เจ้าของกระทู้หนักใจ...ว่าจะไม่แล้วเชียวนา...อดไม่ได้ที่จะเข้ามาเตือนกัน
 opo   

ท่านผู้เจริญในธรรมทุกท่านครับ
กระผม ด.ช.โอปอ (opo) ครับ อายุแค่ 31 ปีเท่านั้น แต่ต้องการแสวงหาการปฏิบัติธรรมจริงๆ
ครั้งที่แล้วก็เข้ามาโพสต์ "กระผมเกิดมาจากโคลนตม......" ถามหาข้อปฏิบัติเพื่อให้ท่านผู้รู้ทั้งหลาย
ได้พากันนำความรู้ออกมาเผยแพร่แก่ผู้สนใจการปฏิบัติธรรม เข้ามาอ่านแล้วจะได้นำไปปฏิบัติกัน

กระผมใช้ถ้อยคำที่สุภาพ ถ่อมตนโดยตลอด เพื่อให้คุณพี่ที่มีความรู้การปฏิบัติได้เข้ามาแนะนำ
ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งแก่กระผม และแก่บุคคลทั่วไปที่เข้ามาอ่าน

คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาอ่านธรรมะ ก็คือคนที่สนใจธรรมะ และสามารถแยกแยะความถูกต้องได้
หลายคนเข้ามาอ่านเฉยๆ แต่ไม่แสดงความคิดเห็นอะไร อาจจะเอือมระอากับการเข้ามาทะเลาะอวด
ความรู้กัน

ท่านผู้เจริญครับ
1. ผู้ตั้งกระทู้ย่อมต้องการให้ท่านเข้ามาตอบกระทู้ แล้วทำไมท่านไม่ตอบกระทู้ กลับไปเอาข้อความของ
ผู้ที่ตอบกระทู้มาเป็นข้อถกเถียงกันเอง สมควรหรือไม่ครับ ?
2. เว็บธรรมะ น่าจะเป็นผู้ทรงธรรมที่มีความละอายใจ ความเกรงกลัวต่อบาป ควรเป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตน
ไม่ยกตนข่มท่าน ไม่พูดจาถากถาง เสียดสีคนที่คิดว่าเขาด้อยกว่าตน
3. ผู้ที่เข้ามาอ่านธรรมะ เขาย่อมตัดสินเองได้ว่าใครตอบผิด - ถูก อย่างไร ท่านไม่อายเขาบ้างเลยหรือครับ
4. ทำไมท่านทั้งหลายที่อ้างตัวว่าเข้าใจธรรมะ จึงใช้วาจาที่เผ็ดร้อนรุนแรง ว่ากล่าวกันอย่างถึงพริกถึงขิง
บางทีก็เป็นวาจาที่ไม่มีความสุภาพ คล้ายกับจะประหัดประหารกันให้สิ้นทรากกันไปข้างหนึ่ง เหมือนโกรธ
กันมาสักร้อยชาติ พอได้โอกาสก็ถล่มกันให้ยับเยินกันไป พอเห็นว่าตัวเองชนะ ก็ดีใจที่เขาเถียงสู้ไม่ได้
นี่หรือคือ..."คนเข้าใจธรรมะ"
5. กระทู้ของกระผมเคยถูกลบไป ทั้งๆที่กระผมไม่ได้แจ้งลบ กระทู้ครั้งนั้น มีคนที่มีใจเมตตาเข้ามาตอบ
เป็นธรรมะที่มีประโยชน์อย่างมหาศาล กรพผมยังไม่ทันไดคัดลอกไว้ก็ถูกลบไป โดยที่กระผมก็ไม่ทราบว่า
กระผมมีความผิดอะไร
......"น่าจะลบข้อความของคนที่เข้ามาเถียงกันเอง โดยไม่ได้ตอบกระทู้ของเจ้าของกระทู้".....จึงจะยุติธรรม ท่านเจ้าของบอร์ด น่าจะพิจารณาในข้อนี้ด้วย
6. ไม่น่าจะไปดูถูกว่า สำนักนั้นเป็นอย่างนั้น สำนักนี้เป็นอย่างนี้ ใครเขาศรัทธาใคร ก็น่าจะเป็นสิทธิของเขามิใช่หรือ ตำราเล่มเดียวกัน พระพุทธเจ้าองค์เดียวกัน ทำไมต้องมาแก่งแย่ง แบ่งแยกกันแบบดูถูกเหยียดหยามกันอย่างนั้น

7. กระผมเข้ามาโพสต์ครั้งนี้ หวังไว้แล้วว่า ท่านทั้งหลายก็คงเข้ามาด่า(รวมทั้งด่ากระผมด้วย) อย่างมันมือกันไปเลยนะ และกระทู้ของกระผมก็คงถูกลบอีกตามเคย ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็คงขออำลา "เว็บธรรมะไทย" อย่างถาวร
....ท่านก็ไม่เดือดร้อน...กระผมก็ไม่เดือดร้อน..ดีนะครับทุกท่าน

คิดถึงคุณพี่ 123 ...คุณพี่พญามาร และอีกบางท่านที่มีความหวังดี มีจิตใจที่บริสุทธิ์ ตอบกระทู้ด้วยธรรมะจริงๆ ขอให้ท่านจงมีความเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปนะครับ....

"โอปอล์"




คิดถึงคุณพี่ 123 ...คุณพี่พญามาร และอีกบางท่านที่มีความหวังดี มีจิตใจที่บริสุทธิ์ ตอบกระทู้ด้วยธรรมะจริงๆ ขอให้ท่านจงมีความเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปนะครับ....

"โอปอล์"

โดย : [DT06044] 23 พ.ค. 2551 22:30 น.

เลือกเอาสักบทนะท่าน....ใช่ทั้งนั้น แต่ไม่รู้จักนิสัยท่านเลยไม่รู้ว่าชอบบทไหน


คาถาพุทธภาษิต

( เรียงตามอักษรบาลี )
<>

อช.เชว กิจ.จมาตป.ปํ

( อัชเชวะ กิจจะมาตัปปัง )

รีบทำความเพียรเสียแต่วันนี้

อต.ตนา โจทยต.ตานํ

( อัตตะนา โจทะยัตตานัง )

จงเตือนตนด้วยตนเอง

อต.ตนา หิ สุทน.เตน นาถํ ลภติ ทุล.ลภํ

( อัตตะนา หิ สุทันเตนะ นาถัง ละภะติ ทุลละภัง )

มีตนที่ฝึกดีแล้วนั่นแหละ คือได้ที่พึ่งที่หาได้ยาก

อต.ตา สุทน.โต ปุริสส.ส โชติ

( อัตตา สุทันโต ปุริสัสสะ โชติ )

ตนที่ฝึกดีแล้ว เป็นเครื่องรุ่งเรืองของคน

อต.ตานํ ทมยน.ติ ปณ.ฑิตา

( อัตตานัง ทะมะยันติ ปัณฑิตา )

บัณฑิตย่อมฝึกตน

อนากุลา จ กม.มน.ตา เอตม.มง.คลมุต.ตมํ

(อะนากุลา จะ กัมมันตา เอตัมมังคะละมุตตะมัง)

การงานไม่คั่งค้างสับสน เป็นมงคลอันสูงสุด

อนิพ.พิน.ทิยการิส.ส สม.มทต.โถ วิปจ.จติ

( อะนิพพินทิยะการิสสะ สัมมะทัตโถ วิปัจจะติ )

ทำเรื่อยไป ไม่ท้อถอย ผลที่ประสงค์จะสำเร็จสมหมาย

อป.ปมต.ตา น มียน.ติ

( อัปปะมัตตา นะ มียันติ )

ผู้ไม่ประมาท ย่อมไม่ตาย

อป.ปมาเทน สม.ปาเทถ

( อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ )

จงทำประโยชน์ให้สำเร็จ ด้วยความไม่ประมาท

อป.ปมาโท อมตํ ปทํ

( อัปปะมาโท อะมะตัง ปะทัง )

ความไม่ประมาท เป็นทางไม่ตาย

อโมฆํ ทิวสํ กยิรา อป.เปน พหุเกน วา

( อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา อัปเปนะ พะหุเกนะ วา )

เวลาแต่ละวัน อย่าให้ผ่านไปเปล่า จะน้อยหรือมาก ก็ให้ได้อะไรบ้าง

อโหรต.ตมตน.ทิตํ ตํ เว ภท.เทกรต.โตติ

( อะโหรัตตะมะตันทิตัง ตัง เว ภัทเทกะรัตโตติ )

ขยันทั้งคืนวัน ไม่ซึมเซา นั้นแลเรียกว่า มีแต่ละวันนำโชค

อาปูรติ ธีโร ปุญ.ญส.ส โถกํ โถกํปิ อาจินํ

(อาปูระติ ธีโร ปุญญัสสะ โถกัง โถกังปิ อาจินัง)

ธีรชนสร้างความดีทีละน้อย ก็เต็มเปี่ยมด้วยความดี

อาโรค.ยปรมา ลาภา

( อาโรคยะปะระมา ลาภา )

ความไม่มีโรค เป็นยอดแห่งลาภ

อาสึเสเถว ปุริโส

( อาสิงเสเถวะ ปุริโส )

เป็นคนควรหวังเรื่อยไป

กต.ตพ.พํ กุสลํ พหุ

( กัตตัพพัง กุสะลัง พะหุง )

เกิดมาแล้วชาติหนึ่ง พึงสร้างความดีไว้ให้มาก

กถม.ภูตส.ส เม รต.ติน.ทิวา

( กะถัมภูตัสสะ เม รัตตินทิวา )

วันคืนล่วงไป ๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่

กม.มุนา วต.ตตี โลโก

( กัมมุนา วัตตะตี โลโก )

สัตว์โลก ย่อมเป็นไปตามกรรม

กม.มุนา โหติ พ.ราห.มโณ

( กัมมุนา โหติ พราหมะโณ )

เป็นคนประเสริฐ เพราะการกระทำ

โกธํ ฆต.วา สุขํ เสติ

( โกธัง ฆัตวา สุขัง เสติ )

ฆ่าความโกรธได้แล้ว นอนเป็นสุข

ขโณ โว มา อุปจ.จคา

( ขะโณ โว มา อุปัจจะคา )

อย่าปล่อยโอกาสให้ผ่านเลยไปเสีย

จิต.ตส.ส ทมโถ สาธุ

( จิตตัสสะ ทะมะโถ สาธุ )

การฝึกจิต ให้เกิดผลดี

จิต.ตํ ทน.ตํ สุขาวหํ

( จิตตัง ทันตัง สุขาวะหัง )

จิตที่ฝึกแล้ว นำสุขมาให้

จิต.ตํ รก.เขถ เมธาวี

( จิตตัง รักเขถะ เมธาวี )

ผู้มีปัญญาพึงรักษาจิต

ตญ.จ กม.มํ กตํ สาธุ ยํ กต.วา นานุตป.ปติ

( ตัญจะ กัมมัง กะตัง สาธุ ยัง กัตวา นานุตัปปะติ )

ทำกรรมใดแล้ว ไม่ร้อนใจภายหลัง กรรมที่ทำนั้นแลดี

ททมาโน ปิโย โหติ

( ทะทะมาโน ปิโย โหติ )

ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก

ทน.โต เสฏ.โฐ มนุส.เสสุ

( ทันโต เสฏโฐ มะนุสเสสุ )

ในหมู่มนุษย์ คนที่ฝึกแล้วประเสริฐสุด

ทฬ.หเมนํ ปรก.กเม

( ทัฬหะเมนัง ปะรักกะเม )

พึงบากบั่นทำการให้มั่นคง

ทิน.นํ สุขผลํ โหติ

( ทินนัง สุขะผะลัง โหติ )

ของที่ให้แล้ว ชื่อว่าอำนวยสุขเป็นผลแล้ว

เทวา น อิส.สน.ติ ปุริสปรก.กมส.ส

( เทวา นะ อิสสันติ ปุริสะปะรักกะมัสสะ )

ความเพียรของคนไม่ลดละ ถึงเทวดาก็กีดกันไม่ได้

ธม.มจารี สุขํ เสติ

( ธัมมะจารี สุขัง เสติ )

ผู้ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุข

ธม.มปีติ สุขํ เสติ

( ธัมมะปีติ สุขัง เสติ )

ผู้อิ่มใจในธรรม ย่อมนอนเป็นสุข

ธม.เม ฐิโต ปรโลกํ น ภาเย

( ธัมเม ฐิโต ปะระโลกัง นะ ภาเย )

ตั้งอยู่ในธรรมแล้ว ไม่ต้องกลัวปรโลก

ธม.โม สุจิณ.โณ สุขมาวหาติ

( ธัมโม สุจิณโณ สุขะมาวะหาติ )

ธรรมที่ประพฤติดีแล้ว นำมาซึ่งความสุข

ธม.โม หเว รก.ขติ ธม.มจารึ

( ธัมโม หะเว รักขะติ ธัมมะจาริง )

ธรรมนั่นแหละ รักษาผู้ประพฤติธรรม

ธีโร จ สุขสํวาโส

( ธีโร จะ สุขะสังวาโส )

ปราชญ์มีการอยู่ร่วมเป็นสุข

นต.ถิ ปญ.ญาสมา อาภา

( นัตถิ ปัญญาสะมา อาภา )

แสงสว่างเสมอด้วยปัญญา ไม่มี

นิช.ฌต.ติพลา ปณ.ฑิตา

( นิชฌัตติพะลา ปัณฑิตา )

ขุมกำลังของบัณฑิต คือการรู้จักพินิจ

ปจ.จุป.ปน.เนน ยาเปน.ติ เตน วณ.โณ ปสีทติ

( ปัจจุปันเนนะ ยาเปนติ เตนะ วัณโณ ปะสีทะติ )

อยู่กับปัจจุบัน ผิวพรรณจะผ่องใส

ปญ.ญํ นป.ปมช.เชย.ย

( ปัญญัง นัปปะมัชเชยยะ )

ไม่พึงละเลยการใช้ปัญญา

ปญ.ญา เจนํ ปสาสติ

( ปัญญา เจนัง ปะสาสะติ )

ปัญญาเป็นเครื่องปกครองตัว

ปญ.ญา นรานํ รตนํ

( ปัญญา นะรานัง ระตะนัง )

ปัญญาเป็นดวงแก้วของคน

ปญ.ญา โลกส.มิ ปช.โชโต

( ปัญญา โลกัสมิ ปัชโชโต )

ปัญญาเป็นดวงชวาลาในโลก

ปญ.ญา ว ธเนน เสย.โย

( ปัญญา วะ ธะเนนะ เสยโย )

ปัญญาแล ประเสริฐกว่าทรัพย์

ปญ.ญ สุตวินิจ.ฉินี

( ปัญญา สุตะวินิจฉินี )

ปัญญาเป็นเครื่องวินิจฉัยสิ่งที่ได้เล่าเรียน

ปญ.ญาชีวี ชีวิตมาหุ เสฏฐํ

( ปัญญาชีวิง ชีวิตะมาหุ เสฏฐัง )

ปราชญ์ว่า ชีวิตที่อยู่ด้วยปัญญา ประเสริฐสุด

ปญ.ญาย ติต.ตีนํ เสฏฐํ

( ปัญญายะ ติตตีนัง เสฏฐัง )

อิ่มด้วยปัญญา ประเสริฐกว่าความอิ่มทั้งหลาย

ปญ.ญาย อต.ถํ ชานาติ

( ปัญญายะ อัตถัง ชานาติ )

ด้วยปัญญา จึงจะรู้ว่าอะไรเป็นประโยนชน์

ปญ.ญายต.ถํ วิปส.สติ

( ปัญญายัตถัง วิปัสสะติ )

ดัวยปัญญา จึงจะเห็นอรรถชัดแจ้ง

ปญ.ญาสหิโต นโร อิธ ทุก.เข สุขานิ วิน.ทติ

( ปัญญาสะหิโต นะโร อิธะ ทุกเข สุขานิ วินทะติ )

คนมีปัญญา ถึงแม้ตกทุกข์ ก็ยังหาสุขพบ

ปฏิรูปการี ธุรวา อุฏ.ฐาตา วิน.ทเต ธนํ

( ปะฏิรูปะการี ธุระวา อุฏฐาตา วินทะเต ธะนัง )

ขยัน เอาธุระ ทำเหมาะจังหวะ ย่อมหาทรัพย์ได้

ปณ.ฑิตา โสกนุทา ภวน.ติ

( ปัณฑิตา โสกะนุทา ภะวันติ )

บัณฑิตช่วยปัดเป่าทุกข์โศกความเศร้าของปวงชน

ปุญ.ญํ โจเรหิ ทูหรํ

( ปุญญัง โจเรหิ ทูหะรัง )

ความดี โจรลักไม่ได้

ภเวย.ย ปริปุจ.ฉโก

( ภะเวยยะ ปะริปุจฉะโก )

พึงเป็นนักสอบถามหาความรู้

โภคา สน.นิจยํ ยน.ติ วม.มิโกวูปจียติ

( โภคา สันนิจะยัง ยันติ วัมมิโกวูปะจียะติ )

ทรัพย์สินย่อมพอกพูนขึ้นได้ เหมือนดังก่อจอมปลวก

มา ชาตึ ปุจ.ฉ จรณญ.จ ปุจ.ฉ

( มา ชาติง ปุจฉะ จะระณัญจะ ปุจฉะ )

อย่าถามถึงชาติกำเนิด จงถามถึงความประพฤติ

ยํ ลท.ธํ เตน ตุฏฐพ.พํ

( ยัง ลัทธัง เตนะ ตุฏฐัพพัง )

ได้สิ่งใด พึงพอใจด้วยสิ่งนั้น

โยคา เว ชายเต ภูริ

( โยคา เว ชายเต ภูริ )

ปัญญา ย่อมเกิดเพราะใช้การ

รต.โย อโมฆา คจ.ฉน.ติ

( รัตโย อะโมฆา คัจฉันติ )

คืนวันไม่ผ่านไปเปล่า

ลพ.ภา ปิยา โอจิตต.เตน ปจ.ฉา

( ลัพภา ปิยา โอจิตัตเตนะ ปัจฉา )

เตรียมตัวไว้ให้ดีก่อนแล้ว ต่อไปก็จะได้สิ่งที่รัก

นิป.ผน.นโสภิโน อต.ถา

( นิปผันนะโสภิโน อัตถา )

ประโยชน์งามตรงที่สำเร็จ

นิพ.พานํ ปรมํ สุขํ

( นิพพานัง ปะระมัง สุขัง )

นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

นิวต.ตยน.ติ โสกม.หา

( นิวัตตะยันติ โสกัมหา )

คนใจการุณย์ ช่วยแก้ไขให้คนหายโศกเศร้า

โนปลิป.ปติ โลเกน โตเยน ปทุมํ ยถา

( โนปะลิปปะติ โลเกนะ โตเยนะ ปะทุมัง ยะถา )

ไม่ติดโลก เหมือนบัวไม่ติดน้ำ

วายเมเถว ปุริโส ยาว อต.ถส.ส นิป.ปทา

( วายะเมเถวะ ปุริโส ยาวะ อัตถัสสะ นิปปะทา )

เป็นคนควรพยายามเรื่อยไป จนกว่าผลที่หมายจะสำเร็จ

วิเจย.ยทานํ สุคตป.ปสต.ถํ

( วิเจยยะทานัง สุคะตัปปะสัตถัง )

ให้ด้วยพิจารณา พระศาสดาทรงสรรเสริญ

วิช.ชา อุป.ปตตํ เสฏฐา

( วิชชา อุปปะตะตัง เสฏฐา )

บรรดาสิ่งที่งอกงาามขึ้นมา วิชชาประเสริฐสุด

วิช.ชาจรณสม.ปน.โน โส เสฏโฐ เทวมานุเส

( วิชชาจะระณะสัมปันโน โส เสฏโฐ เทวะมานุเส )

ผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรรยา ชื่อว่าประเสริฐสุดทั้งในหมู่มนุษย์และเทวดา

วิริเยน ทุก.ขมจ.เจติ

( วิริเยนะ ทุกขะมัจเจติ )

คนล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร

สจิต.ตมนุรก.ขถ

( สะจิตตะมะนุรักขะถะ )

จงตามรักษาจิตของตน

สจ.จํ หเว สาธุตรํ รสานํ

( สัจจัง หะเว สาธุตะรัง ระสานัง )

สัจจะ เป็นรสดียิ่งกว่าประดารส

สติ ปโตโท ธีรส.ส

( สะติ ปะโตโท ธีรัสสะ )

สติเป็นปฏักของนักปราชญ์

สติ โลกส.มิ ชาคโร

( สะติ โลกัสมิ ชาคะโร )

สติเป็นความตื่นตัวในโลก

สติมโต สทา ภท.ทํ

( สะติมะโต สะทา ภัททัง )

คนมีสติ เท่ากับมีของดีที่นำโชคตลอดเวลา

สติมโต สุเว เสย.โย

( สะติมะโต สุเว เสยโย )

คนมีสติย่อมดีขึ้นทุกวัน

สท.ธา ทุติยา ปุริสส.ส โหติ

( สัทธา ทุติยา ปุริสัสสะ โหติ )

ศรัทธาเป็นมิตรคู่ใจคน

สท.ธีธ วิต.ตํ ปุริสส.ส เสฏฐํ

( สัทธีธะ วิตตัง ปุริสัสสะ เสฏฐัง )

ศรัทธาเป็นทรัพย์ประเสริฐของคนในโลกนี้

สพ.พทานํ ธม.มทานํ ชินาติ

( สัพพะทานัง ธัมมะทานัง ชินาติ )

การให้ธรรม ชนะการให้ทั้งปวง

สพ.พํ อิส.สริยํ สุขํ

( สัพพัง อิสสะริยัง สุขัง )

อิสรภาพเป็นสุขทั้งสิ้น

สพ.เพสํ สหิโต โหติ

( สัพเพสัง สะหิโต โหติ )

คนดี บำเพ็ญประโยชน์แก่ปวงชน

สมค.คานํ ตโป สุโข

( สะมัคคานัง ตะโป สุโข )

เมื่อคนพร้อมเพรียงกัน ความเพียรพยายามก็นำสุขมาให้

สมุฏ.ฐาเปติ อต.ตานํ อณุ อค.คึว สน.ธมํ

( สะมุฏฐาเปติ อัตตานัง อะณุง อัคคิงวะ สันธะมัง )

ตั้งตัวให้ได้ เหมือนก่อไฟจากเชื้อนิดเดียว

สยํ กตานิ ปุญ.ญานิ ตํ มิต.ตํ สม.ปรายิกํ

( สะยัง กะตานิ ปุญญานิ ตัง มิตตัง สัมปะรายิกัง )

บุญที่ทำไว้เอง เป็นมิตรตามตัวไปเบื้องหน้า

สยํ กตานิ ปุญ.ญานิ ตํ เว อาเวณิยํ ธนํ

( สะยัง กะตานิ ปุญญานิ ตัง เว อาเวณิยัง ธะนัง )

ความดีที่ทำไว้เองนั่นแล เป็นทรัพย์ส่วนตัวแท้ ๆ

สํวิรุฬ.เหถ เมธาวี

( สังวิรุฬเหถะ เมธาวี )

เล่าเรียนมีปัญญา จะเจริญงอกงาม

สิก.เขย.ย สิก.ขิตพ.พานิ

( สิกเขยยะ สิกขิตัพพานิ )

อะไรควรศึกษา ก็พึงศึกษาเถิด

สีลํ กวจมพ.ภุตํ

( สีลัง กะวะจะมัพภุตัง )

ศีล เป็นเกราะอย่างอัศจรรย์

สีลํ ยาว ชรา สาธุ

( สีลัง ยาวะ ชะรา สาธุ )

ศีลยังประโยชน์ให้สำเร็จ ตราบเท่าชรา

สีลํ อาภรณํ เสฏฐํ

( สีลัง อาภะระณัง เสฏฐัง )

ศีลเป็นอาภรณ์อันประเสริฐ

สุกรํ สาธุนา สาธุ

( สุกะรัง สาธุนา สาธุ )

ความดี คนดีทำง่าย

สุขส.ส ทาตา เมธาวี สุขํ โส อธิคจ.ฉติ

( สุขัสสะ ทาตา เมธาวี สุขัง โส อะธิคัจฉะติ )

คนฉลาด ให้ความสุข ก็ได้ความสุข

สุขํ วต ตส.ส น โหติ กิญ.จิ

( สุขัง วะตะ ตัสสะ นะ โหติ กิญจิ )

ไม่มีอะไรค้างใจกังวล มีแต่ความสุขหนอ

สุขา สง.ฆส.ส สามค.คี

( สุขา สังฆัสสะ สามัคคี )

สามัคคีของหมู่ ให้เกิดสุข

สุขา สท.ธา ปติฏฐิตา

( สุขา สัทธา ปะติฏฐิตา )

ศรัทธาตั้งมั่นแล้ว นำสุขมาให้

สุขิโน วตารหน.โต

( สุขิโน วะตาระหันโต )

ท่านผู้ไกลกิเลส ช่างมีแต่ความสุข

สุโข ปญ.ญาย ปฏิลาโภ

( สุโข ปัญญายะ ปะฏิลาโภ )

การได้ปัญญา นำมาซึ่งความสุข

สุโข ปุญ.ญส.ส อุจ.ยโย

( สุโข ปัญญัสสะ อุจจะโย )

การสร้างสมความดี นำสุขมาให้

สุโข พุท.ธานมุป.ปาโท

( สุโข พุทธานะมุปปาโท )

ความเกิดขึ้นแห่งท่านผู้รู้ทั้งหลาย นำสุขมาให้

ส.นก.ขต.ตํ สุมง.คลํ สุปภาตํ สุหุฏ.ฐิตํ

( สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง )

ประพฤติชอบเวลาใด เวลานั้นชื่อว่าฤกษ์ดี มงคลดี เช้าดี รุ่งอรุณดี

สุภาสิตา จ ยา วาจา เอตม.มง.คลมุต.ตมํ

( สุภาสิตา จะ ยา วาจา เอตัมมังคะละมุตตะมัง )

พูดดี เป็นมงคลอันอุดม

เสย.โย อมิต.โต เมธาวี ยญ.เจ พาลานุกม.ปโก

( เสยโย อะมิตโต เมธาวี ยัญเจ พาลานุกัมปะโก )

มีศัตรูเป็นบัณฑิต ดีกว่ามีมิตรเป็นพาล

ยาทิสญ.จูปเสวติ โสปิ ตาทิสโก โหติ

( ยาทิสัญจูปะเสวะติ โสปิ ตาทิสะโก โหติ )

คบคนเช่นใด ก็เป็นเช่นคนนั้น

หิโต พหุน.นํ ปฏิปช.ช โภเค

( หิโต พะหุนนัง ปะฏิปัชชะ โภเค )

คนดีจัดการโภคทรัพย์ให้เป็นประโยชน์แก่คนจำนวนมาก


สวัสดีครับ คุณพี่ 123
เข้ามาเร็วปานกามนิตหนุ่มเชียวนะ
น้องคนนี้กำลังคิดถึงคุณพี่อยู่พอดีเลย ดีใจมากที่คุณพี่เข้ามา

น้องเชื่อฟังคุณพี่ครับ และทุกบทที่คุณพี่ให้มา น้องไม่ได้เลือกเพียงบทเดียวนะครับ
ทุกบทนั้น...น้องปฏิบัติมาเป็นประจำอยู่แล้วครับ และบทที่น้องยึดถือเป็นพิเศษ คือ
....."ยอมแพ้คน เพื่อชนะกิเลส.....แต่ไม่ยอมแพ้กิเลส เพื่อชนะคนครับ"....
ขอให้คุณพี่ 123 เจริญในธรรมนะครับ...แล้วสักวัน เราคงจะเสวนาธรรมกันอย่างถึงใจทีเดียวนะครับ
ขอบพระคุณมากครับ


"ยอมแพ้คน เพื่อชนะกิเลส.....แต่ไม่ยอมแพ้กิเลส เพื่อชนะคนครับ"....
ขอให้คุณพี่ 123 เจริญในธรรมนะครับ...แล้วสักวัน เราคงจะเสวนาธรรมกันอย่างถึงใจทีเดียวนะครับ
ขอบพระคุณมากครับ

opo DT06044 [23 พ.ค. 2551 23:07 น.] คำตอบที่ 2


ขอแนะนำให้คุณน้องถือบทนี้ดีกว่านะจ๊ะ....

"ชนะก่อเวร แพ้นอนเป็นทุกข์ ละแพ้ละชนะได้ อยู่เป็นสุข" อะ อะ อะ อะ

เพราะมีกิเลสก็เป็นเรื่องธรรมชาติจ้า...อะ อะ อะ อะ แต่....


ขอบคุณอีกครั้งครับ...
คืนนี้นอนเป็นสุขแล้วละครับ....ฮะ...ฮะ....ฮะ


ผมก็เคยได้อ่านข้อความที่ใช้ชื่อว่า 123 ครับ
อย่างแรก มีข้อแนะนำที่ดีๆ มากมาย
อย่างที่สอง แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีข้อความที่ เป็นไปตามท่านเจ้าของกระทู้ ตั้งข้อสังเกตุไว้ข้างต้น
โดยเฉพาะข้อความที่ว่า ปฏิบัติไม่ถึงแล้วจะมาแนะนำผู้อื่น กับ กล่าวในสิ่งที่ตนยังไม่รู้จริง บ่อยมากๆ ครับ

หักลบกันแล้ว อย่างหลังจะมากกว่าอย่างแรกสักหน่อย ครับ แต่ผมเข้าใจว่าเป็นเจตนาดีที่อยากจะชี้แนะให้ตามสมควร


ข้าพเจ้า มีความสนใจและปรารถนาที่จะประพฤติปฏิบัติตนตามหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธะ ด้วยกายก็ดี วาจาก็ดี ใจก็ดี และที่ชอบเป็นสำคัญคือการได้สนทนาธรรม เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ที่พาลพบและประสบมา และเพื่อแสวงหาความรอบรู้ให้กว้างขึ้นไปอีกเรื่อยๆ วันนี้ได้เดินทางมาพบ dhammathai คิดว่าจะต้องมีความรู้ดีๆเผยแผ่แน่นอน หากท่านผู้รู้ทั้งหลายพึงแนะนำข้าพเจ้าได้ ก็นับเป็นกุศลอันแผ่กว้างไพศาล เป็นแน่ อาจมีบางสิ่งเข้าใจ แต่ไม่อาจเข้าใจ อาจมีบางสิ่งที่รู้แต่ไม่อาจรู้ อาจจะมีบางสิ่งที่มองเห็นแต่อาจมองไม่เห็นสิ่งใดเลย ข้าพเจ้ามั่นใจด้วยแรงธรรมจาก dhammathai คงมีคำตอบให้อย่างแน่นอน


คุณโอปอครับ กระผมเข้าไปอ่านแล้ว ก็ไม่เห็นว่าจะมีความหนักใจอย่างไร

อยู่ที่ใจที่คุณมีทิฏฐิเอนเอียงไปในความเชื่ออย่างไร เมื่อได้รับความเห็นที่เหมือน
อย่างทิฏฐิที่เอนเอียงไปในทิฏฐิของคุณที่มีอยู่เดิม คุณก็เอนไปทางนั้น

ถ้าใครอ้างคำระรื่นหู หรือประโยคระรื่นใจ แต่หาคำอ้างอิงในคำสอนแท้จริงๆไม่ได้
(ซึ่งควรตรวจสอบจากพระไตรปิฎก) ก็ไม่ได้หมายความว่า นั้นเป็นคำสอนที่ถูกต้อง
ย่อมหลงทางอยู่นั้นเอง
คุณควรเข้าไปศึกษาจากพระไตรปิฎกออนไลน์ ซึ่งหาอ่านได้เองโดยไม่ต้องพึ่ง
ใครก็ไม่รู้ ที่ยกคำกล่าว คำสอนอย่างกระท่อนกระแทน ตามโมหะจริต(ความหลง)
ของผู้นั้น ในพระสูตร"มหาประเทศ๔" ก็มีปรากฎอยู่ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ล่วงหน้า
เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีแล้วครับ (หาอ่านเอาเองครับ)

คุณต้องมีส่วนที่ควรพึ่งตัวเองด้วยครับ

การอ้างพระสูตรใด ก็ควรระบุด้วยว่า มาจากพระสูตรไหน หัวข้อเท่าไหร่ด้วย
เพราะ การสอดไส้มีมากมายเหลือเกินครับ

ของแท้มีครับ ถ้าชอบ(เชื่อ)ของปลอม ..นั่นแสดงถึงวิบากกรรมของท่านเอง
ว่าอยู่ร่วมวิบากเดียวกับผู้ให้ของปลอม
ในทางตรงข้ามครับ ถ้าเชื่อของแท้..นั่นคือพุทธบุตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ



ทำไมไม่ถือซะว่า เปงคำ พิจารณาจากผู้อ่านล่ะค่ะ

เถียงกันไปก้อไม่มีอะไรดีขึ้นมา
โกรธกันไปก้อบาปปล่าวๆน่ะค่ะ

อโหสิกรรมให้แก่กันเถอะน่ะค่ะ
ดีหรือไม่ดีเราเท่านั้นน่ะค่ะที่รุตัวเอง

ถ้าคุณดีจิงๆสักวันก้อต้องมีคนเห็นค่ะ
แต่ถ้าดีจิงแล้วไม่มีใครเห็นก้อถือซะว่า
เป็นกรรมเก่าและกันน่ะค่ะ

ชีวิตจะได้มีความสุขค่ะ

อยากให้เว็บนี้เป็นเว็บที่ทามให้คนมีปัญญามากขึ้นน่ะค่ะเว็บนี้มีอะไรดีกว่าที่คุณคิดค่ะ



ตอบทุกคำตอบ

ผู้น้อยขอคารวะ และน้อมรับคำสอนและคำตักเตือนของคุณพี่ๆทั้งหลาย

ไว้ณ ที่นี้ด้วยใจจริง ขอให้ท่านเข้ามาแบบคุยกับเจ้าของกระทู้ที่ตั้งกระทู้

ขอเพียงแค่อย่าเข้ามาทะเลาะ เสียดสีกัน แค่นี้ก็พอใจแล้วครับ

ด.ช. โอปอล์


สวัสดีครับ คุณ..ด.ช.โอปอล์
ผมอยากอ่านประสบการณ์ทางธรรมและความคิดของคุณ และคิดว่าคงจะเป็นประโยชน์สำหรับคนอ่านด้วย จึงอยากให้คุณลองไปตั้งกระทู้ที่

http://www.pantip.com/cafe/religious/

นะครับ รับรองครับว่าจะได้รับคำตอบและความคิดเห็นอย่างหลากหลายอย่างแน่นอนครับ ผมจะตามไปอ่านนะครับ อย่าเปลี่ยนชื่อนะครับ (ขออนุญาตท่านเวปมาสเตอร์นะครับไม่ได้เชียร์เวปใด)


คุณโอปอครับ

ถูกต้องทุกประการ

เว็บนี้อ่านไปอ่านมาไม่รู้ว่าเป็นเว็บ"ธรรมะ"หรือเปล่า

มีแต่คำพูดที่เข้าข้างตัวเอง ตัดสินคนโน้นคนนี้ว่าถูกผิด...เสียดสีกันไปมา

ถ้ามีเว็บแบบนี้ก็เหนื่อยใจแทนคนที่เข้ามาหาความสงบสุขนะครับ

"คนไม่มีธรรมะ ย่อมเอาชนะผู้อื่น คนมีธรรมะย่อมเอาชนะใจตนเอง"


สวัสดีครับพี่โอปอ (ถ้าพี่โอปอเป็น ด.ช. ผมคงเป็นเด็กทารกมั๊งครับ 555 ล้อเล่นครับ)

ผมก็ยังยืนยันความเห็นเดิมครับ
ผู้ฝึกตนแล้วย่อมอยู่ในที่วุ่นวายได้โดยไม่วุ่นวาย ย่อมอยู่ในที่ขัดแย้งได้โดยไม่มีส่วนเป็นความขัดแย้ง ย่อมเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นความสามัคคีหรือความขัดแย้งก็เป็น ธรรม ที่เราสามารถเรียนรู้ได้ ไม่ว่าสิ่งที่เราชอบหรือไม่ชอบ ก็เป็น ธรรม ที่เราสามารถเรียนรู้ได้ ตราบใดที่เรายังมีความรู้สึก มีอารมณ์ เราก็พึงระลึกรู้ไว้เสมอว่าหน้าที่หลักของเราคือการฝึกฝนตนเอง มิใช่อย่างอื่น

หวังว่าพี่โอปอจะได้พบสถานที่ ได้ปฏิบัติธรรมโดยเร็วนะครับ

สำหรับความเห็นที่มีต่อเว็บนี้ ก็ตอบไม่ได้ครับว่าดีหรือไม่ดี แต่ผมก็เห็นว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญครับ สำคัญที่ว่าเราได้เรียนรู้อะไรๆ เข้าใจอะไรๆ ได้บ้างหรือเปล่า? จากการเข้ามาศึกษา

ผมเองก็ไม่เห็นว่า การมีความแตกต่างกันในความเห็นจะเป็นเรื่องที่เลวร้าย หรือเป็นเรื่องผิดปกติอะไร หรืออาจเป็นเพราะผมเองก็เป็นคนหาเช้ากินค่ำ เป็นคนเดินดินธรรมดาๆ ที่ศรัทธาในการปฏิบัติธรรม ไม่ได้ศึกษาพระไตรปิฎกอย่างลึกซึ้ง จึงไม่มีความรู้ทางพระไตรปิฎกจะไปอ้างกับใครได้ แต่ก็ได้เว็บนี้แหละครับที่ทำให้ผมได้มีโอกาสเห็นมุมมองของผู้ศึกษาพระไตรปิฎกอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตามผมก็จะเข้ามาศึกษาเรียนรู้ธรรมะที่เว็บนี้ต่อๆไปครับ

ขออณุโมทนาในคุณธรรมของผู้บริหารเว็บไซท์และสมากชิกdhammathai.org ทุกท่านครับ






ตอบคุณ 111

ขอขอบพระคุณ คุณพี่ 111 ที่แนะนำเว็บ

เมื่อคืนกระผมลองเข้าไปดูแล้ว แต่ยังไม่กล้าโพสต์ เพราะยังใหม่ต่อเว็บนั้นอยู่
กระผมยังไม่ค่อยชำนาญพอในเรื่องการเข้าเว็บต่างๆ เพราะความรู้น้อยมาก แต่ก็พยายามศึกษาหาคสามรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา ก็เลยเข้าไปอ่านกระทู้และการตอบกระทู้ของเว็บ pantip แต่ละคน แต่ละคำตอบ ตอบกันอย่างสุภาพ ไม่มีการก่อกวนกับผู้ตอบ เขาตั้งใจตอบกระทู้แก่คนตั้งกระทู้กันจริงๆ ต่อไปกระผมคงต้องสมัครเข้าไปหาความรู้ที่นั่นบ้างแล้วละครับ
ขอกราบขอบพระคุณคุณพี่ 111 อีกครั้ง ที่ได้นำทางเส้นใหม่ให้แก่น้องนะครับ
ขอให้คุณพี่จงสำเร็จในทุกสิ่งที่ปรารถนานะตรับ
โอปอล์


ตอบคุณ จอมยุทธไร้เงา ครับ

อ่านข้อเขียนของคุณพี่บรรทัดสุดท้าย แล้วก็เสียวๆ เดี๋ยวจะมีคนที่คิดว่าว่าเขา จะเดือดร้อนเข้ามารับเอาอีก เพราะบางครั้ง เราก็เขียนเป็นธรรมะ แต่บางคน เกิดบาดใจตัวเองเข้า ก็เลยต่อว่าต่อขานกันจนวุ่นวาย ทั้งๆที่เรามิได้มีเจตนาอย่างนั้น
..ก็ขอขอบพระคุณคุณพี่ "จอมยุทธไร้เงา" ที่ยังไม่ทิ้งน้องคนนี้นะครับ
น้องโอปอ


ตอบคุณ parthomwat ครับ

คุณ p (ขออนุญาตย่อชื่อนะครับ กว่าจะหาภาษาอังกฤษได้แต่ละตัว มองแป้นพิมพ์จนตาลาย เพราะผู้น้อยความรู้ด้อยแค่ประถม เพียงไม่ยอมแพ้ชีวิต หาทางศึกษาเพิ่มเติม)
ท่านมีความสุขุมลุ่มลึก อ่านข้อความของท่านแล้ว นำมาปรับปรุงจิตใจได้มากทีเดียว

ที่จริง เว็บ "ธรรมะไทย" เจ้าของเว็บตั้งใจจะให้คนที่สนใจธรรมะ เข้ามาแบ่งปันประสบการณ์ด้านธรรมะ เพื่อให้ทุกท่านได้เข้ามาค้นคว้า เจ้าของเว็บเป็นผู้ที่มีจิตเป็นกุศล เพราะตั้งแต่มีการปรับปรุงเว็บ กระผมก็เริ่มเข้ามา สมัครร่วมพัฒนาเว็บธรรมะ แต่รู้ตัวเองว่าธรรมะน้อยนิด และความรู้ก็น้อยมาก เลยรอคอยแต่เพียงการตั้งกระทู้ เพื่อให้ผู้ที่รู้ ได้กรุณาตอบ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่เข้ามาศึกษาหาความรู้ กอร์ปกับในระยะนั้นกระผมเองยังไม่มีเวลาพอ เพราะต้องเป็นตัวตั้งตัวตีในการเตรียมงานทอดกฐินที่วัดป่าอรัญญวิเวก(บ้านป่าลัน) อ.ดอยหลวง จ. เชียงราย พอมีเวลาก็เข้ามาเริ่มการโพสต์ครั้งแรก หัวข้อ "กระผมเกิดจากโคลนตม....." ก็มาเจอมรสุมลูกใหญ่ที่ไม่คาดคิดมาก่อนว่า จะมีในเว็บธรรมะไทย มีการก่อกวน โจมตีกันด้วยถ้อยคำที่เผ็ดร้อนรุนแรง ไม่น่าจะเป็นคำพูดจากคนที่เรียกตัวว่าเข้าใจธรรมะ ในที่สุดกระทู้ของกระผมก็ถูกลบ โดยที่กระผมไม่รู้เรื่องด้วยเลย

กระผมเองเข้าใจว่า "เว็บธรรมะไทย" เปรียบเสมือนตู้เย็น ที่มีความว่างเปล่า ประสงค์ที่จะให้คนทั่วไป นำสิ่งดีๆมาใส่ แต่คนที่นำสิ่งของมาใส่ กลับมีดีบ้าง เน่าบ้าง แต่ปลาเน่าตัวเดียว ทำให้ตู้เย็นเหม็นทั้งตู้
....ซึ่งเจ้าของตู้ คือเจ้าของเว็บ ก็ต้องลำบากใจในการล้างตู้ ดังนั้นก็น่าจะมีการตั้งคน หรือกลุ่มคน ประชุมร่วมกัน ดำเนินการรักษาความสะอาดของตู้เย็น ให้เป็นที่อาศัยของผู้ต้องการรับความรู้ธรรมะโดยกว้างขวางไม่มีขีดจำกัด เพื่อจะได้มีธรรมะเปรียบเทียบ ไม่ควรขีดเส้นหรือตีกรอบเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง ศาสนิกชนส่วนใหญ่จะรู้ดีว่า อะไรถูก อะไรผิด ส่วนน้อยที่อาจจะหลงทางไปตามครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องนัก เมื่อเราเปิดเสรีทางความคิด เขาได้อ่านความคิดที่หลากหลาย ย่อมสามารถนำความรู้ที่หลากหลายนั้นมาพิจารณาความถูกต้องด้วยตนเอง

....แต่มรสุมที่กระผมเข้ามาพบคือ..."คุณจะต้องถูกตามที่ฉันกำหนด...ถ้าผิดไปจากนี้..ถือว่าผิด..." ซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นเจ้าของเว็บแต่อย่างใด แต่มีคนที่เข้ามาทำตัวเหมือนเจ้าของเว็บ ทำให้เว็บ"ธรรมะไทย" มีคนเข้าใจผิดกันไปอีกมาก กระผมความรู้น้อยก็ไม่กล้าที่จะแนะนำท่านเจ้าของเว็บมากนัก เพียงแต่บอกความในใจโดยจริงใจเท่านั้น เพราะชื่อหัวข้อ "ธรรมะไทย" เป็นชื่อที่ ดึงดูดใจแก่ผู้ที่ได้พบหัวข้อนี้เป็นครั้งแรก ก็ตั้งความหวังไว้ว่า น่าจะเป็นเว็บที่สามารถเข้ามาหาความรู้ได้อย่างกว้างขวาง

ที่คุณ p พูดนั้นถูกต้อง ผู้ฝึกตนแล้วย่อมอยู่ในที่วุ่นวายโดยไม่วุ่นวาย.....ครับ จริงแท้แน่นอน แต่เราท่านทั้งหลายที่เข้ามาในที่นี้ ส่วนใหญ่ก็คือเริ่มสนใจและเริ่มฝึกกันเกือบทั้งสิ้น ถ้ากระผมรู้แล้ว ฝึกได้ดีแล้ว กระผมก็คงไม่เข้ามาแล้ว ป่านนี้ก็คงไปยัง เขาลูกใดลูกหนึ่ง แล้วก็รักษาความสงบแห่งจิตอยู่นะที่นั้น เหมือนกับหลวงปู่ทั้งหลายที่สำเร็จกันไปแล้ว แต่ที่กระผมเข้ามาก็เพื่อแสวงหาธรรมะที่หวังว่าจะถูกจริตของตัวเองสัก 1 ข้อ เพื่อต่อเติมการปฏิบัติที่ได้กระทำมาแล้วในตอนต้น และเข้ามาเพื่อที่จะบอกประสบการณ์ของตัวเองว่า "...ปฏิบัติอย่างนี้..ผิดนะ..ปฏิบัติอย่างนี้..เป็นอย่างนี้นะ หลวงปู่ท่านแนะอย่างนี้นะ เมื่อเวลากระผมปฏิบัติผิดไป.." ตั้งใจไว้อย่างนี้..

คุณ p ครับ ถ้าเว็บธรรมะไทย มีการดำเนินการที่ดีต่อไป หวังว่าเราคงได้มาแลกเปลี่ยนความรู้และหวังว่าคุณ p. คงมีข้อแนะนำแก่กระผมอีกเป็นอันมากทีเดียวนะครับ
ขอขอบพระคุณล่วงหน้า
ด.ช.โอปอ



สวัสดีคุณน้องโอปอล์...พี่จะส่งหนังสือและซีดีธรรมะเกี่ยวกับสภาวะธรรมไปให้ เราจะสามารถรู้และเปรียบเทียบกับสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นกับตัวเราได้ด้วยตนเองว่าเราอยู่ตรงไหน และจะเดินอย่างไร ผิดหรือถูก

ครั้งแรกพี่ก็เกิดความรู้สึกเช่นเดียวกับคุณน้องโอปอล์นี่แหละ ทั้งธรรมและเทคโนโลยี..

ถ้าพิมพ์ไม่เก่ง ก็ไปก๊อปปี้ตรงข้อความนั้น(ใช้เม้าท์ไปคลุมตัวหนังสือนั้น แล้วกด Ctrl+C) แล้วนำไปวางตรงที่เราอยากให้มันไปอยู่ (กด Ctrl+V)

พี่ขอรบกวนที่อยู่ที่จะส่งให้ด้วยหละกันนะ


สวัสดีครับคุณโอปอ
กระผมเป็นสมาชิกมานานหลายปีแล้วครับ ผมเจริญธรรมก็เพราะเว็บฯนี้
ที่มีกัลยาณมิตรเอาพระธรรมคำสั่งสอนแท้จริง โดยได้ยกจากพระไตรปิฎกอ้างอิง
มาให้ได้อ่าน และทำให้ผมเริ่มศึกษาจากพระไตรปิฎกอย่างค่อยๆเป็นค่อยๆไป

หากพิจารณาโดยแท้แล้ว พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์หรือสัทธรรมนั้น
ไม่ใช่การที่ใครก็ได้นะครับมาให้ "ความเห็น" แล้วให้ผู้อ่านพิจารณา "เลือก" ที่
จะเชื่อว่าของใครถูก ของใครผิด เช่นนั้นก็เป็นเพียงนักลอกผิดๆถูกๆนั่นเอง

นั่นต่างก็คือ "ความเห็น" ของผู้ที่เสมอด้วยปัญญาแบบคุณนั่นแหละครับ

แต่เอาเถอะครับ คนมันชอบคิดตามทิฏฐิของตนอยู่แล้ว ก็ทำกันไปเถอะครับ

ขัดใจก็ไม่ชอบ ถูกใจก็ยินดีไปตาม อวิชา โลภะ โทสะ โมหะ ของตนที่จะปรุง
แต่งกันไป

กระผมจึงกล่าวไว้แต่ต้นแล้วว่า
ยังไรก็ตาม หากช่วยตัวเองได้ เพื่อประโยชน์(เจริญทางธรรม)เพื่อตัวเองแล้ว
ก็ควรพึ่งพาตัวเองเป็นส่วนสำคัญ คือการ อ่าน-ศึกษา-ปฏิบัติตาม
ที่พระไตรปิฎกได้จารไว้

กระผมยอมรับว่า ระยะหลังๆ ไม่ค่อยได้เข้ามาอ่านนัก เพราะปัจจุบัน ผมมี
"ตนเองเป็นที่พึ่ง" ได้อย่างดีแล้ว แต่ก็ยังระลึกถึงพระคุณของเว็บฯนี้อย่างที่สุด
จึงแวะเวียนมาบ้าง

ความเห็นในระยะหลังที่คนหลังๆแสดงในเว็บฯนี้นั้น ผิดแปลกแตกต่างค่อนข้างมาก
จากเมื่อก่อน เพราะได้พยายามจะสำแดง"ทิฏฐิ" ของตนมากกว่าจะเผยแผ่ "ธรรม"
ของพระพุทธองค์
..แต่ถึงกระนั่น ก็ แต่ขอให้แสดงด้วยความเมตตาที่อยู่บนหลักของสัทธรรมเป็นสำคัญ
ก็จะได้ประโยชน์ต่อผู้อ่านมาก

หากคุณอยากเห็น ความเห็น ดีๆ ที่ประกอบด้วยเมตตาธรรม ก็ลองคลิ๊กกระทู้เก่าๆที่
มีไว้ที่ "เว็บบอร์เก่า" ไปที่ช่วงสองปีก่อนขึ้นมา จะเห็นว่า อบอุ่นมากครับ

http://dhammathai.org/webboard/webboard.php



สวัสดีครับพี่โอปอ
ดีใจครับที่ได้คุยกันอีก

ที่พี่โอปอบอกว่า
"กระผมเองเข้าใจว่า "เว็บธรรมะไทย" เปรียบเสมือนตู้เย็น ที่มีความว่างเปล่า ประสงค์ที่จะให้คนทั่วไป นำสิ่งดีๆมาใส่ แต่คนที่นำสิ่งของมาใส่ กลับมีดีบ้าง เน่าบ้าง"

อ่านแล้วก็สบายใจตรงที่ได้เห็นพี่โอปอเข้าใจ เห็นใจเจ้าของเว็บครับ

และผมก็เห็นด้วยกับที่พี่โอปอว่า"แต่คนที่นำสิ่งของมาใส่ กลับมีดีบ้าง เน่าบ้าง" ประโยคนี้ ผมเห็นด้วยและก็เห็นเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ที่ยังไม่ถึงที่สุดในธรรม ที่จะมีความผิดพลาด หลงดี ติดดีไปบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดานะครับ

ไม่มีใครที่ตั้งใจจะใส่ของที่ตัวเองรู้ว่าเน่าลงไปหรอกครับ แต่บางครั้งเราก็ลืมตัว เห็นว่าเป็นของดี ก็รีบใส่ (อาจเป็นเพราะอยากให้คนอื่นเห็นว่าเราดี เราใส่ของดี) พอใส่ไปแล้ว อีกคนกลับบอกว่าอันนี้ไม่ดี เป็นของเน่า คนใส่บางคนก็รับได้ ได้สติก็เปลี่ยนของเน่าเป็นของดีได้ แต่บางคนก็กลับโกรธ เห็นว่าเสียหน้า บอกกลับไปว่าของที่เราใส่นั้นดีแล้ว เธอต่างหากที่ใส่ของเน่า ตอบโต้กันไปมาแบบนี้ที่จริงก็คือ "แย่งกันใส่ของเน่า" นั้นเองครับ

แล้วจะยุติได้เมื่อไหร่

ก็จะยุติได้เมื่อเราหยุดใส่ของลงไปก่อนแล้วมาดูให้ดีว่าไอ่ที่เราใส่ไปนั้นมันดีหรือเน่ากันแน่ ที่สำคัญคือของเน่าอย่างหนึ่งที่เรามักไม่รู้ตัวว่าเป็นของเน่า แต่กลับเห็นเป็นของดีแล้วแย่งกันใส่ก็คือ ของเน่าที่เรียกว่า "การเห็นว่าของผู้อื่นเป็นของเน่า ก่อนที่จะเห็นของเน่าของตัวเอง"

การเห็นของดีหรือของเน่านั้นต้องหมั่นดูในของดีของเน่าของตัวเองก่อน ถ้าดูดีแล้วก็ใส่ ถ้าใส่แล้วคนอื่นมาบอกว่าเน่า เราก็ไม่ต้องไปเสียใจ ไม่ต้องรู้สึกว่าเสียหน้า ไม่ต้องไปโกรธ ก็เพราะเรายังไม่เป็นผู้ถึงที่สุดในธรรม เป็นเพียงผู้ฝึกตนอยู่ ก็มีผิดพลาดได้เป็นของธรรมดา เราก็แค่กลับมาดูของเราใหม่เท่านั้น ก็จบ ดีซะอีกที่คนมีคนมาเตือนเรา มาเตือนให้เรารู้ว่าเรายังต้องหมั่นปฏิบัติธรรมอีกมาก

ถ้าเราหมั่นดูใจตนแล้ว เราจะเข้าใจได้เองว่า "เราไม่มีเวลาจะไปเพ็งโทษผู้อื่นเลยครับ" แค่ใจเราดูแลให้ได้ก็เป็นเรื่องยากแล้ว เป็นกุศลอย่างสูงแล้ว ถึงจะใช้เวลาที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ชาตินี้ไปทั้งหมดก็ใช่ว่าทุกคนจะการันตรีว่าเราจะไปสู่ภพภูมิที่ดีได้ แล้วเราจะเสียเวลามาเพ็งโทษผู้อื่นอีกหรือครับ เราแน่ใจหรือครับว่าพรุ่งนี้ยังมีอยู่สำหรับเรา พรุ่งนี้ใครจะรับประกันได้ว่าเราจะยังมีลมหายใจให้ยุบหนอพองหนอ ใครจะรู้ว่าพรุ้งนี้เราจะยังมีขาให้เดินหนออยู่หรือเปล่า

เรื่องที่อยากจะดูให้ออกว่าของคนอื่นดีหรือเน่านั้นเราไม่ต้องไปหวัง ไม่ต้องไปคิดถึงครับ หากถึงที่สุดแล้ว "ดีกว่านี้ยังมี" ครับ

ความยุติธรรม หรือ มาตราฐานความถูกต้องหากต่างคนต่างเอาตัวเองเป็นที่ตั้งก็คงวุ่นวาย ความยุติธรรมนั้นไม่ได้แปลว่าจะต้องมีคนถูก-คนผิด ไม่ได้แปลว่าจะต้องมีผู้ชนะ-ผู้แพ้ ไม่ได้แปลว่าเธอตีชั้น2ทีชั้นก็ต้องตีเธอกลับ2ที

แต่ความ"ยุติธรรม"นั้นหมายความว่า เรื่องราวเหตุการณ์เลวร้ายหรือความขัดแย้งต่างๆ สามารถ"ยุติ"ลงได้ด้วยต้องอาศัย"คุณธรรม"ในตัวของทุกๆคนที่เกี่ยวข้อง อาศัยความรัก ความเมตตากรุณา ความเข้าใจในการเป็นเพียงผู้ฝึกตนย่อมพรั้งพลาดได้ และย่อมอภัยให้กันได้ ดังเช่นที่พี่โอปอได้กล่าวไว้ว่า
"เราท่านทั้งหลายที่เข้ามาในที่นี้ ส่วนใหญ่ก็คือเริ่มสนใจและเริ่มฝึกกันเกือบทั้งสิ้น"
นั้นถูกต้องที่สุดแล้วครับ

ก็ไม่รู้ว่าพอช่วยให้พี่โอปอสบายใจขึ้นได้บ้างหรือเปล่า
ยังไงคุยกันอีกนะครับ



นักบุญแห่งสยามประเทศต้องคนซ้ายมือสุดใส่เสื้อม้อฮ้อม คนนี้ถือศีล 8 ประจำ
อยู่อย่างสมถะพอเพียง ไม่นอนกับเมีย

http://http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P6645719/P6645719.html




ลิงค์บนผิดพลาด

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P6645719/P6645719.html


ตอบคุณพี่ 111 ครับ

ขอกราบขอบพระคุณในความหวังดี ขอให้คุณพี่ 111 ติดต่อน้องที่

ohop@sanook.com ได้เลยครับ น้องจะส่งที่อยู่ให้ทางเมล์ก็แล้วกันครับ

แล้วน้องก็มี ซีดีของหลวงปู่เหรียญ , หลวงปู่หล้า , หลวงพ่อทูล , หลวงปู่มหาบัว(วัดป่าบ้านตาด) , หลวงปู่ท่อน คุณพี่อยากได้บ้างไหมครับ ผู้น้องจะได้ก๊อบฯส่งให้ครับ

ขอกราบขอบพระคุณล่วงหน้ามากเลยครับ

น้องโอปอ


ตอบคุณพี่ aa1234 ครับ

ขอกราบขอบพระคุณในความหวังดีครับ ผู้น้องขอจดจำนำไปปฏิบัติ

ผู้น้องเข้าไปตามเว็บที่คุณพี่ให้มา แต่ไม่สามารถย้อนหลังได้ ย้อนได้แค่ปี 50 เท่านั้น

แต่ถึงกระนั้น ต้นๆปี 50 ก็ยังมีผู้ตอบกระทู้ที่เป็นประโยชน์และมีความสุภาพเป็นอย่างยิ่ง

พอมากลางๆปี เริ่มมีการแซวกันเองในระหว่างผู้ตอบด้วยกัน แทนที่จะเป็นการตอบกระทู้

กลับกลายเป็นการเสียดสีกันเองของผู้เข้ามาตอบกระทู้ ก็เลยทำให้ผู้ตั้งกระทู้ไม่เข้ามา

ในกระทู้ที่ตัวเองตั้งไว้ ดูๆเหมือนคนตั้งกระทู้จะมีคุณธรรมมากกว่าผู้ตอบกระทู้เสียอีก

อ่านหลายกระทู้แล้วยิ่งมีความรู้สึกว่า บางกระทู้ ผู้ตั้งกระทู้ ไม่ได้ต้องการความรู้เพื่อตัวเองเลย

แต่เป็นการตั้งกระทู้เพื่อให้คนเข้ามาตอบอย่างหลากหลาย แสดงถึงความใจกว้างมีเมตตาของผู้นั้น

ทำอย่างไรครับ ที่จะเข้าไปอ่านกระทู้เก่าๆที่สะสมมาหลายปีได้ มีผู้ที่ตอบดีๆหลายคนครับ

ขอกราบขอบพระคุณคุณพี่ aa1234 อีกครั้งครับ

น้องโอปอ


ตอบคุณ Parthomwat ครับ

....เรื่องความสบายใจนั้น กระผมสบายใจอยู่แล้ว เพียงแค่รู้สึกหนักใจกับท่านที่เข้ามาตอบแบบสำนวนดุเด็ดเผ็ดร้อน และว่ากันอย่างต้องตายกันไปข้างหนึ่งเท่านั้น ส่วนตัวกระผมเองมีธรรมปฏิบัติที่เคยปฏิบัติมาตามวัดป่า ตามภูเขา ในป่าช้าที่สงบวิเวก แล้วได้ธรรมะบางอย่างที่จะนำมาเผยแพร่ จากประสบการณ์ที่ได้มาแบบตรงๆเท่านั้น ใครจะปฏิบัติได้อย่างไรนอกเหนือจากของกระผม ก็เป็นจริตนิสัยของคนๆนั้น เหมือนกับคำที่หลวงปู่ท่านบอกว่า "เดินทางเดียวกัน..แต่ไม่เหยียบรอยกัน..สุดท้ายก็คือจุดหมายเดียวกัน" แต่พอเข้ามาโพสต์ปุ๊บ ก็ถูกกล่าวหาทันทีว่า เป็นการปฏิบัตินอกเหนือจากพระไตรปิฎก แล้วก็ถูกว่ากล่าวอีกต่างๆนาๆ มีคนเข้ามาแก้ให้ ก็ถูกว่ากลับคืน เอาสำนักมากล่าวเสียดสีกันอย่างน่าเกลียด สุดท้าย กระทู้ของกระผมก็เป็นอันถูกลบไป กระผมเสียดายคำตอบดีๆที่มีผู้เจตนาดีเข้ามาสละเวลา สละซึ่งการที่ต้องมานั่งนึกว่าเราจะเขียนลงอย่างไร จะให้เขาเข้าใจได้ง่าย ก็ต้องพลอยถูกลบไปด้วย แล้วคงไม่สามารถกู้กลับคืนมาได้

ผมไม่เคยกล่าวว่า พระไตรปิฎกไม่ดี ผมเพียงพูดว่า กระผมอ่านพระไตรปิฎกแล้วตีความหมายไม่ออก มันมึนงงเป็นไก่ตาแตกไปเลย ก็กระผมบอกแล้วว่า ความรู้น้อย กระผมเลยไปหาครูบาอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนา แล้วลงมือปฏิบัติตามคำแนะนำสั่งสอนของท่าน ก็ได้บ้างไม่ได้บ้างตามการสั่งสมบุญบารมีมาแต่อดีตชาติ แต่หลวงปู่ก็ให้ข้อเตือนสติไว้ว่า อย่าไปท้อแท้ว่าบารมีเราจะถึงหรือไม่ เพราะการท้อแท้นั้นเป็นอุบายของกิเลส ให้เรามุ่งมั่นในการปฏิบัติเท่านั้น เมื่อถึงเวลา เราจะรู้เองแหละ

เดี๋ยวกระผมจะเขียนประสบการณ์การปฏิบัติมาให้อ่านกันในกระทู้ต่อๆไปครับ

โอปอ


นักบุญแห่งสยามประเทศต้องคนซ้ายมือสุดใส่เสื้อม้อฮ้อม คนนี้ถือศีล 8 ประจำ
อยู่อย่างสมถะพอเพียง ไม่นอนกับเมีย

.. - 125.24.40.205 [27 พ.ค. 2551 07:53 น.] คำตอบที่ 20

อะ อะ อะ อะ ฝากไปบอกนักบุญของท่านด้วยน้า....เมื่อคืน 123...นั่งกรรมฐาณตรวจดู
เส้นทางบารมีให้แล้ว....มาทางสายนี้อะ ถูกต้องแล้ว....ทำแผ่นดินให้ลุกเป็นไฟ และ ในอนาคตกาลข้างหน้า....อีกหลายกัปล์....จะตรัสรู้ด้วยตนเอง ด้วยพระธรรมสั้นๆว่า....

"เราไม่น่าเบียดเบียนเขาเลย" แล้วสำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า....ไม่สอนธรรมให้ใคร
ด้วยเวลานั้นจะรู้บุบพกรรมตนเองว่า....ภพชาติที่เกิด ได้สั่งสมแต่ความเบียดเบียนสรรพสัตว์
พูดโกหกหลอกลวงชาวบ้านชาวเมืองไว้เยอะ เกิดตรงไหน แผ่นดินตรงนั้นก็ร้อนเป็นไฟ
เมื่อท่านสำเร็จมรรคผลเลยไม่สอนธรรมให้ใคร เพราะรู้บุพกรรมตนเองดังนี้จ้า...อะ อะ อะ อะ


ด้วยความเป็นกัลยาณมิตรครับคุณโอปอ

เห็นความตั้งใจในการศึกษาธรรม และการปฏิบัติของคุณ
เมื่อเกิดความสงสัย อ่านไม่เข้าใจชัดเจนในพระไตรปิฏก
ขอชี้แนะให้คุณติดต่อกับพระอาจารย์ทางอีเมล์ดังนี้ครับ
karagetu@hotmail.com

จำเริญธรรมในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ



 3,568 

  แสดงความคิดเห็น


RELATED STORIES




จีรัง กรุ๊ป    

 ธรรมะไทย