มงคลที่ ๓๒.การประพฤติพรหมจรรย์
เร่งประพฤติ พรหมจรรย์ อันประเสริฐ
เพื่อให้เกิด สุขล้วน โดยถ้วนถี่
ตั้งแต่ทาน ถึงสิกขา บรรดามี
สมบูรณ์ดี พรหมจรรย์ ย่อมมั่นคง.
Home sitemap Dhamma World Wide Web
Contact Us
ภาษาไทย
English
 
หน้าแรก กวีธรรมะ เว็บบอร์ดธรรมะไทย คำถาม/กระทู้ ที่ 5779

กว่าจะได้เป็น.........สัมมาสัมพุทธะ



!!!สวัสดีครับกัลยาณมิตรทุกท่าน กระทู้นี้เป็นกระทู้แรกของปี 2550 ปีหมู สำหรับผม!!!



@อยากให้ทุกคนได้ศึกษาเป็นสิริมงคลกับตนเอง เป็นแนวทางในการตามรอยพระพุทธองค์ครับ
เพราะพระพุทธเจ้าของเราท่านบำเพ็ญเพียรบารมีมาเยอะถึง 4 อสงไขยกับแสนมหากัลป์

@แต่กว่าจะตรัสรู้ธรรมได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธนั้นท่านก็ประสบความยากลำบากเพียงใด
ลองผิดลองถูกด้วยพระองค์เอง ที่ไหนว่าแน่ ท่านศึกษามาหมดถึงที่สุดในทุกเรื่อง



@ไม่ว่าเรื่องฌาณหรือการทรมานกายจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด จนท้อแท้ใจ ....
แต่ท่านได้หวลไปนึกถึงหนทางอันหนึ่งครับที่ครั้งทรงพระเยาว์วัย
เป็นเหตุให้ค้นพบทางที่สำคัญ ได้ "พุทธะ"



!!!!ลองศึกษาดูนะครับขอตัดตอน...นับตั้งแต่เริ่มแต่ออกผนวชแล้ว เที่ยวเสาะแสวงหาความรู้ ทรมานพระองค์ จนได้ตรัสรู้ !!!!



ทรงกลับพระทัยฉันอาหารหยาบ

ราชกุมาร! ความคิดอันนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ในอดีตกาลอันยาวยืดก็ดี...ในอนาคตกาลอันยาวยืดก็ดี...แม้ในปัจจุบันนี้ก็ดี, สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดที่ได้เสวยทุกขเวทนากล้าแข็งเผ็ดร้อนอันเกิดจากการทำความเพียร อย่างสูงสุดก็เท่าที่เราได้เสวยอยู่นี้ ไม่ยิ่งไปกว่านี้ได้, ก็แต่ว่าเราหาอาจบรรลุธรรมอันยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ หรืออลมริยญาณทัศนวิเศษ ด้วยทุกรกิริยาอันกล้าแข็งแสบเผ็ดนี้ไม่. ชะรอยหนทางแห่งการตรัสรู้จักพึงมีโดยประการอื่น.



ราชกุมาร! ความระลึกอันนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เออก็เรายังจำได้อยู่เมื่องานแรกนาแห่งบิดา เรานั่ง ณ ร่มไม้หว้ามีเงาเย็นสนิท มีใจสงัดแล้วจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย บรรลุปฐมฌานมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกแล้วแลอยู่ ชะรอยนั่นจักเป็นทางแห่งการตรัสรู้บ้าง ดังนี้. ราชกุมาร! วิญญาณอันแล่นไปตามความระลึก ได้มีแล้วแก่เราว่า นี่แล แน่แล้วหนทางแห่งการตรัสรู้ดังนี้.

ราชกุมาร! ความสงสัยอันนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เราควรจะกลัวต่อความสุขชนิดที่เว้นจากกามและอกุศลธรรมหรือไม่หนอ? ราชกุมาร! ความแน่ใจอันนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เราไม่ควรกลัวต่อสุขอันเว้นจากกามและอกุศลทั้งหลาย. ราชกุมาร! ความคิดได้มีแก่เราสืบไปว่า ก็ความสุขชนิดนั้น คนที่มีร่างกายหิวโหยเกินกว่าเหตุเช่นนี้ จะบรรลุได้โดยง่ายไม่ได้เลย ถ้าไฉนเราพึงกลืนกินอาหารหยาบ คือข้าวสุกและขนมสดเถิด. ราชกุมาร! เราได้กลืนกินอาหารหยาบ คือข้าวสุกและขนมสดแล้ว.



ทรงคอยควบคุมวิตก ก่อนตรัสรู้

ภิกษุ ท.! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่, ได้เกิดความรู้สึกอันนี้ขึ้นว่า เราพึงทำวิตกทั้งหลายให้เป็นสองส่วนเถิด. ภิกษุ ท.! เราได้ทำ กามวิตก พยาปาทวิตก วิหิงสาวิตก สามอย่างนี้ให้เป็นส่วนหนึ่ง, ได้ทำ เนกขัมมวิตก อัพยาปาทวิตก อวิหิงสาวิตก สามอย่างนี้ให้เป็นอีกส่วนหนึ่งแล้ว.

ภิกษุ ท.! เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่อย่างนี้กามวิตกเกิดขึ้น เราก็รู้ชัดอย่างนี้ว่า กามวิตกเกิดแก่เราแล้ว, กามวิตกนั้นย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เบียดเบียนทั้งสองฝ่าย (คือทั้งตนและผู้อื่น) บ้าง, เป็นไปเพื่อความดับแห่งปัญญา เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น ไม่เป็นไปพร้อมเพื่อนิพพาน. ภิกษุ ท.! เมื่อเราพิจารณาเห็นอยู่....ฯลฯ*.... อย่างนี้ กามวิตกย่อมถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้. ภิกษุ ท.! เราได้ละและบรรเทากามวิตกอันบังเกิดขึ้นแล้วและบังเกิดแล้ว กระทำให้สิ้นสุดได้แล้ว.

ภิกษุ ท.! เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่อย่างนี้พยาปาทวิตกเกิดขึ้น เราก็รู้ชัดอย่างนี้ว่า พยาปาทวิตกเกิดแก่เราแล้ว, ก็พยาปาทวิตกนั้นย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง, เป็นไปเพื่อความดับแห่งปัญญา เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น ไม่เป็นไปพร้อมเพื่อนิพพาน. ภิกษุ ท.! เมื่อเราพิจารณาเห็นอยู่...ฯลฯ... อย่างนี้ พยาปาทวิตกย่อมถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้. ภิกษุ ท.! เราได้ละและบรรเทาพยาปาทวิตก อันบังเกิดขึ้นแล้วและบังเกิดแล้ว กระทำให้สิ้นสุดได้แล้ว.

ภิกษุ ท.! เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่อย่างนี้วิหิงสาวิตกเกิดขึ้น เราก็รู้ชัดอย่างนี้ว่า วิหิงสาวิตกเกิดขึ้นแก่เราแล้ว, ก็วิหิงสาวิตกนั้นย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง, เป็นไปเพื่อความดับแห่งปัญญา เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น ไม่เป็นไปพร้อมเพื่อนิพพาน. ภิกษุ ท.! เมื่อเราพิจารณาเห็นอยู่....ฯลฯ....อย่างนี้ วิหิงสาวิตกย่อมถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้. ภิกษุ ท.! เราได้ละและบรรเทาวิหิงสาวิตกอันบังเกิดขึ้นแล้วและบังเกิดแล้วกระทำให้สิ้นสุดได้แล้ว.

ภิกษุ ท.! ภิกษุตรึกตามตรองตามถึงอารมณ์ใดๆ มาก จิตย่อมน้อมไปโดยอาการอย่างนั้นๆ : ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึงกามวิตกมาก ก็เป็นอันว่าละเนกขัมมวิตกเสีย กระทำแล้วอย่างมากซึ่งกามวิตก; จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในกาม. ถ้าภิกษุตรึกตรองตามถึงพยาปาทวิตกมาก ก็เป็นอันว่าละอัพยาปาทวิตกเสีย กระทำแล้วอย่างมากซึ่งพยาปาทวิตก, จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการพยาบาท. ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึงวิหิงสาวิตกมาก ก็เป็นอันว่าละอวิหิงสาวิตกเสีย กระทำแล้วอย่างมากซึ่งวิหิงสาวิตก; จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการทำสัตว์ให้ลำบาก.

ภิกษุ ท.! เปรียบเหมือนในคราวฤดูสารท คือเดือนสุดท้ายแห่งฤดูฝนคนเลี้ยงโคต้องเลี้ยงฝูงโคในที่แคบเพราะเต็มไปด้วยข้าวกล้า เขาต้องตีต้อนห้ามกันฝูงโคจากข้าวกล้านั้นด้วยท่อนไม้ เพราะเขาเห็นโทษคือการถูกประหาร การถูกจับกุม การถูกปรับไหม การติเตียน เพราะมีข้าวกล้านั้นเป็นเหตุ ข้อนี้ฉันใด, ภิกษุ ท.! ถึงเราก็ฉันนั้น ได้เห็นแล้วซึ่งโทษความเลวทรามเศร้าหมองแห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย, เห็นอานิสงส์ในการออกจากกาม ความเป็นฝักฝ่ายของความผ่องแผ้วแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย.

ภิกษุ ท.! เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่อย่างนี้เนกขัมมวิตกย่อมเกิดขึ้น...** อัพยาปาทวิตกย่อมเกิดขึ้น....อวิหิงสาวิตกย่อมเกิดขึ้น. เราย่อมรู้แจ้งชัดว่า อวิหิงสาวิตกเกิดขึ้นแก่เราแล้ว, ก็อวิหิงสาวิตกนั้นไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตน เบียดเบียนผู้อื่น หรือเบียดเบียนทั้งสองฝ่าย, แต่เป็นไปพร้อมเพื่อความเจริญแห่งปัญญา ไม่เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น เป็นไปพร้อมเพื่อนิพพาน. แม้เราจะตรึกตามตรองตามถึงอวิหิงสาวิตกนั้นตลอดคืน ก็มองไม่เห็นภัยที่จะเกิดขึ้นเพราะอวิหิงสาวิตกนั้นเป็นเหตุ. แม้เราจะตรึกตามตรองตามถึงอวิหิงสาวิตกนั้นตลอดวัน, หรือตลอดทั้งกลางคืนกลางวัน ก็มองไม่เห็นภัยอันจะเกิดขึ้นเพราะอวิหิงสาวิตกนั้นเป็นเหตุ.

ภิกษุ ท.! เพราะเราคิดเห็นว่า เมื่อเราตรึกตามตรองตามนานเกินไปนักกายจะเมื่อยล้า, เมื่อกายเมื่อยล้า จิตก็อ่อนเพลีย, เมื่อจิตอ่อนเพลีย จิตก็ห่างจากสมาธิ, เราจึงได้ดำรงจิตให้หยุดอยู่ในภายใน กระทำให้มีอารมณ์อันเดียวตั้งมั่นไว้ ด้วยหวังอยู่ว่า จิตของเราอย่าฟุ้งขึ้นเลย ดังนี้.



ภิกษุ ท.! ภิกษุตรึกตามตรองตามถึงอารมณ์ใดๆ มาก จิตย่อมน้อมไปโดยอาการอย่างนั้นๆ : ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึงเนกขัมมวิตกมาก ก็เป็นอันว่าละกามวิตกเสีย กระทำแล้วอย่างมากซึ่งเนกขัมมวิตก; จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการออกจากกาม. ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึงอัพยาปาทวิตกมากก็เป็นอันว่าละพยาปาทวิตกเสีย กระทำแล้วอย่างมากในอัพยาปาทวิตก; จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการไม่พยาบาท. ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึงอวิหิงสาวิตกมาก ก็เป็นอันว่าละวิหิงสาวิตกเสีย กระทำแล้วอย่างมากในอวิหิงสาวิตก; จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการไม่ยังสัตว์ให้ลำบาก.

ภิกษุ ท.! เปรียบเหมือนในเดือนสุดท้ายแห่งฤดูร้อน ข้าวกล้าทั้งหมดเขาขนนำไปในบ้านเสร็จแล้ว*** คนเลี้ยงโคพึงเลี้ยงโคได้. เมื่อเขาไปพักใต้ร่มไม้ หรือไปกลางทุ่งแจ้งๆ พึงทำแต่ความกำหนดว่า นั่นฝูงโคดังนี้ (ก็พอแล้ว) ฉันใด; ภิกษุ ท.! ถึงภิกษุก็เพียงแต่ทำความระลึกว่า นั่นธรรมทั้งหลายดังนี้ (ก็พอแล้ว) ฉันนั้นเหมือนกัน.

ภิกษุ ท.! ความเพียรเราได้ปรารภแล้วไม่ย่อหย่อน สติเราได้ดำรงไว้แล้วไม่ฟั่นเฟือน กายสงบระงับไม่กระสับกระส่าย จิตตั้งมั่นมีอารมณ์อันเดียวแล้ว. ภิกษุ ท.! เรานั้น เพราะสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย ได้เข้าถึงปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกแล้วแลอยู่

มีต่อครับ...



ข้าน้อย [58.147.102.76][ วันอาทิตย์ ที่ 7 มกราคม 2550 เวลา 20:36 น. ]



อาการแห่งการตรัสรู้

ราชกุมาร! ครั้นเรากลืนกินอาหารหยาบ ทำกายให้มีกำลังได้แล้ว, เพราะสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย จึงบรรลุ ฌานที่ ๑ มีวิตกวิจารมีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกแล้วแลอยู่. เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ จึง บรรลุฌานที่ ๒ เป็นเครื่องผ่องใสในภายใน เป็นที่เกิดสมาธิแห่งใจ ไม่มีวิตกวิจารมีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิแล้วแลอยู่. เพราะความจางไปแห่งปีติ ย่อมอยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย จึง บรรลุฌานที่ ๓ อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวว่าผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข, แล้วแลอยู่. และเพราะละสุขและทุกข์เสียได้ เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน จึงได้ บรรลุฌานที่ ๔ อันไม่ทุกข์ไม่สุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขาแล้วแลอยู่.

เรานั้น ครั้นเมื่อจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใสไม่มีกิเลส ปราศจากกิเลสเป็นธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงาน ถึงความไม่หวั่นไหวตั้งอยู่เช่นนี้แล้ว ได้น้อมจิตไปเฉพาะต่อ บุพเพนิวาสานุสสติญาณ.......จุตูปปาตญาณ......
อาสวักขยญาณ.....

เราย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงว่า "นี่ทุกข์, นี่เหตุแห่งทุกข์, นี่ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, นี่ทางให้ถึงความดับไม่มีเหลือแห่งทุกข์; และเหล่านี้เป็นอาสวะทั้งหลาย, นี้เหตุแห่งอาสวะทั้งหลาย, นี้ความดับไม่มีเหลือแห่งอาสวะทั้งหลาย, นี้เป็นทางให้ถึงความดับไม่มีเหลือแห่งอาสวะทั้งหลาย." เมื่อเรารู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จิตก็พ้นจากกามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ. ครั้นจิตพ้นวิเศษแล้วก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่า จิตพ้นแล้ว. เรารู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์จบแล้ว กิจที่ต้องทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความ (หลุดพ้น) เป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก. ราชกุมาร ! นี่เป็น วิชชาที่ ๓ ที่เราได้บรรลุแล้วในยามปลายแห่งราตรี. อวิชชาถูกทำลายแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว, ความมืดถูกทำลายแล้ว ความสว่างเกิดขึ้นแทนแล้ว, เช่นเดียวกับที่เกิดแก่บุคคลผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผาบาป มีตนส่งไปแล้วแลอยู่, โดยควร.




การได้บรรลุญาณทั้งสามของพระมหาบุรุษนั้นเรียกว่า ตรัสรู้ความเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งเกิด
ขึ้นในคืนวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ หลังจากนั้น พระนามว่า สิทธัตถะก็ดี พระโพธิสัตว์ก็ดี ที่เกิดใหม่ ตอนก่อนตรัสรู้ว่าพระมหาบุรุษก็ดี ได้กลายเป็นพระนามในอดีตหนหลัง เพราะตั้งแต่นี้ต่อไปทรงมีพระนามใหม่ว่า 'อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า' แปลว่าพระผู้ตรัสรู้ธรรมเครื่องหลุดพ้นจากกิเลสโดยชอบด้วยพระองค์เอง

ข้าน้อย [58.147.102.76] [ 7 ม.ค. 2550 เวลา 20:47 น. ] [ 1 ]

สาธุ สาธุ สาธุ ยอดเยี่มมากๆครับท่าน
สาธุ [124.157.133.193] [ 7 ม.ค. 2550 เวลา 21:33 น. ] [ 2 ]



ข้อคิดที่ได้จากการอ่านมาตามลำดับ(ตัดตอนรวบรัดมาโดยย่อ)

@ทรงทำให้จิตตั้งมั่นด้วยปฐมฌาณเหมือนครั้งทรงพระเยาว์วัย

@ทรงกำหนดสมาธินิมิต ก่อนตรัสรู้

@ทรงกั้นจิตจากกามคุณในอดีต ก่อนตรัสรู้

@ทรงค้นวิธีแห่งอิทธิบาท ก่อนตรัสรู้และเป็นธรรมที่ทรงอบรมอย่างมาก ก่อนตรัสรู้

ภิกษุ ท.! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ มีความสงสัยเกิดขึ้นว่า อะไรหนอ เป็นหนทาง เป็นข้อปฏิบัติ* เพื่อความเจริญแห่งอิทธิบาท?

ภิกษุ ท.! ความรู้ข้อนี้เกิดขึ้นแก่เราว่า ภิกษุ** นั้นๆ ย่อมเจริญอิทธิบาท อันประกอบพร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง มีสมาธิอาศัยฉันทะเป็นปธานกิจ ว่า ด้วยอาการอย่างนี้ ฉันทะของเราย่อมมีในลักษณะที่จักไม่ย่อหย่อน, ที่จักไม่เข้มงวดเกิน, ที่จักไม่สยบอยู่ในภายใน, ที่จักไม่ส่ายไปในภายนอก; และเราเป็นผู้มีความรู้สึกทั้งในกาลก่อนและกาลเบื้องหน้าอยู่ด้วย : ก่อนนี้เป็นเช่นใด

ต่อไปก็เช่นนั้น, ต่อไปเป็นเช่นใด ก่อนนี้ก็เช่นนั้น, เบื้องล่างเช่นใด เบื้องบนก็เช่นนั้น, เบื้องบนเช่นใดเบื้องล่างก็เช่นนั้น, กลางคืนเหมือนกลางวัน, กลางวันเหมือนกลางคืน : เธอย่อมอบรมจิตอันมีแสงสว่างด้วยทั้งจิตอันเปิดแล้ว ไม่มีอะไรพัวพัน ให้เจริญอยู่ด้วยอาการอย่างนี้.

(ข้อต่อไปอีก ๓ ข้อก็เหมือนกัน แปลกแต่ชื่อแห่งอิทธิบาท เป็น วิริยะ จิตตะ วิมังสา, เท่านั้นพระองค์ทรงพบการเจริญอิทธิบาท ด้วยวิธีคิดค้นอย่างนี้).

@ทรงคิดค้นเรื่องเบญจขันธ์ ก่อนตรัสรู้

@ทรงค้นลูกโซ่แห่งทุกข์ ก่อนตรัสรู้

@ทรงทำลายความขลาด ก่อนตรัสรู้

@วิหารธรรมที่ทรงอยู่มากที่สุด ก่อนตรัสรู้คืออานาปานสติสมาธิ

@ทรงอธิษฐานความเพียร ก่อนตรัสรู้




น่าจะสอดคล้องในวิสุทธิมรรคกล่าวว่า การจะยกตนออกจากสังสารวัฏนั้นทำดังนี้

" เมื่อพระโยคาวจรตั้งธรรม 6 กอง มีขันธ์ทั้ง 5 เป็นต้น มีพระปฎิจจสมุปบาทเป็นที่สุดไว้เป็นพื้น คือ พิจารณาให้รู้จักลักษณะแห่งธรรมทั้ง 6 กอง ยืนหน่วงเอาธรรมทั้ง 6 กอง ไว้เป็นอารมณ์ได้แล้วลำดับนั้นจึงเอา ศีลวิสุทธิ์ แลจิตวิสุทธิ์ มาเป็นราก"

ศีลวิสุทธิ์นั้นได้แก่พระปฎิโมกข์สังวรศีล
จิตตวิสุทธิ์ นั้นได้แก่อัฎฎฐสมาบัติ 8

เมื่อตั้งศีลวิสุทธิ์ จิตวิสุทธิ์ 2 ประการนี้เป็นรากแล้วพระโยคาวจรจำเริญวิสุทธิ์ทั้ง 5 สืบขึ้นไปตามลำดับเอาทิฏฐิวิสุทธิ์ แลกังขาวิตรณวิสุทธิ์เป็นเท้าซ้ายเท้าขวา เอามัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิแลปฎิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ์เป็นมือซ้ายมือขวาแล้วเอาญาณทัสสนวิสุทธิ์เป็นศรีษะเถิด จึงจะอาจสามารถยกตนออกจากวัฏฏสงสารได้

และในโพชฌงค์ 7 กล่าวว่า

พุทธดำรัส ตอบ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายที่เป็นที่ตั้งแห่งสติสัมโพชฌงค์มีอยู่ การเพิ่มพูนโยนิโสมนสิการในธรรมเหล่านั้นเป็นอาหารให้สติสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น...

“ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต ที่เป็นฝ่ายดำและฝ่ายขาวมีอยู่ การเพิ่มพูนโยนิโสมนสิการในธรรมเหล่านั้นเป็นอาหารแห่งธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์

“ความริเริ่ม ความพยายาม ความบากบั่นมีอยู่การเพิ่มพูนโยนิโสมนสิการ ในธรรมเหล่านี้ เป็นอาหารแห่งวิริยสัมโพชฌงค์

“ธรรมทั้งหลายที่เป็นที่ตั้งแห่งปีติสัมโพชฌงค์มีอยู่ การเพิ่มพูนโยนิโสมนสิการในธรรมเหล่านั้น เป็นอาหารแห่งปีติสัมโพชฌงค์

“ความสงบกาย ความสงบจิต มีอยู่ การเพิ่มพูนโยนิโสมนสิการในธรรมเหล่านั้น เป็นอาหารแห่งปัสสัทธิสัมโพชฌงค์

“สมาธินิมิตและอัพยัคคนิมิต (นิมิตแห่งจิตที่มีอารมณ์ไม่ฟุ้งซ่าน) มีอยู่ การเพิ่มพูนโยนิโสมนสิการในธรรมเหล่านั้น เป็นอาหารแห่งสมาธิสัมโพชฌงค์

“ธรรมทั้งหลายที่เป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์ มีอยู่ การเพิ่มพูนโยนิโสมนสิการในธรรมเหล่านั้น เป็นอาหารแห่งอุเบกขาโพชฌงค์....”




พุทธดำรัส ตอบ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อสัมโพชฌงค์ ๗ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ ผลานิสงส์ ๗ ประการ อันเธอพึงหวังได้ คือ

(๑) จะได้บรรลุอรหัตตผลโดยพลัน ในปัจจุบัน

(๒) ถ้าไม่ได้บรรลุในปัจจุบัน จะได้บรรลุอรหัตตผลในเวลาใกล้ตาย

(๓) ถ้าไม่ได้บรรลุในปัจจุบัน ในเวลาใกล้ตาย จะได้เป็นพระอนาคามี ประเภทอันตราปรินิพพายีเพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป

(๔) ถ้าไม่ได้บรรลุในปัจจุบัน ในเวลาใกล้ตาย ก็ไม่ได้บรรลุ และไม่ได้เป็นพระอนาคามี ประเภทอันตราปรินิพพายี... จะได้เป็น พระอานาคามีประเภทอุปหัจจปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป

(๕) ถ้าในปัจจุบันไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ ไม่ได้เป็นพระอนาคามี ประเภทอันตราปรินิพพายี... ทั้งประเภทอุปหัจจปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป

(๖) ถ้าในปัจจุบันไม่ได้บรรลุ ฯลฯ และ ไม่ได้เป็นพระอนาคามี ผู้สสังขารปรินิพพายี... จะได้เป็นพระอนาคามีประเภทสสังขารปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป

(๗) ถ้าในปัจจุบันไม่ได้บรรลุ ฯลฯ และ ไม่ได้เป็นพระอนาคามีประเภทสสังขารปรินิพพายี... จะได้เป็นพระอนาคามีอุทธังโสโตอกนิฏฐคามี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป



@พระองค์เป็นผู้มีความเพียรสูงสุดและบารมีสูงสุด
@พระองค์บรรลุธรรม ตรัสรู้ธรรม เป็นพระสัมมาสัมพุทธะ
@พระองค์เป็นผู้ชี้ทาง.....เราเป็นผู้เดินตามทาง(บารมียังด้อย ความเพียรยังด้อย)

@ดังนั้นเราควรเดินตามทางให้ตรง ทำความเพียรให้ยิ่ง
ทาน ศีล สมาธิและปัญญาให้เต็มที่สุดที่จะทำได้
เมื่อทำเต็มที่แล้ว ยกตัวขึ้นออกจากสังสารวัฏด้วยกำลังที่เต็มที่
............. ได้แค่ไหนคือแค่นั้น......เพราะมั่นใจว่าเราทำเต็มที่แล้ว....หรือยัง ???.............



เจริญในธรรมครับทุกท่าน

ข้าน้อย [58.147.102.76] [ 7 ม.ค. 2550 เวลา 21:53 น. ] [ 3 ]

โยนิโสมนสิการ ทำอย่าไรท่าน
อยากรู้ [124.157.133.193] [ 7 ม.ค. 2550 เวลา 22:04 น. ] [ 4 ]




“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อดวงอาทิตย์อุทัยอยู่ ย่อมมีแสงอรุณขึ้นมาก่อน เป็นบุพนิมิต ฉันใด ความถึงพร้อมด้วยโยนิโสมนสิการ ก็เป็นตัวนำ เป็นบุพนิมิต แห่งการเกิดขึ้นของอารยอัษฎางคิกมรรค แก่ภิกษุ ฉันนั้น”

“เราไม่เล็งเห็นองค์ประกอบภายในอื่นแม้สักอย่างเดียว ที่มีประโยชน์มากสำหรับภิกษุผู้เป็นเสขะ เหมือนโยนิโสมนสิการ ภิกษุผู้มีโยนิโสมนสิการ ย่อมกำจัดอกุศลได้ และย่อมยังกุศลให้เกิดขึ้น”

“เราไม่เล็งเห็นธรรมอื่น แม้สักข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้สัมมาทิฏฐิที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ก็เจริญยิ่งขึ้น เหมือนโยนิโสมนสิการเลย”

“เราไม่เล็งเห็นธรรมอื่น แม้สักข้อหนึ่ง ซึ่งจะเป็นเหตุให้ความสงสัยที่ยังไม่เกิด ก็ไม่เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ก็ถูกขจัดเสียได้ เหมือนโยนิโสมนสิการเลย”

“โยนิโสมนสิการ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ยิ่งใหญ่, เพื่อความดำรงมั่นไม่เสื่อมสูญ ไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม” ฯลฯ

*****************************************************************

คำว่าโยนิโสมนสิการ จากพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ โดย พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ให้ความหมายไว้ดังนี้ :


โยนิโสมนสิการ การทำในใจโดยแยบคาย, กระทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย, การพิจารณาโดยแยบคาย คือ พิจารณาเพื่อเข้าถึงความจริง โดยสืบค้นหาเหตุผลไปตามลำดับจนถึงต้นเหตุ แยกแยะองค์ประกอบจนมองเห็นตัวสภาวะ และความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย หรือตริตรองให้รู้จักสิ่งที่ดีที่ชั่ว ยังกุศลธรรมให้เกิดขึ้นโดยอุบายที่ชอบ ซึ่งจะมิให้เกิดอวิชชาและตัณหา, ความรู้จักคิด, คิดถูกวิธี

อธิบายเพิ่มเติม

โดยหลักแล้วโยนิโสมนสิการก็คือหลักการสำคัญของการเจริญวิปัสสนา คือการมีสติเฝ้าสังเกตสภาวะที่ปรากฏตามความเป็นจริงในขณะที่เป็นปัจจุบันนั้นของรูปนาม หรือร่างกายและจิตใจ (โดยเน้นที่ร่างกายและจิตใจของตนเองเป็นหลัก) เพื่อให้เห็นความเป็นไปของรูปนาม หรือร่างกายและจิตใจ โดยเป้าหมายขั้นสูงสุดก็เพื่อให้เห็น หรือให้รู้ธรรมชาติที่แท้จริงของรูปนาม หรือร่างกายและจิตใจ คือความที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แปรปรวนไปตลอดเวลา ไม่อยู่ในอำนาจ ไม่เป็นไปตามความปรารถนาของใคร ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ ถ้าขืนไปยึดก็มีแต่ทุกข์ที่จะตามมา ฯลฯ

เมื่อเห็นความเป็นจริงมากขึ้น และชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ความยึดมั่นถือมั่นที่มีอยู่ก็จะลดน้อยถอยลงไปตามลำดับ จนถึงขั้นทำลายกิเลสได้ในที่สุด (อ่านรายละเอียดได้ในเรื่องต่างๆ ในหมวดวิปัสสนา (ปัญญา) ตั้งแต่เรื่องแรกของหมวดเป็นต้นไป)

ซึ่งการมีสติเฝ้าสังเกตนี้จะใช้ปัญญาเป็นเครื่องประกอบด้วย (ความจริงแล้วโยนิโสมนสิการก็คือตัวสำคัญที่ทำให้ปัญญาเกิดขึ้นนั่นเอง) และเมื่อสังเกตไปมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ก็จะได้ข้อมูล (ตามความเป็นจริง) มากขึ้นเรื่อยๆ การพิจารณาโดยแยบคายก็จะตามมา ทำให้เห็นธรรมชาติที่แท้จริงของรูปนาม หรือร่างกายและจิตใจ นอกจากจะเห็นสภาวะที่แท้จริงในแต่ละขณะแล้ว ยังสามารถเห็นความสัมพันธ์ของสภาวะอันนั้นกับเหตุปัจจัยที่ทำให้สภาวะอันนั้นเกิดขึ้นอีกด้วย ยิ่งสังเกตมากขึ้นเท่าใด ปัญญา ความรู้แจ้งในธรรมชาติที่แท้จริงของรูปนาม หรือร่างกายและจิตใจก็จะมากขึ้นเท่านั้น

ถ้าเป็นการดูแบบไม่มีสติ ไม่มีปัญญา ไม่มีโยนิโสมนสิการประกอบ ก็จะเป็นเหมือนการเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย

ลองศึกษาดูใน www.dhammathai.org/webboard/view.php?No=1379 - 48k -


เจริญในธรรมครับ
ข้าน้อย [58.147.102.76] [ 7 ม.ค. 2550 เวลา 22:15 น. ] [ 5 ]

ขอบคุณมากๆ แต่เห็นมีหลายกระทู้ว่าธรรมะคิดเอาเองไม่ได้ มันใช่แน่แล้วหรือท่าน
ขอบคุณมากๆ [124.157.133.193] [ 7 ม.ค. 2550 เวลา 23:05 น. ] [ 6 ]

แน่นอนครับ

ธรรมะคิดเอาเองมิได้ครับ เพราะการเข้าใจธรรมะ บรรลุในธรรม อาศัยความคิด ย่อมไม่ได้ เพราะความคิดเราหากยังไม่บรรลุ ย่อมมีอวิชชาอยู่ ความคิดที่เราตรึกนึกเอาเอง ย่อมมีทั้งถูก และไม่ถูก แต่จะให้ถูกตรงๆด้วยความคิดแบบปุถุชนนั้น เป็นไปไม่ได้เลย ดูอย่างคนเราๆทั่วๆกันไป แม้คำว่า 'กิเลส' เขาก็ไม่รู้กันแล้วว่าแปลว่าอะไร แล้วอย่างนี้ จะเอาความรู้ที่ไหนไปบรรลุ เข้าใจธรรม

ธรรมะเป็นสิ่งอันเรารุ้ได้ เมื่อเจริญให้มาก กระทำให้มากซึ่งแนวทางที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ เช่นสติปัฏฐาน 4 เมื่อเจริญให้มากแล้ว ก็ทำให้เข้าใจในสภาพธรรมที่เกิดดับ แล้วจึงประจักษ์ บรรลุธรรม

แต่ถ้ามานั่งคิดเอง คิดวนไปวนมา ก็อาจมีทั้งถูก หรือผิด แต่เราก็จะไม่รู้เลยว่า อันไหนถูกจริง อันไหนผิดจริง เพราะเรายังไม่เคยประจักษ์สภาพธรรมเหล่านั้นๆด้วยสติ

ครับ

ขอทุกท่านจงเร่งความเพียรเพื่อบรรลุนิพพานโดยเร็ว เทอญ
โจโกโปะ [203.188.16.22] [ 8 ม.ค. 2550 เวลา 07:00 น. ] [ 7 ]

//-สาธุ ขอบพระคุณท่านข้าน้อย ที่เรียบเรียง ได้ชัดเจน ดีมาก
"วิหารธรรมที่ทรงอยู่มากที่สุด ก่อนตรัสรู้คืออานาปานสติสมาธิ "
มา"ฝึก อานาปานสติ จนเป็นปกติของชีวิต ตามวิธีของพระพุทธเจ้า เทอญ"
มงคลใด ก็ไร้ค่า ถ้าไม่มีการปฏิบัติ
เจริญสุข เจริญกุศลธรรมยิ่งๆเทอญ
ปู่ลิง [124.157.202.177] [ 8 ม.ค. 2550 เวลา 07:38 น. ] [ 8 ]

ตกลง ไม่คิดก็ไม่คิด แต่คำตอบนี้ยังต้องคิดเลยน่ะท่าน
จะเชื่อใครดีหว่า [124.157.133.193] [ 8 ม.ค. 2550 เวลา 07:38 น. ] [ 9 ]

แล้วปฏิบัติของท่านปู่ลิง คิดหรือไม่คิด
ถามปู่ลิง [124.157.133.193] [ 8 ม.ค. 2550 เวลา 07:39 น. ] [ 10 ]

//-สาธุ ก่อนออกเดินทาง ตอบอีกครั้ง นะ
สติปัฏฐานสี่ ที่เรี่มจากอานาปานสติ อริยาบท...ฯ ฝึกเพื่อสติจะได้ทัน
ความคิด
อารมณ์
อุดมการณ์
องค์ความรู้
ไม่ให้ลากจิต ปัญญา ตามจิตปรุงแต่งจะพาไป
โดยเอาหลักธรรม ที่พระพุทธเจ้า จำแนกไว้ดีแล้ว "มาคิด"
ไม่เอาอกุศลธรรม มาปรุง เผลอปรุง ก็ ขจัดออกไป ด้วยการตั้งสติหายใจเอาความรู้สึกนั้นทิ้งไปเสีย
ปรุงด้วยกุศลธรรม เช่นความดีของตน และผู้อื่นที่เป็นแบบอย่าง
เมื่อจิต ปรุงแต่งยอมรับว่า
"การปรุงจิตด้วย กุศลธรรม ดีกว่า ประเสรีฐกว่า"
ก็เจริญต่อไปว่า ทั้งดี ชั่ว ถ้ายึด ก็ทุกข์เช่นกัน
ก็เข้าสู่ ทางแห่ง โพปักขิยะธรรมตามลำดับ
ถ้าว่างเย็นๆ มาต่อ เด้อ
เจริญสุขเจริญกุศลธรรมเทอญ
ปู่ลิง [124.157.202.177] [ 8 ม.ค. 2550 เวลา 08:39 น. ] [ 11 ]

สรุป ท่านปู่ลิงก็ส่งเสริมให้คิดเรื่องกุศล สาธุ สาธุ
รู้สึกเสียงให้คิดจะมากกว่า งั้นขออยู่เสียงข้างมากไปก่อนนะท่านที่ไม่ให้คิด
อยู่เสียงข้างมาก [124.157.133.193] [ 8 ม.ค. 2550 เวลา 09:48 น. ] [ 12 ]



อยากรู้ [124.157.133.193] [ 7 ม.ค. 2550 เวลา 22:04 น. ] [ 4 ]

จะเชื่อใครดีหว่า [124.157.133.193] [ 8 ม.ค. 2550 เวลา 07:38 น. ] [ 9 ]

อยู่เสียงข้างมาก [124.157.133.193] [ 8 ม.ค. 2550 เวลา 09:48 น. ] [ 12 ]


อิอิ..... ขอตามมาคุยด้วย


ไม่มีใครห้ามเจ้าค่ะท่านเงา
ยังเหลือเวลาให้คิดอีกมากมายหลายอสงไขย หลายกัป หลายกัลป์




คุณหมอข้าน้อยเจ้าขา ขอบพระคุณเจ้าค่ะ ที่สละเวลาของท่านมาตอบ คนขี้สงสัย คนช่างคิด

คุณหมอจะตอบอย่างไร ก็เข้าทางคนช่างคิดทั้งนั้นแหล่ะเจ้าค่ะ

อิอิอิ..... แถมยังเป็นนักประชาธิปไตยด้วยนะเนี่ย

     
นางมารน้อย [ 203.153.5.238 ][ 8 ม.ค. 2550 เวลา 11:44 น. ] [ 13 ]

ขอคารวะนางมารน้อย ผู้อุทิศตัวเป็นฐานรองรับบารมีให้แร
ให้เราได้ฝึกบารมีทั้งสิบได้อย่างบริบูรณ์ อันมีขันติบารมี ปัญญาบารมี เป็นต้น
ด้วยความเคารพ [124.157.133.193] [ 8 ม.ค. 2550 เวลา 11:48 น. ] [ 14 ]



โมทนาธรรมครับ..

กระบวนการคิด เป็นองค์ประกอบสำคัญมาก เพื่อเข้าสู่ความสำเร็จ
เช่นที่ปรากฎในคำสอน..โยนิโสมนสิการ(โยนิโส=แยบคาย , มนสิการ=การพิจารณา)
คำสอน อิทธิบาท (วิมังสา = คิดใคร่ครวญตรวจสอบ พิสูจน์ทราบฯ)..
คำสอน กาลามสูตร (ที่สรุปความย่อ ๆ ว่าอย่าพึงด่วนหรือรีบเชื่อ โดยขาดการใช้ปัญญาตน)
และอีกมากมายสุดคณนานับ ในคำสอน ที่จะขาดเรื่องปัญญา คิดพิจารณา ไปไม่ได้
โดยเฉพาะ การดำริชอบ หรือ คิดชอบ ที่เป็น สัมมาสังกัปปะ..

ผู้ใช้กระบวนการคิด ตามแนวทางในพุทธศาสนา.. ในคำสอนต่าง ๆ ของพระบรมศาสดา..
นับได้ว่า เป็นผู้มุ่งสู่ รู้ เข้าใจ ในพุทธวิธีเพื่อความดับทุกข์..
โดยความรู้สามด้าน ...ข้อศึกษา + การปฏิบัติทางกายใจ > ผลที่ปรากฎ ..
เป็นเครื่องแสดงผล ของภาพรวม ยืนยันเพื่อให้ทราบได้ว่า...

ศึกษาถูกต้อง ปฏิบัติถูกทาง หลุดพ้นตามลำดับ
มรรค สามัคคี (มรรค 8 เจริญพร้อม)
ธรรมะสามัคคี (โยคีบุคคลมุ่งกำจัดอคติตนได้เสมอ)

เจริญสุข สวัสดี กัลยาณมิตรธรรม ทุกท่านครับ


ฐิต [221.128.73.60] [ 8 ม.ค. 2550 เวลา 12:26 น. ] [ 15 ]

สาธุ สาธุ สาธุ ท่านฐิต ยอดเยี่ยมจริงๆ
เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยท่าน [124.157.133.193] [ 8 ม.ค. 2550 เวลา 12:31 น. ] [ 16 ]

.........เมื่อโกรธ ก็ให้รู้ว่าโกรธ.........

........เมื่อเสียใจ ก็ให้รู้ว่าเสียใจ........

............และ.........เมื่อคิด ก็ให้รู้ว่าคิด..........

.........รู้ทุกอย่างของการคิด รู้ให้แจ้ง เห็นให้จริง ด้วยตัวท่านเอง....

........ตัวผม.......ไม่ได้กล่าว ในฐานะผู้จบกิจที่ควรทำแล้ว หรือเพื่ออวดอตุตริมนุษยธรรมในตน..........

........แต่ในฐานะผู้ที่ยังต้องเดินทาง ที่โหยหาจุดหมายปลายทาง..........เช่นเดียวกับทุกท่าน.......

..........พวกเราทุกคน รวมทั้งเพื่อนสัตว์อื่นๆ .........ต่างก็เดินบนทางเดียวกันนี้.........

.........ไม่ว่าจะเดินไปคนเดียว.........หรือเดินนำ แล้วจูงมือคนอื่นไปด้วย..........

..........ยังไงก็เป็นเพื่อนร่วมทางกันนะครับ.........ช่วยเหลือกันไว้ดีกว่าครับ.....อย่าขัดขากันล้มเลย......

..........เพราะทางที่ต้องเดินต่อ........ไม่รู้ว่าจะอีกไกลแค่ไหน......

เขมชาติ [202.28.62.245] [ 8 ม.ค. 2550 เวลา 12:37 น. ] [ 17 ]

ดีมาก ๆๆๆ เลย ข้าน้อย ใสดี... 555
เราควรให้โอกาสกันและกัน
และถ้าใครอยากจะให้ มากกว่าอยากจะรับ
นั่นแหละ คือ ผู้ให้ ที่แท้จริง...แต่ ต้องเป็นสิ่งดีงาม มีประโยชน์นะครับ
แต่... ทั้งนี้ ทั้งนั้น ถ้าไม่มีผู้รับ... ผู้ให้จะมีประโยชน์อันใดเล่า... จิงปะ...555
คมธรรม คันทวน [203.113.45.137] [ 8 ม.ค. 2550 เวลา 13:00 น. ] [ 18 ]

ขออนุโมทนาในธรรมทานของคุณข้าน้อย และทุกท่านครับ

ทุกท่านล้วนให้ข้อคิดและความเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจได้ศึกษาเป็นอันมากครับ
ธรรมทานที่ท่านได้กระทำแล้วจะเป็นพลังให้ท่านได้ก้าวไปสู่จุดประสงค์และจุดมุ่งหมายแห่งธรรมทุกท่านครับ ขออนุโมทนาสาธุ

ในความคิดนั้น พยายามเอาจิตเข้าไปตามรู้ให้มาก เรากำลังทำอะไรอยู่ ให้มีสติรู้ว่ากำลังทำ
เรากำลังเดินก็รู้ว่าเราเดินอยู่ เรานั่งเราก็รู้ว่าเรานั่งอยู่ ยกมือ จับนั่นจับนี่เรารู้ว่าเรากำลังจับอยู่
ถ้ากำลังคิดอะไร ให้รู้ แต่ถ้าให้ดีให้คิดอยู่ภายในร่างกายของเรา อย่าส่งความคิดไปภายนอกร่างกาย

แต่เราเป็นปุถุชน ย่อมต้องคิดไปในเรื่องภายนอกมาก บางครั้งก็คิดว่าคนนั้นกำลังทำอะไรอยู่ คนนี้อยู่ที่ไหน
คิดถึงคนนั้น คิดถึงคนนี้ อยากรวย อยากสวย อยากมี อยากกินนั่น อยากกินนี่ สารพัดอย่าง

แต่ให้พยายามตามความคิดให้รู้อยู่ตลอดเวลาว่าเราคิดอะไรอยู่ แล้วความคิดนั้นมันมีประโยชน์กับเราหรือไม่
เช่น เราคิดว่าถ้าเราถูกรางวัลที่ 1 เราจะมีเงินเท่านั้นเท่านี้ เราจะใช้จ่ายอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นต้น
มันทำให้เราสุขใจได้ระยะหนึ่ง ระยะที่เราคิดอยู่ แต่พอหยุดคิดเราก็ต้องกลับมาสู่ปัจจุบันที่เรากำลังดำเนินอยู่ กำลังเป็นอยู่

ข้อแนะนำ คือ ในขณะที่เรากำลังคิด เราพยายามตัดใจ ไม่ให้มันคิด โดยเอาจิตกลับมาพิจารณากาย หรือลมหายใจก็ได้ หรือจดจ่ออยู่กับงานที่เราทำ ถ้าทำได้บ่อยๆ จะทำให้เราครองสติได้ยิ่งขึ้น

ผลคือในบางครั้งที่เราโกรธหรือเกลียดใคร เราจะมีสติควบคุมความคิด ตัวโกรธเราก็รู้ ตัวเกลียดเราก็รู้
โดยพื้นฐานคนทุกคนมีจิตที่เป็นกลางๆ คือไม่บุญไม่บาปอยู่ในแต่ละคนอยู่แล้ว เพียงแต่เรามักปล่อยความคิดไปตามอารมณ์มากเกินไป โดยไม่พยายามใช้จิตตามดูหรือควบคุมความคิดเท่านั้นเอง

นี่เป็นวิธีเจริญสติ ที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ให้เราพุทธศาสนิกชนได้ปฏิบัติให้มาก

สติมา ปัญญามี สติดี ไม่มีปัญหา
สติไม่มา ปัญญาไม่มี สติไม่ดี มันย่อมมีปัญหา

เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ
ตโจ ทันตา นขา โลมา เกศา
ในพิธีอุปสมบท พระอุปัฏฐาย์ ได้ให้กรรมฐานแก่ผู้ที่อุปสมบท
ให้เจริญสติโดยพิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ซึ่งล้วนอยู่ในร่างกายเรานี้ เป็นอารมณ์
ผมงอกขึ้นมา ดกดำ สวยงาม แต่สุดท้ายก็หงอกขาว หลุดร่วงไปตามกาลเวลา ไม่คงทนแน่นอน
เช่นกัน ขน เล็บ ฟัน หนัง ก็มีลักษณะเดียวกัน ท่านให้พิจารณากลับไป-กลับมาให้มาก ใช้สติเข้าไปพิจารณา
ให้เห็นถึงเหตุและผล ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นธรรมดา

เราไม่มีความขัดแย้งในความคิด แต่เรามีข้อแนะนำ ข้อเสนอแนะ และความคิดเห็นเพิ่มเติมของแต่ละคน ของแต่ละท่าน เพื่อเป็นธรรมทานแก่ท่านที่เข้ามาเยี่ยมชม

ขอความเจริญในธรรมบังเกิดกับทุกท่านครับ
ชัย ส่งเมล์ถึง ชัย [203.151.46.130] [ 8 ม.ค. 2550 เวลา 13:30 น. ] [ 19 ]

โมทนาธรรม ครับ
เช่นนั้น [222.123.92.116] [ 8 ม.ค. 2550 เวลา 15:58 น. ] [ 20 ]

สาธุทุกๆท่านครับ

ตามความเข้าใจของผม เรื่องความคิดนี้ คือว่าผมไม่ได้หมายถึงว่า ไม่ให้คิดอะไรเลย แล้วจะรู้ธรรมะเอง อย่างนั้นไม่ใช่ คือเราต้องเริ่มมาจาก มีความรู้ที่ถูก และคิด พิจารณาให้เข้าใจในสิ่งเหล่านั้นก่อน เพราะปัญญามีหลายขั้น มีขั้นการฟัง-อ่าน ขั้นเข้าใจ และขั้นเห็นแจ้ง

ซึ่งขั้นการฟัง-อ่านนั้น เมื่อฟังแล้ว ก็ต้องคิด ปรุงไปให้เห็นถูกดังที่ได้ยินได้ฟังมาด้วย ได้ยินสิ่งดี ก็รู้ว่าดี ได้ยินสิ่งไม่ดี ก็รุ้ไม่ดี แล้วใช้ความคิดนั้น พิจารณาเลือกเอาแต่สิ่งดีมา หรือการฟังธรรม ก็ต้องเริ่มจากการฟังให้เข้าใจ ด้วยการคิก พิจารณา ไตร่ตรองให้เกิดปัญญาขั้นเข้าใจด้วย และเมื่อเข้าใจแล้ว จึงจะเป็นสิ่งช่วยต่อการ รุ้แบบเห็นแจ้ง

ซึ่งกระทุ้ก่อนที่ผมได้บอกว่า การเข้าใจสภาพธรรมะ ประจักษ์ธรรมะ จริงๆ คิดไม่ได้ นั่นคือปัญญาขั้นนี้ ขั้นรู้แจ้ง ขั้นนี้อยู่เหนือความคิด แต่ต้องมีความคิด-เข้าใจที่เป็นสัมมาฐิตฏิมาเป็นฐานก่อน ไม่งั้น ปัญญาขั้นนี้ก้ไม่เกิด ซึ่งปัญญาขั้นนี้นั้น คิดเอาเอง ไม่ได้ เพราะต้องเห็นแจ้งสภาพธรรมะตามความเป็รจริง โดยอาศัยความคิดที่เคยคิดจนเข้าใจมาเป็นฐานก่อน แล้วเมื่อประจักษ์จริง จึงรู้แล้วจึงบรรลุได้

ครับ

ตามที่ผมเข้าใจนั้น เป็นเช่นนี้ หากว่าผิดพลาดตรงไหน หรือมีตรงไหนที่ผมยังเข้าใจไม่ถูก ขอท่านผุ้รู้ช่วยแนะนำบอกกล่าวด้วยครับ สาธุ

ขอทุกท่านจงเร่งความเพียรเพื่อบรรลุนิพพานโดยเร็ว เทอญ
โจโกโปะ [203.188.51.49] [ 8 ม.ค. 2550 เวลา 17:52 น. ] [ 21 ]

สาธุธรรมเจ้าค่ะคุณหมอข้าน้อย

และขอบพระคุณอย่างยิ่งค่ะ ที่ทำลิ๊งค์ >>>>>>

[url]www.dhammathai.org/webboard/view.php?No=1379 [/url]

ให้ตามไปอ่าน ทบทวน ซึ่งขณะนั้น(ปีกว่าแล้ว) ดิฉันได้เพียงหนังสือเล่มเล็กๆ
ของท่านเจ้าคุณพระพรมหคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตโต) เล่มเล็ก ๆ เท่านั้น(ตอนนี้ได้เล่มใหญ่แล้ว คิๆ)
จึงทำให้ขาด... วิธีโยนิโสมนสิการเท่าที่พบในบาลี ...หลายวิธีเลยค่ะ

แต่ที่โพสต์ในขณะนั้น ก็เป็น "วิธีคิดแบบอริยสัจจ์ หรือคิดแบบแก้ปัญหา" ซึ่งก็มีประโยชน์อย่างยิ่งเช่นกัน


ดิฉันจึงขอนำเสนอ ให้ผู้ที่เป็น "นักคิด" (ดิฉันด้วยค่ะ).. ได้อ่าน "โยนิโสมนการ" เพื่อการรู้จักคิดให้เกิดปัญญาทางธรรม ในเวปนี้เจ้าค่ะ >>>>>> บทที่ 18 หน้า 666 >>>>

http://www.geocities.com/dharma_buddha/


.......แล้วถ้ามีฉันทะ มากขึ้นไปอีก ก็อย่าพลาดธรรมข้อ ปรโตโฆสะ - กัลยาณมิตร
ข้อที่สำคัญมากเจ้าค่ะ เพราะถ้าขาดธรรมข้อนี้ ก็อาจจะพลาดธรรมข้อ "โยนิโสมนสิการ" เจ้าค่ะ
เพราะเกิดขึ้นกับดิฉันอย่างประจักษ์แจ้งแล้วค่ะ คือการ .....ถ้าไม่มี "ปรโตโฆสะ >> กัลยาณมิตร >>
>> โยนิโสมนสิการ ก็ยากที่จะเกิดขึ้น..........

เหมือนท่านผู้ที่เข้ามาประจำเวปธรรมะไทยนี้ เพื่อต้องการมารู้ว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าสอนอะไร
ปฏิบัติอย่างไรให้พ้นทุกข์ เจ้าค่ะ ดังนั้นท่านล้วนเป็น " ผู้มีปรโตโฆสะ "

ปรโตโฆสะ คืออะไร


>>> บทที่ 17 หน้าที่ 617 >>> http://www.geocities.com/dharma_buddha/


ด้วยความเป็นกัลยาณมิตร เจ้าค่ะ
เจริญในธรรมค่ะ
หนูนิด [202.133.176.188] [ 8 ม.ค. 2550 เวลา 20:05 น. ] [ 22 ]

ต้องขออภัยเจ้าค่ะ ขอแก้ไขหน้าของเรื่อง ดังนี้ค่ะ

ปรโตโฆสะ คืออะไร

>>> บทที่ 17 หน้าที่
หน้า 620

เป็นเวปของหนังสือ "พุทธธรรม" พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) เจ้าค่ะ

********
หนูนิด [202.133.176.188] [ 8 ม.ค. 2550 เวลา 20:15 น. ] [ 23 ]

ดีแล้วครับ น้องโจ ฯ ..
เป็นธรรมดา ของการแสดงความคิดเห็น ที่สุจริตใจ
แต่มีผู้เห็นแย้งแตกต่าง ..

การได้แสดงความเห็นอธิบาย ต่อไปเรื่อย ๆ
ก็จะช่วยให้ เข้าใจถูกต้องตรงกันได้
โมทนาธรรมครับ น้องโจ ฯ
-------------------------------------------------

เมื่อโกรธ ก็ให้รู้ว่าโกรธ.........

........เมื่อเสียใจ ก็ให้รู้ว่าเสียใจ........

............และ.........เมื่อคิด ก็ให้รู้ว่าคิด..........

ฯลฯ
เขมชาติ [202.28.62.245] [ 8 ม.ค. 2550 เวลา 12:37 น. ] [ 17 ]


สาธุครับ... ร่วมมีความเห็นด้วยครับ

การเฝ้าดูจิต เป็นการลงมือปฏิบัติโดยแท้ จริงจัง
ผู้ปฏิบัติแต่ละคน ย่อมรู้อาการนึกคิด รู้สึกอาการชอบ ไม่ชอบ
เช่น รู้ว่าโกรธ รู้ว่าเสียใจ ฯลฯ ท่านให้รู้ไว้ในทำนอง
รู้เท่านี้ ก็รู้ว่ามีกิเลสเกิดแล้ว..
กิเลสแทรกใจแล้ว
ให้เฝ้าดูไว้ จิตจับอยู่ที่การรู้เช่นนี้
ไม่ปรุงแต่งต่อ ๆ ไป

เพราะขืนปรุงแต่ง ก็จะแพล๊บเดียวเท่านั้น เร็วที่สุด ยิ่งเป็นเหยื่ออุปาทาน
ถูกความรู้สึกว่าเป็นอัตตา ตัวตน ครอบงำทันที
คือไปไกลถึงระดับ .. เราโกรธ ... บุคคลนั้นทำให้เราโกรธ ...
เราเสียใจ..บุคคลนั้นทำให้เราเสียใจ ...

โมหะจิตเรื่อง สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ที่เป็นสมมติบัญญัติ
ครอบงำมานาน จะยังไม่หยุดยั้ง จะครอบงำต่อไป

แต่หากเฝ้าดูอยู่ เพียงแค่รู้ รู้ว่าโกรธ รู้ว่าเสียใจ ฯลฯ
ย่อมต้องเห็นชัดว่า โกรธเกิดขึ้น โกรธตั้งอยู่ โกรธดับไป
จริงตรงตามคำทรงสอน สังขารไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา..

ความโกรธ จะหายไปได้เอง..
ขณะเดียวกัน ความยึดมั่นในอัตตาอันใหม่ ไม่ปรากฎ ..
ความยึดอยู่ในอัตตาอันเก่า ก็เสื่อม สิ้นไป ..

ซึ่งก็เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่ง ของการคิด การรู้ความคิด..
และทุกข์จากโกรธ จากเสียใจ ดับไปตามสภาวไตรลักษณ์..
แต่ชีวิตนี้ที่แต่ละคน ยังจะคิดกันไปอีกเป็นล้าน ๆ อาการ
นับไม่ถ้วนอารมณ์ ทั้งกุศล อกุศล และกลาง ๆ
จึงย่อม จะรู้สึกสุข ทุกข์ อย่างนับไม่ถ้วนเช่นกัน

รู้อย่างไร รู้สึกอย่างไร รู้เท่านี้..
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ดำเนินครบ..
ทุกข์ก็ดับไป...สอดคล้องกับคำทรงสอน
ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป..

รู้ในจิตได้อย่างนี้ ก็เห็นในจิตได้อย่างนี้..
นิ่ง เรียบ สงบ.. เบา สบาย ปลอดโปร่ง ไกลกิเลส
โมทนาแนวทาง วิปัสสนาธรรม ที่นำมาวางด้วยครับ

สวัสดีทุกท่านครับ
ฐิต [222.123.4.250] [ 8 ม.ค. 2550 เวลา 20:33 น. ] [ 24 ]

กราบนมัสการและอนุโมทนาธรรมครับท่านปู่ลิง ขอบคุณน้องโจโกโปะอย่างมากครับที่ช่วยมาตอบคำถามให้ เห็นด้วยกับน้องโจโกโปะครับ สาธุ.....

สวัสดีครับท่านฐิตฯ ท่านชัย ท่านเขมชาติ และพี่หนูนิด โมทนาธรรมทุกท่านครับ ของให้เจริญในธรรมยิ่งๆไปครับ

และขอบพระคุณอย่างสูงกับท่านนางมารน้อยครับที่ช่วยสะกิดไว้....... อ่านแล้วยิ้มเลยครับ.....คำนี้

"ยังเหลือเวลาให้คิดอีกมากมายหลายอสงไขย หลายกัป หลายกัลป์ "

สวัสดียามค่ำครับ

ข้าน้อย [222.123.49.27] [ 8 ม.ค. 2550 เวลา 20:41 น. ] [ 25 ]

กระผมขออนุญาติ แทรก ความคิดเห็นหน่อยครับ
ขออ้างถึง มิลินทปัญหา ตอน มนสิการปัญหา7. และมนสิการลักขณปัญหา8. กล่าวถึง โยนิโสมนัสิการ และปัยญา ว่าไม่เหมือนกัน โดยโยนิโสมนสิการมีลักษณะ ยกขึ้น และปัญญา มีลักษณะ ตัด
ขณะที่เราคิดพิจารณาสิ่งใดก็ตาม เรายกสิ่งนั้นมาคิด คิดหาเหตุ คิดหาผล คิดไปเรื่อยๆ โดยถ้าคิดทางกุศลทางเจริญ ก็มักจะเรียกกัน ว่า โยนิโสมนัสิการ และแยกความเป็นอกุศลว่า หมกมุ่นมัวเมาสยบอยู่กับความคิด การยกสิ่งใดมาพิจารณาโดยรอบด้านขณะนั้น เป็นความคิด
ปัญญา ที่มีลักษณะ ตัด มักจะเข้าใจกันว่าเป็นการสรุปความคิดว่า ดี ไม่ดี กุศล อกุศล หรืออื่นๆ ซึ่งผมก็เคยโง่งมเช่นนั้น
เมื่อจิตได้รับการอบรมดี ด็จะรู้ว่า การสักแน่ว่า เห็น หักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าได้ยิน สักแต่ว่าได้กลิ่น สักแต่ว่าลิ้มรส สักแต่ว่าคิดนั้น ล้วนเกิดจากจิตรู้
จิตที่รู้ทันความคิด รู้ขณะที่มีอาการ รู้ขณะที่มนัสิการอยู่ว่าสิ่งที่มนัสิการ หรือคิดอยู่นั้นมีสภาพสภาวะอย่างไร การที่จิตรู้เช่นนี้ มันต่างไปจากการคิด จิตรู้ตามสภาพธรรม แต่ความคิดแล่นไปตามสภาพปรุงแต่ง ปัญญาที่เกิดจากจิตที่ได้อบรมมาดีจะแหลมคม ทำให้จิตเข้าใจสภาพที่ปรุงแต่งจึงมีลักษณะตัด
ไม่รู้ว่าเราเล่าสิ่งที่เราเข้าใจแบบนี้ จะช่วยเสริมความเข้าใจ เรื่อง ความคิด กับจิตรู้ ได้หรือไม่ครับ
เช่นนั้น [124.157.184.247] [ 8 ม.ค. 2550 เวลา 22:55 น. ] [ 26 ]

พิมพ์ผิดไปหลายแห่งขออภัยด้วยครับ เพราะตัวหนังสือบนจอเล็กมากๆ ครับมองไม่ชัดเลย ขออนุญาติแก้ นะครับ
ปัยญา เป็นปัญญา
การสักแน่ว่า เห็น หักแต่ว่ารู้ เป็น สักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่ารู้

เจริญในธรรมครับ
เช่นนั้น [124.157.184.247] [ 8 ม.ค. 2550 เวลา 23:02 น. ] [ 27 ]

ถูกต้องแล้วท่าน เช่นนั้น

จะเหลือแค่ตัวรู้กับตัวถูกรู้ แต่ก่อนถึงตรงนั้น ตัวคิดจะทำให้จิตรู้เรื่อง ตัวรู้กับตัวถูกรู้

พอดีจะแวะมาลาไปพักสักสองสามวัน มาได้อ่านพอดี ขอให้มีความสุขทุกๆท่าน
ด้วยความเคารพ [124.157.133.193] [ 8 ม.ค. 2550 เวลา 23:14 น. ] [ 28 ]



     กราบนมัสการและอนุโมทนาธรรมครับท่านปู่ลิง ขอบคุณน้องโจโกโปะอย่างมากครับที่ช่วยมาตอบคำถามให้ เห็นด้วยกับน้องโจโกโปะครับ สาธุ.....

ข้าน้อย [222.123.49.27] [ 8 ม.ค. 2550 เวลา 20:41 น. ] [ 25 ]

ปู่ลิงเป็นคฤหัสถ์เจ้าค่ะ คุณหมอข้าน้อย

เจริญในธรรมเจ้าค่ะ
น้ำเค็ม [61.7.139.204] [ 9 ม.ค. 2550 เวลา 12:04 น. ] [ 29 ]

ขอบคุณครับ ท่านเช่นนั้น... goodluck ครับท่านเงาฯ .... เจริญในธรรมครับ

******************************************************************
...เ...พ...ล้...ง.....หน้าแตกครับท่านน้ำเค็ม....ขอบคุณครับ ด้วยคุณธรรมท่านปู่ลิงท่านสมควรเป็นสมณะจริงๆครับ เมื่อรู้ว่าท่านเป็นฆารวาสแล้ว ยิ่งนับถือๆๆๆยิ่งขึ้นๆๆ ...สาธุ
ข้าน้อย [125.24.192.51] [ 9 ม.ค. 2550 เวลา 15:35 น. ] [ 30 ]

ขออนุโมทนากับทุกท่านครับ

ไม่ใช่ไม่ให้เราคิด แต่ให้เอาจิตเข้าไปรู้ความคิดนั้น ซึ่งในความคิดมันมีทั้งที่เป็นกุศลและอกุศล มีทั้งสวยงามและไม่สวยงาม แต่อยู่ที่เราว่าจะตามดูความคิดนั้นให้เป็นธรรมมะได้มากน้อยแค่ไหน

ยกตัวอย่าง สามเณรลูกศิษย์พระสารีบุตร มองดูคนปล่อยน้ำเข้านา มองดูคนทำคันธนูจนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ แล้วเราได้แนวคิดอะไรในกรณีที่สมมติว่าเราก็อยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น

เราก็รู้ คิด และพิจารณาเพียงเฉพาะว่า ธนูจะตึง จะใช้ได้หรือไม่ ใช่หรือเปล่าครับท่าน

แต่สามเณรท่านคิดและพิจารณาว่า ถ้าเราน้อมจิตให้เป็นหนึ่งเดียว เป็นเอกัคคตารมณ์ เหมือนที่เราพยายามหลับตาลงข้างหนึ่ง เหลืออีกข้างหนึ่งใช้เล็งเพื่อให้เกิดความแม่นยำในการยิงธนู หรือการปล่อยน้ำให้ไหลไปตามทางอย่างที่เราตั้งใจนั้นมันย่อมสำเร็จผลตามปรารถนาได้

ฉะนั้น ให้เราคิด และคิดให้เป็นธรรมมะ ให้มีขึ้น เกิดขึ้นในจิตใจ
แม้แต่การนั่งสมาธิ เราก็ยังมีอุบายวิธีรวมจิต เช่น พุทโธ ยุบหนอพองหนอ เป็นต้น เราใช้ปากท่อง หรือกำหนดรู้คำอยู่ในใจ แต่จิตก็ยังคิดหรือกำหนดรู้อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก หรือท้องยุบท้องพองด้วย
นี่เราก็ใช้ความคิดในการบริกรรม ถ้าใครนั่งสมาธิไม่มีความคิด ก็แสดงว่าจิตคุณเข้าสู่สมาธิได้เลย โดยไม่มีความคิดฟุ้งซ่าน หรือคิดไปโน่นไปนี่มารบกวน

ส่วนโยนิโสมนสิการที่มีการกล่าวถึงกันนั้น ก็รวมอยู่ในนี้แล้ว คือใช้ความคิดพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบ ว่าอะไรเป็นธรรมมะ อะไรไม่เป็นธรรมมะ แล้วจึงเชื่อ เชื่อในที่นี้คือเชื่อแล้วลงมือปฏิบัติให้เห็นจริงด้วยตนเองตามความคิดนั้น

เราต้องพยายามทำ หรือลงมือปฏิบัติให้มาก ไม่ใช่มัวแต่หาเหตุหาผลในทฤษฎี แล้วโต้แย้งกันไป-มา
บันได 10 ขั้นนั้น คุณต้องก้าวตั้งแต่ขั้น 1 จึงจะไปถึงขั้น 10 ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น
การปฏิบัติต้องเริ่มทำตั้งแต่คุณคิดว่าอยากทำ ถ้ามัวแต่ลังเล หรือผลัดวันประกันพรุ่ง
คุณก็ต้องมาคอยเปิดดูกระทู้ธรรม แล้วเกิดความคิดที่คล้อยตาม โต้แย้ง อยู่อย่างนี้เรื่อยไป

ขอให้ใช้จิตตามดูความคิดให้เห็นเป็นธรรมมะ แล้วใช้ความคิดพิจารณาตามธรรมมะนั้นว่าเป็นเช่นใด ทั้งนี้ให้มีสติคอยควบคุมจิตอีกทีหนึ่ง

ขอความเจริญในธรรมบังเกิดมีแก่ทุกท่านครับ
ชัย ส่งเมล์ถึง ชัย [203.151.46.130] [ 9 ม.ค. 2550 เวลา 16:31 น. ] [ 31 ]

ขออภัย คำว่า ห้ามคิดเอง กับ ห้ามคิด ความหมายไม่น่าจะเหมือนกัน........ หรือว่าเหมือน..ด้วยความเคารพผู้อวุโส..เฟื่องฟ้า
เฟื่องฟ้า [203.150.30.31] [ 9 ม.ค. 2550 เวลา 17:27 น. ] [ 32 ]


^_^ ตาสว่างวันละนิด จิตแจ่มใจ

สาธุครับคุณหมอข้าน้อย

ภูวนารถ ( เณยยะ ) [58.136.216.52] [ 9 ม.ค. 2550 เวลา 18:33 น. ] [ 33 ]



สวัสดีครับญาติธรรมทุกท่าน...ธรรมะของพระพุทธองค์....ย่อมเบิกบาน เบิกบาน ครับทุกท่าน รู้สึกเข้ามาในกระทู้นี้แล้วร้อนๆยังไงๆชอบกล...มาดูการ์ตูนกันดีกว่าครับ

ข้าน้อย [58.147.101.61] [ 9 ม.ค. 2550 เวลา 22:03 น. ] [ 34 ]



ต่อครับทุกท่าน
ข้าน้อย [58.147.101.61] [ 9 ม.ค. 2550 เวลา 22:04 น. ] [ 35 ]



ต่ออีกครับ
ข้าน้อย [58.147.101.61] [ 9 ม.ค. 2550 เวลา 22:06 น. ] [ 36 ]



เจริญในธรรมครับทุกท่าน
ข้าน้อย [58.147.101.61] [ 9 ม.ค. 2550 เวลา 22:07 น. ] [ 37 ]

ขออภัย คำว่า ห้ามคิดเอง กับ ห้ามคิด ความหมายไม่น่าจะเหมือนกัน........ หรือว่าเหมือน..ด้วยความเคารพผู้อวุโส..เฟื่องฟ้า
เฟื่องฟ้า [203.150.30.31] [ 9 ม.ค. 2550 เวลา 17:27 น. ] [ 32 ]
-----------------------
สหายธรรม เฟื่องฟ้า
ห้ามคิดเอง กับ ห้ามคิด ความหมายไม่เหมือนกันนะครับ แต่ก็มีความเหมือนกันนะครับ ความเหมือนกันก็คือ ยังคงเป็น นมัสิการ อยู่ครับ คือคิดว่า ห้ามคิด หรือ คิดว่าห้ามคิดเอง
นมัสิการ ว่าอย่านมัสิการ (ห้ามคิด)
นมัสิการ ว่าละมิจฉาทิฏฐิ (ห้ามคิดเอง)
----------------
อ้างถึง
ถ้าใครนั่งสมาธิไม่มีความคิด ก็แสดงว่าจิตคุณเข้าสู่สมาธิได้เลย โดยไม่มีความคิดฟุ้งซ่าน หรือคิดไปโน่นไปนี่มารบกวน
-----------------------
กระผมเห็นว่า เพื่อนๆสหายธรรม ได้ชี้แจงเรื่อง ฌานสี่ไว้มากมาย เห็นเพียงว่า ความคิดมีเฉพาะตอนอยู่ปฐมฌาน หลังจากนั้นเป็นหน้าที่ของจิตล้วนๆ มิใช่หรือครับ
เพื่อนๆ สหายธรรมชี้แจงว่า เมื่อละนิวรณ์ได้จึงไม่มีความฟุ้งซ่าน เมื่อละนิวรณ์ได้ภาวะจิตจึงเข้าสู่ปฐมฌานได้ แต่ยังมีวิตก วิจารอยู่จวบจนล่วงเข้าสู่ ทุติยฌาน วิตก วิจาร จบความคิดก็จบ มีแต่สติแลอยู่ ต่อไปเป็นหน้าที่ของปัญญา และจิตล้วน ๆ ผมเข้าใจถูกไม็ครับ
---------------------
ขอความอนุเคราะห์จากผู้รู้ ชี้แนะด้วยครับ
เช่นนั้น [222.123.10.122] [ 10 ม.ค. 2550 เวลา 00:16 น. ] [ 38 ]



เฟื่องฟ้าขอบพระคุณท่านเช่นนั้น ที่แสดงความคิดเห็นความเหมือนระหว่างคำว่า
ห้ามคิดเอง กับคำว่า ห้ามคิด

ความจริงคำถามของเฟื่องฟ้านั้นเจตนาต้องการให้สอดคล้องกับคห.นี้...( อ้างอิง )
..ซึ่งที่น้องโจโปะให้ความเห็นมาก็เริ่มจากคำถามที่อ้างอิงข้างล่างนี้..เคารพอวุโส..เฟื่องฟ้า


อ้างอิง..

ขอบคุณมากๆ แต่เห็นมีหลายกระทู้ว่าธรรมะคิดเอาเองไม่ได้ มันใช่แน่แล้วหรือท่าน
ขอบคุณมากๆ [124.157.133.193] [ 7 ม.ค. 2550 เวลา 23:05 น. ] [ 6 ]

เฟื่องฟ้า [125.27.10.107] [ 10 ม.ค. 2550 เวลา 02:09 น. ] [ 39 ]

//-สาธุ ดีใจที่มีผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียน เพียร เดินทางตามทางตถาคต ในบอร๋ดนี้
วิธีคิดที่เป็นระบบของพุทธศาสนา (ขอเว้นวรรคบาลี)
1.คิดจากเหตุ...ไปหาผล
2.คิดจากผล...ไปหาเหตุ
3.คิดแบบสัมพ้นธ์ ...เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่
4.คิดเพ่งเฉพาะ....เหตุที่ทำให้เกิด
5.คิดเพ่งเฉพาะ....เหตุที่ส่งเสรีมให้เจริญ
6.คิดเพ่งเฉพาะ....เหตุ ที่มาตัดรอน ทำให้เสื่อม
7.คิดเพ่งเฉพาะ....เหตุ ที่มาตัดขาด ทำให้ดับ
8.คิดแบบ แยกแยะองค์ประกอบ(เช่นแยกรูปนามเป็นขันธุ์ห้า)
9.คิดแบบ มองเป็นองค์รวม
10.คิด ว่า..มีความเป็นไปได้ หรึอไม่ได้
เป็นวิธีคิด ตามหลักพุทธธรรม ใครฝึกก็จะชนะ จิตปรุงแต่งของตน อันมี
ความคิด
อารมณ์
อุดมการณ์
พบองค์ความรู้ที่เป็นสัจจะ
(ปู่ว่าตามหลักการเด้อ ปู่ยังต้องฝึกอีกเยอะ เพราะติดคิดแบบศิลป์)
เจริญสุข เจริญกุศลธรรมยิ่งๆ ทุกคนเด้อ
ปู่ลิง [124.157.201.21] [ 10 ม.ค. 2550 เวลา 12:16 น. ] [ 40 ]

เมื่อคิดดี ก็จะพาตัวไปทำความดี ความชั่วถูกละเว้นโดยอัตโนมัติเพราะทำดี จิตใจก็ผ่องใส
เท่ากับเราทำตามคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ที่ตรัสไว้ว่า

"ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตให้ผ่องใส"

ใช่หรือไม่.....ท่าน [124.157.133.29] [ 12 ม.ค. 2550 เวลา 22:27 น. ] [ 41 ]



@ มีผู้ทูลถาม พระพุทธองค์ ว่า....

..."อะไรนำโลกไป..? อะไรทำให้โลกต้องดิ้นรน..?
สิ่งทั้งปวงตกอยู่ในอำนาจของอะไร..? "..........................................

พระพุทธองค์ ทรงตรัสตอบว่า..........

.."ความคิดนำโลกไป ความคิดทำให้โลกดิ้นรน สิ่งทั้งปวงตกอยู่ใต้อำนาจของความคิดนั่นแหล่ะ"....
(เทวตาสังยุตต์ สังยุตตนิกาย 15/59)

ท่านอธิบายว่า โลก (ที่นี้หมายถึง หมู่มนุษย์) จะไปทางไหน
ก็สุดแล้วแต่ความคิด จะไปทางดีทางไม่ดี ทางสงบ ทางวุ่นวาย
ทางสงเคราะห์เมตตากัน หรือทางเบียดเบียนกัน

ก็สุดแล้วแต่ผู้นำโลก คือ "ความคิด" หรือ "จิตมนุษย์" นั้นเอง

@ สมัยพุทธกาล ภิกษุรูปหนึ่ง กราบทูลพระบรมศาสดา สิกขาบท (พระวินัย)
และ ธรรม ที่ทรงแสดง มากเหลือเกิน จะรักษาให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ ไม่ไหว
เหยียดมือเหยียดเท้า ไม่ค่อยได้ ดูจะผิดไปเสียหมด คงจะบวชอยู่ต่อไป
ไม่ไหวแน่ ใคร่จะสึกไปประพฤติธรรม ในเพศของฆราวาส

พระบรมศาสดาตรัส.....

..." ถ้าเธอสามารถรักษาสิ่ง ๆ หนึ่งได้ ก็ไม่ต้องรักษาอะไรอื่นอีก
ธรรมและวินัย เป็นอันมาก เป็นอันเธอรักษาได้หมด
และมีความสุขเป็นผล "......................

ภิกษุกราบทูลถาม " สิ่งนั้นคืออะไร..? "...

ทรงตรัสแสดง... " คือ ความคิด ถ้ารักษาความคิดได้ อย่างอื่นก็เป็นอันรักษาได้หมด "...

ภิกษุกราบทูลรับว่า "พอรักษาได้".......
ท่านปฏิบัติตามคำสอน พยายามรักษาความคิด ให้อยู่ในร่องรอย ที่ดี ที่ชอบ
ไม่ช้า ได้สำเร็จ อรหัตตผล

@ คัมภีร์ธรรมบท (ขุททกนิกาย พ.25/15) แสดงพุทธดำรัสว่า..

.." มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา

มนสา เจ ปทุฏฺเฐน ภาสติ วา กโรติ วา

ตโต น ทุกฺขมนฺเวติ จกฺก ว วหโต ปทํ "..........................

แปลความว่า ...

..." สิ่งทั้งหลายทั้งปวง มีความคิด เป็นประธาน
สำคัญที่ความคิด ย่อมสำเร็จได้ด้วยความคิด
ถ้าคนคิดไม่ดี ย่อมพูดไม่ดี และทำไม่ดี
หลังจากนั้น ความทุกข์ก็ตามมา
เหมือนล้อเกวียน หมุนตามรอยเท้าโค ที่ลากเกวียนไป "............................

มีมากมาย ที่พระพุทธองค์ ทรงสอนให้เห็นความสำคัญ ของความคิด
ความสำคัญของความคิด เป็นบทเรียนของมนุษย์
เมื่อมนุษย์เรียนรู้ความสำคัญนี้ ตั้งแต่ต้น ๆ ของชีวิตได้

ก็เป็นประโยชน์ไปตลอดกาลนาน
ช่วยให้มีความสุข สดชื่น
สามารถลดทุกข์ ที่สร้างขึ้นมาหลอกตนเอง

เจริญสุข เจริญธรรมครับ

ฐิต [58.147.75.189] [ 13 ม.ค. 2550 เวลา 18:31 น. ] [ 42 ]

........ขออนุโมทนาธรรมทุกๆท่านเลยครับ......

.........เป็นกระทู้ที่กล่าวถึงความคิดโดยสมบูรณ์เลยทีเดียว........
เขมชาติ [203.172.57.141] [ 14 ม.ค. 2550 เวลา 12:36 น. ] [ 43 ]

คิดคือกุญแจไขเรื่องราวต่างๆ
คิด คิด คิด [222.123.21.137] [ 20 ม.ค. 2550 เวลา 22:30 น. ] [ 45 ]

 แสดงความคิดเห็น
กิจกรรมธรรมะในสวน
จำนวนคนอ่าน 4790 คน 
* โปรดอ่านกฎกติกาก่อนการแสดงความคิดเห็น *

๑.โปรดงดเว้นการแสดงหลักธรรมที่ขัดต่อหลักพระไตรปิฎก
๒.
โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบัน หรือบุคคลอันเป็นที่เคารพ
๓.ทีมงานธรรมะไทยขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น หรือระงับการเป็นสมาชิก โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ

ขอเชิญร่วมตอบคำถาม หรือ แสดงความคิดเห็น
ข้อความ * :
 
อ้างอิง :
   พระไตรปิฎก   พจนานุกรมพุทธศาสตร์   พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน
   
การแสดงผล :
จัดชิดซ้าย จัดกึ่งกลาง จัดชิดขวา
ไอคอนพื้นฐาน : 
 แทรกลิงค์ URLแทรกรูปย่อหน้าตัวหนาตัวเอียงเส้นใต้สีแดงสีเขียวสีน้ำเงินสีส้มสีชมพูสีเทา    
โดย * :
E-mail :
ส่งไฟล์ภาพ : ( สมาชิกเว็บฯ สามารถ upload ภาพได้ครับ )
สมาชิก : ล๊อกอินสมาชิก
 
Security Code
รหัสความปลอดภัย
 

เว็บบอร์ดธรรมะไทย
กวีธรรมะ
ปิดหน้าต่างนี้
หน้าแรก พระพุทธศาสนา ประวัติพระพุทธสาวก หัวข้อธรรม ธรรมปฏิบัติ ศาสนพิธี วันสำคัญทางศาสนา ทศชาติชาดก วิทยุธรรมะไทย
พุทธศาสนสุภาษิต พจนานุกรมพุทธศาสน์ ทำเนียบวัดไทย คลังแสงแห่งธรรม พระพุทธศาสนาในเมืองไทย ข่าวธรรมะ กิจกรรมธรรมะ สมุดเยี่ยม
ธรรมะไทย - dhammathai.org Users Online = 6, this page = 2