ยังไงครับ

5. แม่ผมเป็นคนขี้บ่น โกรธง่ายโมโหเร็ว มีอัตตาสูง และไม่ชอบฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ผมจะทำยังไงครับให้เขาเป็นคนใจเย็นลง มีสติมากขึ้น



อยากให้ทุกๆท่านที่มีคำแนะนำดี ๆ หรือ หลักธรรมที่ช่วยได้ ช่วยแนะนำด้วยครับ
เพราะผมก็ยังไม่ค่อยรู้อะไรมาก และจนปัญญาจริง ๆ กับข้อที่ 4 ที่ 5 ครับ

ขอบคุณมากครับ





สวัสดีค่ะคุณจักรินทร์

ชาวบ้านในอดีตถูกสอนให้นับถือผีมาก่อนช้านานแล้วนะค่ะ เรียกว่า
ถูกปลูกฝัง(อบรม)แบบนี้มา การดื่มกิน ล้มวัว ล้มควาย ก็เพื่อสังเวยผี ผีที่ไหนหละคะ
ไอ้ที่ดื่มกินจริงๆ ก็ชาวบ้านนี่หระ.. แล้วยิ่งผู้นำชุมชน ส่วนมากถูกระบบทุนนิยมครอบงำ ก็ต้องมอมเมาให้ลูกบ้านเชื่อว่า การประพฤติเช่นนี้ เป็นวิถีชาวบ้าน เป็นประเพณี เป็นวัฒนธรรมของชาวบ้านไป จะได้ปกครองง่าย ยึดที่นาทำกินได้ง่าย.. จะเห็นว่า
สิ่งมอมเมาทั้งหลาย ล้วนมีผู้นำชาวบ้านเป็นนายทุน หรือไม่ก็ได้รับผลประโยชน์
ก้อนโตจากนายทุนแทบทั้งสิ้นค่ะ

ต่อมา ระบบทุนนิยมแพร่หลาย รัฐส่งเสริมให้แต่ละจังหวัด แต่ละชุมชน รื้อฟื้นประเพณี
จะเรียกว่า ประยุกต์ ปั้นแต่งประเพณีขึ้นมาใหม่ก็ว่าได้..เพื่อให้เงินไหลเข้าสู่ จว. และ
ชุมชน เพื่อความมั่งมีศรีสุข(ว่าแบบนั้น) จึงจัดระบบการท่องเที่ยวโดยชูการละเล่นทั้งๆ
ที่เป็นอบายมุข ไปในทางเสื่อม ก็ยกว่าเป็นประเพณี เพื่อให้คนแห่แหนกันมามากๆ
เน้นความสนุกสนาน ทั้งดื่มกิน ล้มวัว ล้มควาย และไถลไปเป็นการพนัน รวบยอดให้
มีความเชื่อว่านั้นคือ ประเพณีวัฒนธรรมโบราณ ต้องสงวนรักษาไว้..

ส่วนความเชื่อในทางพุทธศาสนาของชาวบ้าน ก็เน้นไปที่อามิสบูชา ไปทางทาน
เพื่อโชคลาภ เพื่อไปสวรรค์ เพราะง่ายต่อการเข้าใจของชาวบ้าน

พระสงฆ์ที่บวชอยู่ ส่วนใหญ่ก็ลูกชาวบ้านแถบนั้น ยกตัวอย่างนะคะ ไม่ได้หมายถึง
ทั้งหมดที่เป็นอยู่ ..คนไหนเกเร เรียนหนังสือไม่เก่ง ก็ให้บวช บวชตามประเพณีบ้าง
บวชแก้บน ฯ ไม่ได้บวชเพื่อเรียน ศึกษาและปฏิบัติธรรม เพราะขาดศรัทธา
ขาดฉันทะที่จะเข้ามาพาตน และพาหมู่ญาติพ้นทุกข์ได้

ธรรมะเพื่อการพ้นทุกข์นั้น เป็นของยากค่ะ เพราะต้องฝืนตัณหา ฝืนความอยาก
ต้องฝืนกระแสโลก ดังนั้นผู้ที่เคยสั่งสมบุญทางธรรมมามาก.. จึงจะหันเข้ามาศึกษา
และปฏิบัติได้ค่ะ


ต้องบอกว่า..เหล่านี้ เป็นปัจจัยที่เห็นและเข้าใจได้ค่ะ ส่วนเหตุหนึ่งนั้นคือ "อกุศลวิบากกรรม"ค่ะ
เพราะคนที่ลุ่มหลงมัวเมา ก็เพราะเขาเคยกระทำกรรมมอมเมา ลุ่มหลงมาก่อน ต้องมาเวียนตาย
เวียนเกิดมาร่วมวัฏฏะสงสารกันแบบนี้ ในถิ่นเดียวกัน..มีจำนวนน้อยนิดค่ะ ที่ยังมี กุศลวิบาก
ให้หลุดจากวงโคจรของการทำความเสื่อมเช่นนี้ได้ ต้องมีกุศลวิบากแบบคุณ

ปถุชน ล้วนมีอวิชชาเป็นปัจจัย มีอกุศลมูล(โลภะ โทสะ โมหะ)เป็นเหตุค่ะ
จึงเป็นการง่าย ที่จะลุ่มหลงสิ่งที่มากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ...
อยู่ที่ปัญญาซึ่งเป็นกุศลที่ติดมาในอดีต และกุศลในปัจจุบัน(เช่นการคบบัณฑิตเป็น
กัลยาณมิตร การอยู่ในถิ่นดี สถานภาพรูปขันธ์ที่สมบูรณ์)ที่จะเป็นปัจจัยให้หันเข้า
มาสู่ทางปัญญาทางธรรมได้มากน้อยเพียงไร

คุณพ่อ และคุณแม่ ทั้งสองของคุณ ก็นับว่ายังมีบุญที่ได้รูปขันธ์สมบูรณ์ อยู่ในถิ่นที่
ดีในแง่ไม่มีสงคราม แต่ท่านไม่คบบัณฑิตเป็นมิตร กลับไปอยู่ในหมู่ของคนพาล(หมาย
ถึงพาไปแต่ทางเสื่อม)นะค่ะ

ท่านมีบุญที่ได้คุณเป็นลูก คุณจึงนับว่า เป็นกัลยาณมิตรของท่าน แต่เพราะความ
เป็นลูก ท่านจึงถือมานะไม่ค่อยจะเชื่อฟังนะค่ะ

คุณต้องใช้ความอดทนนะคะ ต้องมีอุบายในการให้ท่านเข้ามาทางธรรม
อย่าตำหนิ หักหาญท่าน เพราะท่านเป็นแบบนี้มานาน เสพสิ่งเหล่านี้มานาน
จะให้ปฏิบัติเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ คงเป็นไปได้ยากค่ะ
..คุณลองเลือกสรรซีดีธรรมะให้ท่านฟัง พาท่านไปฟังธรรม(หาวัดที่มีเทศน์ธรรมะ)
หามิตรที่ดีให้ท่าน ฯลฯ.. (คุณลองหาคลื่นวิทยุ สังฆทานธรรม ในจังหวัดที่คุณแม่คุณ
อยู่นะคะ โทร.ไปถามคลื่นเบอร์นี้ค่ะ 02-4470799 เป็นคลื่นธรรมะที่เปลี่ยนคนให้
มาทางธรรมได้มากที่สุดค่ะ นับว่าเป็นสถานีวิทยุที่เป็นกัลยาณมิตรให้ท่านได้)


หากพาท่านมาสู่ทางธรรมได้ พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่า เป็นบุตรกตัญญูกตเวที
ได้ตอบแทนคุณบิดามารดาได้ถึงที่สุดแล้วค่ะ

อนุโมทนาในกุศลเจตนาของคุณด้วยค่ะ
ขอให้เจริญในธรรม รักษาความสุข-สงบภายในตลอดไปค่ะ



ผมว่าไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยากครับ การที่จะเปลี่ยนความคิดคนแต่ละคน ผมว่าทำได้ยากมากครับ เพราะแต่ละคนจะมีเหตุผลของตัวเองเป็นทุนอยู่แล้วครับ ที่คุณแม่ของคุณชอบเล่นหวยนั้น ผมเห็นว่าไม่มีปัญหาอะไรนะครับ เพราะพ่อแม่ผมก้อเล่นประจำ เหมือนกับว่าเป็นความสุขของท่านน่ะครับ คนเราอะไรที่ทำแล้วมีความสุขก้อทำไปเถอะครับ ถ้าไม่เลวร้าย ส่วนเรื่องอารมณ์ผมก็เป็นบ้างบางโอกาสครับ ควบคุมยากครับ พี่ๆแนะนำมาให้ฝึกจิตครับ นั่งสมาธิเท่านั้น เอาง่ายๆให้คุณแม่ของคุณจักรรินทร์ไหว้พระสวดมนต์ ฟังธรรมะก่อนดีกว่าครับ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะค่อยๆขัดเกลาท่านให้ดีขึ้นตามลำดับได้ครับ ให้ท่านรู้ว่าความสุขที่แท้จริงคืออะไร


ผมนำคำถามของคุณไปขอคำแนะนำในเวปนี้ ลองไปอ่านดูครับ

http://larndham.net/index.php?showtopic=33677&st=0


ขอตอบข้อ 4 - 5 รวมๆๆ เลยนะ ปล่อยไปอย่างนั้นแหละ แม่เราก็เป็นนะ ทั้ง ไพ่ หวย แชร์ เหอๆๆ ช่วงนี้บ่อยมาก จนพ่อบ่นว่าแม่ไม่ค่อยอยู่บ้านเลย เหอๆๆ สงสารพ่ออยู่บ้านนเดียว เพราะเราต้องไปเรียนต่างจังหวัด แต่ก็ว่านะ ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ เราอยู่เฉยๆๆ ไปเสียดีกว่าา ถ้าคุณกลัวแม่จะมีบาปติดตัวไป คุณก็ขยันทำบุญเยอะๆๆล่ะกันจะได้สบายใจ กล้าภาวนาบุญแบบฉันไหมค่ะ ทุกครั้งหลังทำบุญทีไร จะภาวนาตลอดเลยล่ะ ว่ากรรมบาปและเจ้ากรรมนายเวรทั้งหมดในชาตินี้ของพ่อ แม่ และพี่ ฉันขอรับไว้คนเดียว คนเดียวเท่านั้น กรรมดีไม่ขอรับแม้แต่เศษนิดเดียว นี้แหละฉันก็ทั้งอธิฐานและภาวนาแบบนี้แหละ สบายใจดี ฮิฮิ


ขอบคุณมากครับสำหรับทุกคำแนะนำดีๆ ผมตามเข้าไปดูแล้วครับ ทุกๆคำแนะนำสมควรนำมาพิจารณาอย่างยิ่งครับ

ขอบคุณมากครับ


สาธุครับ ผมขออนุโมทนาในกุศลจิตของคุณ jakkarin ด้วยครับ
คุณเป็นผู้ที่ได้สั่งสมบุญมาไว้ดีแล้วแต่ก่อน เมื่อได้พบพระธรรมอีก จึงสามารถรับและซาบซึ้งได้ ผู้ไม่เคยมีบุญมาก่อนจะไม่สามารถรับหรืิอเข้าใจ และศรัทธาในคำสอนของพระพุทธองค์
ได้เลยแม้จะบังคับด้วยอาวุธก็ตาม พุทธศาสนานั้น จึงไม่สาธารณต่อบุคคลทั่วไปครับ



ขออนุโทนาด้วยนะคับ
นับว่าเป็นอภิชาติบุตรโดยแท้

บุตรใดยังพ่อแม่ให้อยู่ในศีลในธรรม นับว่าเป็นการตอบแทนพระคุณอย่างยิ่งยง
ลองอ่านบทความต่อไปนี้ดูนะคับ


หนี้ศักดิ์สิทธิ์
ธรรมเทศนาโดย ท่านชยสาโรภิกขุ

เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ตอนที่ยังไม่ได้บวช อาตมาเชื่อว่าปัญญาเกิดจากประสบการณ์ จึงเดินทางออกจากบ้านเกิดเมืองนอนที่ประเทศอังกฤษ ระเหเร่ร่อนหาประสบการณ์ชีวิตทางยุโรปและเอเซีย ยิ่งลำบากยิ่งชอบ เพราะรู้สึกว่าความลำเค็ญช่วยให้รู้จักตัวเองมากขึ้น ซึ่งเป็นกำไรชีวิต แต่การเดินทางไปอินเดียผิดหวังนิดหน่อย ไม่ได้ท้าทายอย่างที่คาดหวัง ขากลับจึงตัดสินใจออกเดินทางจากประเทศปากีสถานไปยังอังกฤษโดยไม่ใช้เงิน โบกรถไปเรื่อยอยากจะรู้ว่าเป็นไปได้ไหม อยากจะทราบความรู้สึกของผู้ไม่มีอะไรอย่างลึกซึ้ง

ผจญภัยเยอะเหมือนกัน และผ่านเหตุการณ์ที่ไม่มีวันลืมเลือน อย่างเช่นพอถึงเตหราน เมืองหลวงของประเทศอิหร่านรู้สึกจะหมดแรงแล้ว ผอมแห้งบักโกรก เสื้อผ้าก็มอมแมมกระดำกระด่าง คงดูน่าเกลียดพอสมควร เห็นหน้าในกระจกห้องน้ำสาธารณะก็ตกใจ ส่วนใจก็เป็นเปรตมากขึ้นทุกวัน กังวลหมกมุ่นแต่ในเรื่องอาหารการกิน วันนี้เราจะมีอะไรทานไหมหนอ? แต่ละวันท้องจะอิ่มจะว่างก็แล้วแต่น้ำใจของเพื่อนมนุษย์ เราจำเป็นต้องพึ่งบารมีเพราะไม่มีอย่างอื่น

พอดีเจอผู้ชายอิหร่านคนหนึ่ง เขาคงสงสารและอยากฝึกพูดภาษาอังกฤษด้วย เขายังพาไปกินน้ำชาแล้วให้สตางค์เล็กๆน้อยๆ กลางคืนพักข้างถนนในซอยเงียบ กลัวว่าตำรวจเห็นจะซ้อม รุ่งเช้าเดินไปร้านขายซุปแห่งหนึ่ง ซึ่งจำได้ว่าซื้อซุปหนึ่งจาน แล้วเขาให้ขนมปังฟรี ในขณะที่กำลังเดินไปโดยพยายามไม่มองร้านอาหารข้างทางที่ดึงดูดตาเหลือเกิน ไม่ดมกลิ่นหอมที่โชยออกมา เราได้สวนทางกับผู้หญิงคนหนึ่ง เขาเห็นเราแล้วก็หยุดชะงัก จ้องมองเราอย่างตะลึงสักพักหนึ่ง แล้วเดินตรงมาหาหน้าตาบูดบึ้ง แล้วสั่งให้ตามเขาไปโดยใช้ภาษามือ เราเป็นนักแสวงหาเลยยอมตามไป เดินไปสัก 10 นาที ก็ถึงตึกแถว ขึ้นลิฟท์ไปถึงชั้นที่ 4 สันนิษฐานว่าคงเป็นบ้านเขา แต่เขาไม่พูดไม่จาอะไรเลย ยิ้มก็ไม่ยิ้ม หน้าถมึงทึงตลอด

พอเปิดประตูเข้าไปปรากฎว่าเป็นบ้านของผู้หญิงคนนี้จริงๆ เขาพาเข้าห้องครัวแล้วชี้ไปที่เก้าอี้ ให้นั่ง นั่งแล้วเขาเอาอาหารมาให้ทานหลายๆอย่าง อาตมารู้สึกเหมือนกับขึ้นสวรรค์ ทำให้รู้ว่าอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกคืออาหารที่ทานในขณะที่หัวและท้องกำลังร้องจ๊อกๆ เขาเรียกลูกชายมาสั่งอะไรก็ไม่รู้ เพราะฟังไม่รู้เรื่อง แต่สังเกตว่าลูกดูจะอายุไล่เลี่ยกับเรา สักพักใหญ่ลูกชายก็กลับมาด้วยกางเกงและเสื้อเชิ้ตชุดหนึ่ง พอเขาเห็นว่าเราอิ่มหนำสำราญแล้วก็ชี้ไปที่ห้องน้ำ สั่งให้อาบน้ำเปลี่ยนผ้าชุดใหม่ (ของเก่าน่ากลัวเอาไปเผา) เขาไม่ยิ้มไม่แย้ม ไม่พูดจาอะไรเลย มีแต่สั่งอย่างเดียว ขณะที่อาบน้ำอยู่ก็คิดสันนิษฐานว่าแม่คนนี้อาจเห็นอาตมาแล้ววาดภาพนึกถึงลูกชายเขาเองว่า ถ้าสมมติว่าลูกเราเดินทางไปต่างประเทศแล้วตกทุกข์ได้ยากอย่างนี้ อยู่ในสภาพน่าสมเพชอย่างนี้ มันจะเป็นอย่างไร ฉะนั้นอาตมาจึงคิดว่าเขาช่วยเราด้วยความรักของแม่ เลยคิดแต่งตั้งเขาเป็นแม่กิตติมศักดิ์ประจำเมืองอิหร่าน ยืนยิ้มหน้าบานอยู่ในห้องน้ำคนเดียว

เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็ไปส่งเราตรงจุดที่ได้เจอกัน แล้วเดินลุยเข้าไปในกระแสชาวเมืองที่กำลังเดินไปทำงาน อาตมายืนมองผู้หญิงอิหร่านคนนนั้นถูกหมู่ชนกลืนไป รู้อย่างแม่นยำว่าชาตินี้คงไม่มีวันลืมเขาได้ อาตมาประทับใจและซาบซึ้งมาก น้ำตาทำท่าจะไหลคลอ เขาให้เราทั้งๆที่ไม่รู้จักกันเลย ตัวสูงๆผอมๆ เหมือนไม้เสียบผีจากป่าช้าที่ไหนก็ไม่รู้ เสื้อผ้าก็เหม็นสกปรก ผมก็ยาวรุงรัง แต่เขากลับไม่รังเกียจเลย หนำซ้ำยังพาเราไปที่บ้านและดูแลเราเหมือนเป็นลูกของเขาเองโดยไม่หวังอะไรตอบแทนจากเราเลยแม้แต่การขอบคุณ เวลาผ่านมา ๒๐ กว่าปีแล้ว อาตมาจึงอยากประกาศคุณของพระโพธิสัตว์หน้าบูดคนนี้ให้ทุกคนได้ทราบว่าแม้ในเมืองใหญ่ๆ ก็ยังมีคนดีและอาจมีมากกว่าที่เราคิด

ไม่ใช่เพียงแค่คนนี้คนเดียว ตอนสมัยที่อาตมาแสวงหาประสบการณ์ชีวิตนั้น ได้รับความเมตตาอารี ความช่วยเหลือเจือจานจากหลายๆชาติ ทั้งๆที่เราไม่ได้ขออะไรจากใคร ทำให้ตั้งใจว่ามีโอกาสเมื่อไหร่ต้องช่วยเหลือคนอื่นบ้าง ต้องมีส่วนในการสืบอายุของน้ำใจในหมู่มนุษย์ แม้สังคมทั่วไปจะอัตคัตกันดารคุณงามความดีเพียงไร แต่ขอให้เราพยายามเป็นแหล่งเขียวเล็กๆแก่เพื่อนร่วมโลกก็ยังดี

ต่อมาอาตมาได้กลับไปอยู่อินเดียอีกครั้งหนึ่ง พักปฏิบัติธรรมกับครูบาอาจารย์สายฮินดูองค์หนึ่ง ท่านน่าเลื่อมใสมาก มีข้อวัตรปฏิบัติคล้ายกับของพุทธ อยู่กับท่านมีเวลานั่งคิดไตร่ตรองชีวิตของตนเองมาก ตอนบ่ายชอบเดินขึ้นเขาไปนั่งใต้ต้นไม้เก่าแก่ท่ามกลางสายลม ดูทะเลสาปข้างล่างและทะเลทรายที่ยาวเหยียดออกไปถึงขอบฟ้า ความคิดก็ปลอดโปร่งดี แล้ววันหนึ่งก็นั่งนึกแปลกใจตัวเองว่า เมื่อไหร่ที่ระลึกในความมีน้ำใจของผู้ที่เคยเกื้อกูลการเดินทางขอฃเรา ให้อาหารบ้าง ให้ที่พักสักคืนสองคืนบ้าง เราจะรู้สึกทึ่งทุกครั้ง แต่ทำไมพ่อแม่เลี้ยงเรามา 18 ปี ให้อาหารทุกวันไม่เคยขาด วันละ 3 มื้อบ้าง 4 มื้อบ้าง ยังเป็นห่วงว่าจะไม่ถูกปากเราอีก ท่านให้ทั้งเสื้อผ้าและที่นอน ยามป่วยไข้ท่านก็พาไปหาหมอและดูเหมือนว่าท่านจะเป็นทุกข์มากกว่าเราเสียอีก ทำไมเราไม่เคยซึ้งในเรื่องนี้เลย? มันไม่ยุติธรรมและน่าละอาย สำนึกตัวว่าประมาทเหลือเกิน ในขณะนั้นเหมือนเขื่อนพัง ตัวอย่างความดีของพ่อแม่ไหลทะลักเข้ามาในจิตใจจนตื้นตันใจมาก นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการรู้จักบุญคุณของพ่อแม่ในชีวิตของอาตมา

เราคิดต่อไปว่าตอนคุณแม่ท้องก็คงลำบากในช่วงแรกคงแพ้ท้อง ต่อมาการเดินการเหิน การเคลื่อนไหวทุกปะเภทคงไม่สะดวกไปหมด ปวดเมื่อยแต่ท่านก็ยอมเพราะเชื่อว่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นมีความหมายและความหมายนั้นคือเรา ตอนเด็กเราต้องอาศัยท่านหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ทำให้เรารู้สึกเฉยๆเหมือนกับว่าเป็นหน้าที่ของท่านที่จะต้องให้และเป็นสิทธิ์ของเราที่จะรับ ต่อมาเลยสำนึกว่าที่มีโอกาสปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นที่พึ่งของตน ก็อาศัยที่วาคุณพ่อคุณแม่เคยเป็นที่พึ่งอันมั่นคงแก่เราในกาลก่อน ทำให้จิตใจเรามีฐานที่เข้มแข็งพอที่จะสู้กับกิเลสของเราได้

เมื่ออายุ 20 ปี อาตมาเดินทางมาเมืองไทยเพื่อบวชในบวรพระพุทธศาสนา โยมพ่อโยมแม่ก็ไม่ขัดข้องเพราะต้องการให้ลูกดำเนินชีวิตในทางที่พอใจและมีความสุข ได้ชนะความหวังส่วนตัวในใจของท่าน ปีที่แล้วนี้เองที่โยมแม่สารภาพกับอาตมาว่าวันที่ลูกจากบ้านไปเป็นวันที่แม่เศร้าโศกที่สุดในชีวิต อาตมาประทับใจมากที่ท่านพูดอย่างนั้น แต่ที่ประทับใจยิ่งกว่านั้นคือการที่โยมแม่อาตมาอดทน ไม่พูดให้เราทราบความทุกข์นี้ตั้ง 20 ปีเพราะกลัวเราจะไม่สบายใจ

พอบวชแล้วบางครั้งอดที่จะตำหนิตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าตอนที่อยู่กับพ่อแม่มีโอกาสตอบแทนบุญคุณท่านทุกวัน แต่ไม่ค่อยได้ทำอะไร ปัจจุบันอยากทำแต่ทำไม่ได้เพราะอยู่ห่างไกลและเป็นพระ จึงรู้สึกเสียดาย ต้องตั้งใจแผ่เมตตาให้แก่ท่านทุกวัน

สรุปแล้วเรามีอะไรที่ยังค้างอยู่กับท่าน ซึ่งในบางกรณีอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่ดีบ้างเหมือนกัน ลูกที่ถูกทอดทิ้งหรือโดนทารุณกรรมโดยการทุบตีหรือล่วงละเมิดทางเพศก็มีและดูจะมีมากขึ้นทุกวัน แต่ความสัมพันธ์พิเศษระหว่างพ่อแม่กับลูกยังมีอยู่ในทุกราย ชาตินี้เป็นแค่ฉากเดียว ฉากก่อนเราไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น เราความประณามและพยายามทุกวิถีทางที่จะป้องกันการเบียดเบียนลูก ลงโทษผู้กระทำผดตามกฎหมาย แต่ไม่ต้องเพ่งโทษเขาด้วยอคติเพราะข้อมูลเราไม่ครบ ฝ่ายลูกควรตอบแทนบุญคุณที่อาจมองไม่เห็นเท่าที่ทำได้ อย่างน้อยที่สุดด้วยการให้อภัย

พ่อแม่ที่เป็นยักษ์เป็นมารกับลูกยังมีน้อย ส่วนใหญ่เป็นพรหมเป็นพระกับลูกมากกว่า พระพุทธองค์ทรงสอนเรื่องการตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่ในที่หลายแห่ง ที่ชินหูมากที่สุดคือตอนที่ท่านทรงสอนทิศ ๖ ให้กับหนุ่มชื่อสังคาละกะ มีข้อความตอนหนึ่งว่า
บุตรธิดาควรบำรุงมารดาบิดาผู้เป็นเหมือนทิศเบื้องหน้าว่าโดย
ท่านเลี้ยงเรามาแล้ว เลี้ยงท่านตอบ
ช่วยทำกิจธุระการงานของท่าน ดำรงค์วงศ์สกุล
ประพฤติตนให้เหมาะสมกับความเป็นทายาท
เมื่อท่านล่วงลับไปแล้วทำบุญให้ท่าน

คำสอนในพระสูตรนี้เป็นโครงสร้างของสังคมพุทธที่เน้นความรับผิดชอบต่อกันหรือหน้าที่ มากกว่าสิทธิ์ของแต่ละคน ทุกวันนี้ในเมืองไทยยังมีลูกที่ปฏิบัติตามหลักนี้อย่างน่าชมจำนวนไม่น้อย แต่ทีนี้อาตมาอยากจะให้พระพุทธพจน์อีกบทหนึ่งซึ่งมีการปฏิบัติตามน้อยกว่าคือ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ลูกคนไหนเชิญคุณพ่อคุณแม่ไปนั่งบนบ่าคนละข้าง แล้วแบกไปแบกมาตลอดร้อยปี รับใช้ด้วยอาหารประณีตที่ท่านชอบ อาบน้ำนวดเส้นให้ท่าน แม้จนกระทั่งปล่อยให้ท่านถ่ายปัสสาวะและอุจจาระราดบ่า หรือไม่อย่างนั้นมอบเงินให้ท่านเป็นจำนวนล้านหรือสิบๆล้าน ตั้งท่านไว้ในตำแหน่งมีเกียรติยศและอำนาจ ทำถึงขนาดนี้ก็ยังยากที่จะตอบแทนบุญคุณท่านได้หมด

แต่ว่าลูกคนใดสามารถปลูกฝังหรือชักนำให้พ่อแม่ผู้ไม่มีศรัทธาในหลักธรรม หรือมีศรัทธาน้อย ได้มีศรัทธาเพิ่มขึ้น พ่อแม่ผู้ไม่มีศีลหรือมีศีลที่ขาดตกบกพร่อง ได้มีศีลมากขึ้น พ่อแม่ผู้ตระหนี่ ให้กลายเป็นผู้ยินดีในทานและการช่วยเหลือเกื้อกูล พ่อแม่ผู้ไม่มีปัญญาชนะกิเลสและดับความทุกข์ได้มีปัญญา ลูกที่ทำอย่างนี้ได้สำเร็จก็ถือว่าตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่ได้สมบูรณ์ ได้ใช้หนี้อันศักดิ์สิทธิ์ได้หมด

พระสูตรนี้ให้ข้อคิดหลายอย่าง อาตมาเข้าใจว่า พระองค์ทรงตรัสบทนี้อย่างอมยิ้ม ไม่เชื่อลองวาดภาพตัวเองป้อนอาหารแก่พ่อแม่ผู้นั่งบนบ่าเราดูเถิด รับน้ำหนักท่านไม่ถึงร้อยปีหรอก อาจไม่ได้ห้านาทีด้วยซ้ำไป คุณแม่บางคนอาจไม่กล้าขึ้นเลยเพราะกลัวตกขั้นแขนขาหัก ที่พระพุทธองค์ตรัสอย่างนี้น่าจะเป็นเพราะว่าท่านทรงต้องการให้เราพิจารณาว่า โอ้โฮ! ทำถึงขนาดนั้นยังไม่พอ นับประสาอะไรกับที่พวกเราทำกันทุกวันนี้ ท่านคงอยากให้เห็นว่าเราเป็นหนี้จำนวนมหาศาล ดิ้นรนแทบตายก็ได้แต่ดอกเบี้ยไปให้เขา เขาทวงเงินเราจะอ้างความเหน็ดเหนื่อยกับเจ้าหนี้ไม่ได้ ไม่ใช่ประเด็น เขาสนใจแต่เงินที่ยังเหลืออยู่ เราทำอะไรให้พ่อแม่ก็เหมือนกัน เราอาจคิดว่าเราทำได้มากแล้ว จริงๆแล้วถ้าไม่ช่วยทางด้านธรรม การปรนนิบัติเป็นแค่การชำระดอกเบี้ยเท่านั้นเอง เพราะหนี้พ่อแม่ไม่ใช่หนี้ธรรมดา แต่เป็นหนี้ศักดิ์สิทธิ์

ในพระสูตรข้างต้น พระพุทธองค์ทรงระบุธรรม 4 ประการ ก่อนอื่นขอทบทวนและขยายความของธรรมเหล่านั้น

ศรัทธา คือความเชื่อมั่นว่าพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้จริง เชื่อว่าคำสอนของท่านเป็นจริง เมื่อศึกษาและปฏิบัติตามแล้วมีผลจริงต่อผู้ที่ปฏิบัติจริง เชื่อว่าผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามคำสอนมีจริงและหมู่อริยชนนั้นน่าเคารพนับถือมากกว่าหมู่ชนอื่นทั้งหลายทั้งปวง เชื่อว่ามนุษย์เป็นผู้กำหนดชะตากรรมของมนุษย์เอง เราจะดีจะชั่ว จะสุขจะทุกข์ก็อยู่ที่เรา ชีวิตของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับภูติผีปีศาจ เทวดา พรหม หรือกาดลบันดาลของใครที่ไหน หาขึ้นอยู่กับการกระทำของมนุษย์เอง ทางกาย วาจา ใจ ทั้งในอดีตและสำคัญที่สุดในปัจจุบัน เชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองที่จะบรรลุธรรมและเชื่อว่าความเป็นอิสระจากความทุกข์และกิเลสเป็นสิ่งสูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้จากชีวิต

ศีล คือความงดงาม คือการห้ามใจจากการทำหรือพูดในสิ่งที่เบียดเบียนตนหรือคนอื่น การหลุดพ้นจากบาปกรรมทางกายและวาจา ศีลจะมั่นคงด้วยการคุ้มครองของความละอายต่อบาปและความเกรงกลัวต่อบาป ศีลคือมาตรฐานชีวิตสำหรับผู้มุ่งการเจริญทางธรรม

จาคะ คือความไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนอกตัว คือความยินดีในการให้ทานและการเกื้อหนุนจุนเจือ ผู้มีจาคะเป็นคนใจดี อารีอารอบ ไม่ขี้งก ขี้ตืด ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว เป็นผู้มีน้ำใจ

ปัญญา คือความรู้ที่ดับทุกข์ดับกิเลสได้ มนุษย์อยู่ดีๆก็เป็นทุกข์ได้ ทั้งๆที่ไม่อยากเป็นแม้แต่นิดเดียว เพราะไม่เข้าใจว่าความทุกข์เกิดขึ้นและดับไปได้อย่างไร ทำไมไม่เข้าใจ? เพราะไม่เข้าใจตัวเอง ต้องใช้ชีวิตเป็นเหยื่อของอารมณ์อยู่เรื่อยไป อยู่ในห้องมืดกับงูเห่า จะเดินไปเดินมาโดยไม่โดนงูกัดได้หรือ แค่ไม่ชนเฟอร์นิเจอร์ก็เหลือวิสัย ปัญญาในเบื้องต้นคือความรู้ระดับสัญญาความจำที่เกิดจากการได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน ความเห็นและความคิด ผู้ที่เคยฟังหลักธรรมแล้วจดจำเอาไว้ไตร่ตรองจนเข้าใจความหมายแล้วจะมีแนวคิดที่ดี เมื่อจิตตกหล่นไปตามแนวคิดที่ดีก็ไม่ตกร่อง ไม่กระแทก ไม่ลื่นไหล เช่น เมื่อมีใครกลั่นแกล้ง ผู้ที่ไม่เคยผังเทศน์หรืออ่านหนังสือธรรมะมันจะโกรธแค้นหรือกลัดกลุ้ม ส่วนผู้ที่เคยศึกษาธรรมะจะจำได้ว่าพระเคยเล่าว่าแม้พระพุทธองค์เองทรงเคยโดน ทำไมเราจะโดนไม่ได้ เลยทำใจได้มากขึ้น ไม่ต้องคว้าเอาขวดเหล้าหรือยานอนหลับเป็นที่พึ่ง ปัญญาในระดับนี้เป็นปัญญาที่รู้บาปบุญคุณโทษ ให้มุมมองของชีวิตและโลกที่สงบและตรงต่อความเป็นจริง

ปัญญาในระดับสูงขึ้นไป เป็นปัญญาที่ทำให้ความรู้ความเข้าใจที่เกิดขึ้นในจิตของผู้มีศีลบริสุทธิ์และสมาธิหนักแน่น ถึงขั้นนี้ ไม่ใช่ความคิดเสียแล้ว มันเร็วกว่าความคิด เหมือนเครื่องบินรบที่เร็วกว่าเสียง ปัญญาคือการเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงอย่างประจักษ์แจ้งจนหมดสนุกในการยึดติดว่าเป็นเราหรือของเรา ปัญญาทะลุปรุโปร่งรู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวง รวมถึงความรู้สึกนึกคิดของตน ล้วนแต่เป็นของธรรมชาติที่ไม่มีเจ้าของ ปัญญาค้นพบว่าชีวิตไม่ใช่ป้อมปราการในที่กันดาร หากเป็นแม่น้ำที่ไหลอย่างเยือกเย็นอยู่ในอุทยานแห่งโลก เมื่อปัญญาเห็นอย่างนี้ก็จะปล่อยวาง

พระพุทธองค์ทรงสอนว่าลูกที่ดีควรเอาใจใส่ ปรนนิบัติมารดาบิดา การปรนนิบัตินั้นเริ่มต้นด้วยวัตถุ แต่ไม่ได้จบด้วยวัตถุ การให้วัตถุหรือการอำนวยความสะดวกสบาย เป็นสัญลักษณ์ของความรัก แต่ไม่ใช่เครื่องพิสูจน์ความรักและไม่ควรเป็นสิ่งทดแทนความรักเสียเลย

วิธีการปฏิบัติต่อพ่อและแม่แต่ละครอบครัวจะไม่เหมือนกันเพราะขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยหลายอย่าง เช่น ลูกมีกี่คน ยังเด็กหรือโตแล้ว อยู่ที่บ้านหรือออกเรือนแล้ว อยู่ใกล้หรือไกล เป็นต้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยู่ในวัยชราแล้ว ลูกที่ดีก็ต้องช่วยกันดูแลหรือผู้ที่ไม่สะดวกจริงๆ(ไม่ใช่ข้ออ้าง) ก็ไปเยี่ยมบ่อยๆ หรืออย่างน้อยที่สุดโทรไปคุยหรือเขียนจดหมายเป็นประจำ เล่าให้ท่านฟังเรื่องราวในชีวิตของลูก เพราะความที่รู้ว่าลูกคิดถึงและเป็นห่วง เป็นยาเย็นที่สามารถสงบจิตสงบใจของพ่อแม่ได้อย่างสนิท มีฤทธิ์มากกว่ายาที่หมอจัดให้ท่านเยอะ

พระสูตรที่อ้างถึงข้างต้นนั้น ทำให้เข้าใจว่าตัวกำหนดความสุขและความทุกข์ในชีวิตของเราที่ยิ่งใหญ่คือความรู้สึกนึกคิดหรือจิตใจเราเอง ท่านจึงสอนว่าลูกที่สามารถช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ตั้งอยู่ในคุณธรรม มีจิตใจแจ่มใสเบิกบานได้ก็ได้บุญมากทีเดียว เพราะเป็นการให้และช่วยให้ท่านได้สิ่งล้ำค่า การให้สิ่งของมันเสียได้เสื่อมได้ บางครั้งกลายเป็นดาบสองคมก็มี การรับใช้ก็ช่วยท่านได้เฉพาะชาตินี้ แต่คุณงามความดีไม่มีโทษอย่างนั้นเลย ไม่ลอยตัวตามความเชื่อถือของใคร ไม่มีขึ้นมีลง ไม่มีใครแย่งชิงได้และยังเป็นเสบียงในการเดินทางไปสู่ชาติหน้าได้ด้วย ท่านจึงเรียกคุณธรรมต่างๆว่าเป็นอริยทรัพย์ คือเป็นทรัพย์อันประเสริฐ คือความเป็นอิสระจากความทุกข์อย่างสิ้นเชิง เราควรจะให้ความสุขสบายแก่ผู้มีบุญคุณต่อเราให้มากที่สุดเท่าที่เราทำได้ แต่ในขณะเดียวกันไม่ควรลืมความจริงว่า สิ่งที่สูงกว่านั้นยังมีอยู่ ต้องเข้าใจว่าการช่วยลดความทรมานในการตุรัดตุเหร่ในวัฏสงสารของพ่อแม่ ยังสู้ลดเหตุที่พ่อแม่ต้องรับการทรมานนั้นต่อไปไม่ได้

มติของพระพุทธศาสนาในเรื่องการตอบแทนบุญคุณจึงขึ้นอยู่กับหลักความเชื่อของเราว่า
1. การเวียนว่ายตายเกิดเป็นทุกข์และการไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดเป็นสุข
2. การเวียนว่ายตายเกิดมีกิเลสเป็นเชื้อ
3. มนุษย์ปล่อยวางกิเลสได้และควรปล่อยวาง
4. การปล่อยวางกิเลสและบำเพ็ญความดีคือการปฏิบัติไปสู่ความสุขที่แท้จริง
ปัญหาอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรเราจึงจะได้ปลูกฝังหรือชักนำให้คุณพ่อคุณแม่ของเราเจริญด้วยศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา อย่างที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้ ก่อนอื่นของให้เตรียมตัวรับความผิดหวัง เราอาจจะทำไม่ได้เหมือนกันหรืออาจจะได้ผลน้อย ไม้อ่อนของเรายังดัดยากพอสมควร ทำไมไม้แก่ของท่านต้องดัดง่าย อย่ารำคาญท่านเลย อย่าหงุดหงิด อย่าท้อแท้ ใจจะไม่เป็นบุญ การที่คนเราเปลี่ยนยากเป็นเรื่องธรรมดา ฉะนั้นขอให้ทำโดยไม่ต้องคาดหวังมาก ทำเพราะเป็นหน้าที่ของลูกที่ดี อย่ายอมให้เป็นทุกข์กับการทำความดีเลย

ขอให้เข้าใจด้วยว่าการเป็นลูกที่ดีไม่ได้หมายความว่าต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณพ่อคุณแม่สั่งหรือขอร้อง ไม่ใช่ว่าการฝืนใจท่านต้องบาปเสมอ ทำไม? ก็เพราะพ่อแม่ที่สั่งและขอร้องในสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมก็มี ท่านชวนเราทำในเรื่องผิดกฏหมายหรือในอบายมุขต่างๆ เช่น กินเหล้าหรือเล่นการพนันเป็นต้น เราไม่ทำตามก็ไม่ผิด นอกจากพ่อแม่เราแล้ว เรายังเป็นลูกชองพระพุทธเจ้าอยู่ บุญคุณของพระพุทธองค์ยิ่งมากกว่าพ่อแม่อีก ฉะนั้น ในเมื่อการตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่ขัดแย้งหลักความถูกต้อง ผู้มีปัญญาต้องเอาความถูกต้องก่อน การเป็นกัลยาณมิตรกับตัวเองและคุณพ่อคุณแม่ ไม่ต้องเอาใจท่านในทุกเรื่อง เราต้องมีหลักการที่ชัดเจน ดีงาม และไม่เข้าข้างตัวเอง

ลูกที่ยังอยู่ที่บ้านต้องเป็นกลางในการปะทะกันระหว่างพ่อและแม่ที่อาจเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ในยามจชตึงเครียดทั้งสองฝ่ายมักจะทาบทามเพื่อให้เราเข้าข้างเป็นพันธมิตร ลูกที่ดีต้องไม่ยอมอย่างนั้น คงอยู่เป็นกรรมการดีกว่า พยายามพูดให้ท่านเย็นลง ระวังอย่าทำอะไรหรือพูดอะไรที่ทำให้เหตุการณ์กำเริบ ชวนให้ท่านยอมซึ่งกันและกันโดยไม่ต้องมีแพ้มีชนะกัน อดทนในการฟังเรื่องทุกข์ใจของท่านทั้งสองโดยไม่เบื่อหน่ายอย่างนี้เรียกว่าการตอบแทนบุญคุณเหมือนกัน เป็นการช่วยให้ท่านมีสติ ไม่ละเมิดในหลักสัมมาวาจา

ถ้าเราปฏิบัติเป็นกัลยาณมิตรต่อคุณพ่อคุณแม่นานๆเข้า ความเชื่อถือของท่านในตัวเราจะเพิ่มขึ้นเป็นลำดับและโอกาสที่เราจะได้ชักนำท่านในทางที่ดีจะมีมากขึ้นแต่ต้องค่อยเป็นค่อยไปอย่าใจร้อน ของให้สังเกตว่า ตัวเราเองก็ได้กำไรอยู่เรื่อง เพราะในการปฏิบัติต่อผู้ใหญ่ เราต้องใช้ความอดทนมาก ผู้ที่ชราแล้วชอบหงุดหงิด จุกจิกหรือหลงลืม เห็นอย่างนั้นแล้ว เราต้องรักษาความทรงตัวของจิตใจไว้ทั้งๆที่อยากรำคาญ การช่วยท่านกับช่วยตัวเองจึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

สุดท้ายนี้ จึงขอให้เราทุกๆคนใช้ชีวิตอย่างกัลยาณมิตร เป็นเพื่อนที่ดีแก่ตัวเอง ทำพูดและคิดแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์แก่ตนและคนอื่น เป็นเพื่อนที่ดีแก่ผู้มีอุปการะคุณต่อเราทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณพ่อคุณแม่ ให้ในสิ่งที่ควรให้ รับใช้ในสิ่งที่ควรรับใช้ ที่สำคัญที่สุดคือให้ท่านและให้เราเองเจริญด้วยศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา ตลอดกาลนานเทอญ.

ชย สาโร ภิกขุ
______________


ขอบคุณทุกท่านอีกครั้งครับ....และคุณ kamin ด้วยนะครับ

เปิดมาเช้าวันนี้ ได้ศึกษาธรรมตั้งแต่เช้าเลย....ธรรมะ จากท่าน ชยสาโร ภิกขุ

ด้วยเหตุผลประการไดก็ไม่ทราบได้นะครับ

เมื่อ 25 ตค. ผมตั้งกระทู้ถาม

เมื่อวันก่อน 27 ตค. ....พี่ที่ทำงานโต๊ะใกล้ ๆ กับผมคนนึงพูดเรื่องทำบุญทอดกฐิน แล้วบอกว่า "นี่ญาติพี่ว่าจะพิมพ์หนังสือเล่มนี้แจกเป็นธรรมทานนะ" พร้อมกับหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาให้ทุก ๆ คนดู เป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ ขนาดประมาณ 100 หน้า หลายคนหยิบมาดูก่อนผม ซึ่งผมยังคงทำงานอยู่ที่โต๊ะของผมตากปกติ รุ่นพี่อีกคนหยิบมาดูแล้วบอกว่า "หนังสือชื่อ......"ทำไม... " ได้ยินชื่อหนังสือผมก็สนใจวางมือละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ แล้วถามว่า "ใครเขียนครับพี่" เขาตอบว่า "ชยสาโรภิกขุ" ได้ยินชื่อผมก็อมยิ้มทันที แต่ผมสังเกตุว่ามีพี่ ๆ หลายคนยังทำหน้าคล้าย ๆกับสงสัยหรือไม่รู้จัก...พี่คนนึงคิดว่าผมคงรู้จัก เลยถามว่า "ท่านเป็นใครล่ะ..เป็นพระจากที่ไหน" จากนั้นทุกคนเงียบและดูเหมือนรอคอยคำตอบจากผม ผมจึงหันไปตอบว่า "ท่านเป็นพระชาวต่างชาติที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ชาครับ ..." ถ้าผมจำไม่ผิดท่านนี้มาจากอังกฤษครับ ท่านติดตามพระอาจารย์สุเมโธ(ชาวอเมริกัน) ลูกศิษย์ชาวต่างชาติองค์แรกของหลวงปู่ชามาครับ ท่านบวชมานานแล้ว” จากนั้นหลายคนก็ดูเหมือนจะพอรู้จักมาบ้าง......ผมเลยเดินเข้าไปหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาอ่าน เปิดดูสารบัญแล้วมีหัวข้อที่น่าสนใจทั้งนั้นครับมี 5 เรื่องคือ....เกิดมาทำไม เข้าวัดทำไม หลับตาทำไม ทุกข์ทำไม ตายก่อนตายทำไม... ด้วยความที่ผมปกติก็ชอบฟังธรรมจากหลวงปู่ชามากอยู่แล้ว จึงทำให้ผมสนใจทุก ๆเรื่องราวที่เกี่ยวกับท่านและจากลูกศิษย์ของท่าน เนื่องจากท่านบรรยายธรรมะได้ง่ายและลึกซึ้งมากครับ ง่ายต่อการนำไปปฏิบัติ ผมแปลกใจมากเลยครับตอนฟังครั้งแรก(จากที่นี่) หลังจากนั้นผมก็ค้นหาซีดีธรรมะ หนังสือต่าง ๆที่เป็นกระแสธรรมจากดินแดนแห่งหนองป่าพง นี่ก็เป็นหนังสืออีกเล่มที่ได้เวียนเข้ามา.....ผมมองดูหนังสือแล้วบอกพี่คนนั้นไปว่า หนังสือเล่มนี้ดีครับ เหมาะมากถ้าจะพิมพ์แจกเป็นธรรมทาน....แล้วผมก็ไปทำงานต่อ...พี่ ๆบางคนแซวว่า..“มีหัวข้อทำไมหุ้นถึงตก...ในหนังสือเล่มนี้เปล่า” “ผมบอกว่าพี่ลองอ่านดูก็แล้วกันครับ...อ่านเร็ว ๆนะผมจะได้ยืมอ่านด้วย....”

28 ตค......เช้าเมื่อวาน ผมยังนึกถึงหนังสือเล่มนั้นอยู่ ใจนึงก็คิดอยากได้มาไว้อยู่เหมือนกัน เพราะผมยังไม่ได้อ่าน เมื่อวานนี้แค่เปิดผ่าน ๆ พอเช้ามาเจอหน้าพี่คนนั้น ก็เลยถามว่า “พี่ ๆ หนังสือเล่มนั้นยังอยู่เปล่า ผมขอยืมอ่านหน่อยสิ.” เขาตอบว่า “อ๋อ เล่มเมื่อวานนี้เหรอ ยังอยู่ นี่ไงชอบอ่านเหรอ ลองเอาไปอ่านก่อนสิ” พลางส่งหนังสือเล่มนั้นให้ผม ผมสังเกตดูหนังสือเล่มเมื่อวานซึ่งยังใหม่ ๆ อยู่เลย กระดาษคมกริบ พี่เขาคงยังไม่ได้อ่าน ผมจึงเริ่มต้นเปิดอ่านอย่างจริง ๆ อีกครั้ง อย่างไม่ละสายตาจากหนังสือเลย ทุกเรื่องน่าสนใจทั้งนั้นครับ และขณะที่ผมกำลังอ่านอยู่พี่เขาก็หันมาถามผมว่า “ชอบเหรอ เอาไปสิ ของพี่ที่บ้านก็ยังมีอีก เล่มนี้” ผมดีใจมากรีบขอบคุณพี่เขาเป็นการใหญ่ แล้วอ่านหนังสือเล่มนี้ต่อไป......เย็นเมื่อวานกลับบ้านดีใจมาก..คิดในใจว่านี่เป็นของขวัญและของบูชาของวันพระวันนี้ซึ่งได้มาเพราะใจที่คิดเป็นกุศล

29 ตค....เช้าวันนี้ ผมเปิดอีเมล์พร้อม ๆ กับคลิกเข้ามานี่ด้วยตามปกติ และคิดว่าจะตามเข้ามาอ่านหัวข้อสงสัยที่ตัวเองได้ตั้งไว้ และมีเพื่อน ๆ กัลยาณมิตรอุตส่าห์เข้ามาตอบกัน ก็เข้ามาอ่านว่าจะมีอะไรเพิ่มเติมมาบ้าง แล้ววันนี้นี่เองครับ....ต้องขอบคุณคุณ Kamin มากเลยครับ หัวข้อธรรมที่คุณ Kamin ได้แบ่งปันมาข้างบนโดยท่านอาจารย์ชยสาโรภิกขุนั้น ทำให้ผมซึ่งยังง่วง ๆ นิดหน่อยในตอนเช้านั้นตื่นเต้นขึ้นมาโดยทันที ผมอ่านแล้วก็ชัดเจนขึ้นมาได้ครับ เหตุการณ์เมื่อวานกับที่กำลังเกิดขึ้นกับผมตอนนี้ ผมก็อยากทราบเหมือนกันครับว่า ด้วยเหตุไดวันนี้คุณ Kamin จึงยกวาทะธรรมจากท่านอาจารย์ชยสาโรภิกขุ และด้วยเหตุไดเมื่อวานผมจึงได้หนังสือของท่านมาได้ด้วยใจนึก หากจะว่าไปแล้วก่อนหน้านี้ผมก็เคยเข้าไปฟังธรรมของท่านบ้างเหมือนกัน แต่ไม่บ่อยนักครับ จำได้ว่าผมเคยเข้าไปในเวปไซต์ที่เป็นธรรมะสำหรับชาวต่างชาติ ที่ลูกศิษย์หลวงปู่ชาจัดทำขึ้นเป็นวีดีโอธรรมะ เปิดดูแล้ว ผมก็เกิดไอเดียมาทันทีครับว่า “นี่ไงล่ะได้ฟังธรรมะ แล้วยังได้ฝึกภาษาอังกฤษด้วยแฮะ” ซึ่งถ้าว่างนานๆครั้งผมจึงได้เข้าไปดู และวันนี้..นี่ก็คงเป็นกระแสธรรมอันนึงที่ได้เวียนมาหาผมอีกครั้งเพื่อให้ได้ระลึกถึงธรรมะแห่งหนองป่าพงอีกครั้งครับ ....หากผมจะพยายามหาคำตอบของเหตุการณ์ความบังเอิญนี้ผมคงต้องนึกถึงวาทะธรรมของหลวงปู่ชา ที่ว่า... “น้ำฝนที่ตกลงมายังพื้นดินแล้วไหลไปรวมกันยังทะเลมหาสมุทรฉันได ในหมู่ชนที่สนใน และประพฤติชอบในธรรมก็ฉันนั้น เมื่อเข้ามาสู่กระแสแห่งธรรมแล้วย่อมมาอยู่ในธรรมอันเดียวกันนั่นเองแหล่ะ” น่าจะชี้แจงได้เป็นอย่างดีครับ


ต้องขอบอกอีกครั้งครับว่าเรื่องราวต่าง ๆที่ผมได้บรรยายมาข้างต้นอย่างละเอียดยืดยาวได้นั้น ก็เพราะเหตุการณ์นั้นเพิ่งเกิดกับผมจริง ๆ มาเมื่อวานจนถึงตอนนี้นี่เอง แต่ที่ผมบรรบายโดยเลือกใช้สำนวนนี้ก็เพราะความเคยชินครับ


ผมเองก็คิดว่าก็คงพอจะมีบุญอยู่กับเขาบ้างที่ยังได้รับอะไรดี ๆ หลายอย่างในชีวิต(รวมถึงที่นี่)นั้นก็คงเพราะการกระทำที่อยากทำให้ชีวิตดีขึ้นนั่นเองละครับ แต่ผมก็ยังคงยังต้องศึกษาและปฏิบัติอีกมากเหมือนกันครับ..เพราะเพิ่งเริ่มได้ไม่นาน

ก็เพราะเหตุการณ์และเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับผมแบบนี้นี่เองครับทำให้ผมศรัทธาในธรรมะของพระพุทธเจ้า
(รูปนี้เป็นหน้าปก ของหนังสือที่ชื่อว่า “ทำไม...” โดยท่านชยสาโร ภิกขุ ที่ผมเพิ่งได้มาเมื่อวานนี้เองครับ)


สาธุครับขอบคุณสหายธรรมทุกๆท่าน ครับ



ขออภัยครับผมตั้งกระทู้วันที่ 27 ตค. ไม่ใช่วันที่ 25 ตค. เหมือนข้างต้น (พิมพ์ผิดครับ)

ข้างบนคือด้านหลังปกหนังสือครับ ผมแสกนมาให้ดู




ผมก็ทึ่งมากๆกับภาษาที่ท่านใช้ ทั้งพระอาจารย์สุเมโธ และพระชยสาดร
ท่านทั้งสองใช้ภาษาไทยได้อย่างลึกซึ้ง
โดยเฉพาะภาษาง่ายๆ คำง่ายๆ การเรียบเรียงอย่างง่ายๆ
อ่านตอนแรกไม่รู้ว่าทั้งสองท่านเป็นฝรั่งเลยทีเดียว

อีกท่านหนึ่งที่ผมอยากจะแนะนำอย่างที่สุด
เป็นแนวธรรมะปฏิบัติ ภาคปฏิบัติ
ธรรมปฏิบัติแนวหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช
www.wimutti.net

อยากจะชวนกัลยาณมิตรทั้งหลาย
ว่าบางทีเราควรจะผ่อนเพลา ... "การคิดเพื่อเข้าถึงธรรมะ" กันลงบ้าง
มาเป้น"รู้สึกถึงธรรมะ"กันบ้าง

อยากให้ลองฟัง CD MP3 ของหลวงพ่อปราโมทย์
Download มาฟังได้ฟรี
ฟังแผ่นไหนก็ได้ แผ่นเก่าๆยิ่งดี
ฟังไปเรื่อยๆ สบายๆ ฟังมากๆ เข้าใจหรือไม่อย่างไรก็ฟังๆไป
แล้วเดี๋ยวความรู้จะประติดประต่อเอง

ขออนุโมทนาครับ



สาธุครับคุณjakkarin ผู้มีจิตเลื่อมใสในพระธรรมของพระพุทธเจ้า จะได้รับการจัดสรรให้
ได้พบกัลยาณมิตรและธรรมะที่ยิ่งๆขึ้นไปครับ



สวัสดีครับคุณ jakkarin

ผมได้อ่านข้อความของคุณแล้ว ... ขออนุโมทนาในสัมมาปฏิบัติของคุณด้วยนะครับ

คำถาม 5 ข้อที่คุณเปิดประเด็นไว้ ผมขออนุญาต แสดงความคิดเห็นทีละข้อดังนี้นะครับ

1. ทำไมพระอาจารย์แถวบ้านผม โดยส่วนใหญ่แล้วท่านจะสอนในเรื่องศีลธรรม เทศก์สอนในเรื่องศีลเรื่องทาน หรือนิทานธรรมะครับ แต่เรื่องปรมัตถธรรมนั้นมีน้อยมาก โดยเฉพาะเรื่องสมาธิ สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน หรือว่าจุดประสงค์แท้จริงของพระพุทธศาสนา หรือท่านเห็นว่าแม้สอนไปชาวบ้านก็ยังต้องดำรงชีวิตแบบชาวบ้านอยู่ดี คือ ยังอาศัยการเลี้ยงสัตย์ หาปลา หาอาหารตามวิถีชาวบ้านเหมือนเดิม


เพราะท่านคงเห็นว่า ชุมชนนั้นยังคงต้องปูพื้นฐานกันให้มั่นคงก่อน จึงได้พร่ำสอนถึงเรื่องศีล-ทาน และนิทานธรรมะ ส่วนเรื่องปรมัตถธรรมที่คุณพูดถึงนั้นท่านคงเห็นว่ามีบุคคลผู้สนใจหรือเข้าถึงได้ ยังมีอยู่ไม่มาก ท่านจึงเห็นประโยชน์ของมหาชนเป็นที่ตั้งน่ะครับ

2. ผู้เป็นลูกนั้นสามารถ แนะนำหรือสอนพ่อแม่ของตนได้หรือไม่ครับ

ได้แน่นอนครับ... ดูอย่างองค์พระศาสดาของเรา และพระสารีบุตร เถิดครับ

3. ทำไมธรรมะเรื่องเดียวกัน คนจึงเข้าใจได้ไม่เท่ากันครับ อย่างเช่นคนนึงเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมธรรมดา แต่อีกคนเข้าใจว่าเป็นธรรมะที่ลึกซึ้ง และคนที่พูดต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ ๆ แล้วเราจะทำให้เขาเข้าใจความลึกซึ้งนั้นได้อย่างไร มีอะไรทำให้เขาไม่เอะใจในเรื่องนั้นว่าเป็นธรรม หรือว่าความเข้าใจในธรรมะนั้นแต่ละคนมีได้ไม่เท่ากันครับ ขึ้นอยู่กับอะไรครับ


เพราะอุปนิสัยสมบัติ มีไม่เท่ากันครับ...ดูอย่างครั้งที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมจักรกัปปวัตนสูตร ปัญจวัคคีย์ก็เข้าใจในพระสูตรนั้นได้ไม่เท่ากัน ... ที่ไม่เท่ากันเพราะอบรมสั่งสมมาไม่เท่ากันครับ... ส่วนที่ว่าจะทำให้เขาเข้าใจความลึกซึ้งนั้นได้อย่างไรนั้น ... ผมว่ายากครับ เพราะเราไม่สามารถกำหนดรู้ธรรมอันเป็นสัปปายะแก่เขาได้ ก็ได้แต่ลองยกตัวอย่างไปเรื่อยๆนั่นแหละครับ

4. ผมบอกให้แม่เลิกซื้อหวย เพราะเห็นว่าไม่มีอะไรดีขึ้น และเสียเวลาชีวิต โดยบอกให้แม่ค่อย ๆลดลง(แม่ผมชอบซื้อทีละมากๆ ถูกก็ดีใจ...ถูกกินก็ทำเป็นเฉย) และหนีออกจากความเคยชิน ทั้ง ๆที่ผมก็การงานมั่งคงมาก เลี้ยงดูพ่อแม่ ญาติพี่น้องได้อย่างสบาย ๆ พักหลังผมถามบ่อยเข้าๆ จนแม่โกรธผม และบอกว่าไม่ต้องมาสอนแม่(ก่อนนี้ผมเคยบอกให้พ่อเลิกกินเหล้าได้สำเร็จครับ และสุขภาพดีขึ้นมาก) ผมจะแนะนำเขาได้ยังไงครับ


ลองวีธีนี้ดูนะครับ(เห็นว่าคุณไม่ลำบากเรื่องการเงิน).... คุณก็รับเป็นเจ้ามือหวยสำหรับท่านซะเลยสิครับ...(เฉพาะแม่เราคนเดียวนะ) ถ้าท่านอยากแทงหวยก็ปล่อยท่านแต่ให้ท่านมาแทงหวยกับคุณโดยที่คุณต้องจ่ายตามอัตราเท่ากับที่ท่านเคยได้ ... ถ้าท่านแทงถูกก็จ่ายท่านให้เต็มจำนวน ... ถ้าท่านแทงผิด ก็เก็บเงินนั้นไว้ (แยกไว้ต่างหาก...) รอเวลาให้ได้ สัก 10 - 15 งวด แล้วลองมาดูกันว่าเงินที่เสียไปกับหวยมันมากแค่ไหน อธิบายให้ท่านเข้าใจ ด้วยความรักเยี่ยงบุตรที่มีต่อมารดา ว่าเงินส่วนที่เสียไปนั้นสามารถเอาไปทำกิจอย่างอื่นให้เกิดประโยชน์ได้มากกว่านี้....แต่หากว่าท่านแทงถูกมากกว่าเสีย คุณก็นึกซะว่าเอาเงินให้แม่ใช้นะครับ(แต่กรณีนี้ผมคิดว่าเกิดขึ้นได้ยาก)

5. แม่ผมเป็นคนขี้บ่น โกรธง่ายโมโหเร็ว มีอัตตาสูง และไม่ชอบฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ผมจะทำยังไงครับให้เขาเป็นคนใจเย็นลง มีสติมากขึ้น

ข้อนี้เป็นอุปนิสัยวิบัติ ที่ท่านสั่งสมมาแต่ชาติปางก่อนน่ะครับ ... แก้ได้ยากครับ ... ข้อนี้ผมไม่ขอแสดงกุสโลบายนะครับ

**********************************************

คำตอบนี้เป็นความเห็นส่วนตัว + กับความรู้ทางธรรมอันมีอยู่นิดหน่อยน่ะครับ

อย่าเพิ่งเชื่อ และอย่าเพิ่งปฏิเสธโดยส่วนเดียว

พึงใช้สติปัญญาพิจารณาดูให้ดีก่อนนะครับ


 เปิดอ่านหน้านี้  3108 

  แสดงความคิดเห็น


RELATED STORIES



จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย