ปุถุชนมันจะรู้สึกว่าหิวอยู่เสมอ แต่มันก็ไม่รู้ว่าหิวอะไร มันมีอาการรู้สึกว่าหิว อยากจะได้อะไร กูจะได้อะไรอยู่เสมอ แต่แล้วมันก็ไม่รู้ว่ามันต้องการอะไรอย่างนี้มี
ในด้านจิตใจหรือวิญญาณ คน ปุถุชนมันจะรู้สึกว่าหิวอยู่เสมอ แต่มันก็ไม่รู้ว่าหิวอะไร มันมีอาการรู้สึกว่าหิว อยากจะได้อะไร กูจะได้อะไรอยู่เสมอ แต่แล้วมันก็ไม่รู้ว่ามันต้องการอะไรอย่างนี้มี
ได้เงินมาแล้วมันก็ยังหิว มีครอบครัวแล้วมันก็ยังหิว มีเกียรติยศแล้วมันก็ยังหิว มันยังหิวอะไรอยู่ก็ไม่รู้ คือมันยังไม่สมบูรณ์ มันยังไม่เต็ม เรียกว่าจิตใจยังไม่เต็ม ความเป็นมนุษย์ยังไม่เต็ม มันหิว ทรมานใจอยู่เสมอ
แต่เรื่องนี้ละเอียดมากจนปุถุชนคนเดินถนนไม่ค่อยสนใจ คนธรรมดาก็ไม่สนใจจะไม่รู้สึกจะ #ไม่สังเกตเห็นว่าชีวิตนี้หิวอยู่เสมอ และความหิว คือ ทนทรมานหรือเป็นทุกข์
แต่ถ้ามีธรรมะแล้ว อาการอย่างนี้จะหายไป คือไม่มี จะไม่รู้สึกหิว เพราะธรรมะนี่มันกำจัดกิเลสคือมันกำจัดความหิวโดยตรง ชีวิตนี้จะไม่รู้สึกเหมือนกับหิวหรือกระหายน้ำอยู่เสมอด้วยอำนาจของกิเลส
ถ้ามีธรรมะมันก็ดี คนที่มาศึกษาธรรมะมันไม่ได้มีปัญหาอย่างนี้ โดยเฉพาะการศึกษาแผนใหม่ของพวกฝรั่ง มันไม่ได้ทำให้รู้สึกอย่างนี้ได้ มันไปข้างหน้าเรื่อย มันดื่มกินเรื่อยไปแหละ มันก็หิวเรื่อยไป มันก็ดื่มกินเรื่อยไปเป็นธรรมดา
ต่อไปอีกก็เรียกว่า ชีวิตนี้มันจะรู้สึกว่าถูกอะไรกระทบกระทั่งอยู่เสมอ เดี๋ยวเรื่องนั้นเข้ามา เดี๋ยวเรื่องนี้เข้ามา เดี๋ยวเรื่องนู้นเข้ามา เรียกว่ามีอะไรมากระทบกระทั่งอยู่เสมอนะ ซึ่งมันละเอียดอ่อนมากจนแทบจะมองไม่เห็น จะสังเกตไม่เห็น คนมันก็ไม่อยู่เป็นสุข จิตใจไม่อยู่เป็นสุข เพราะมันมีอะไรกระทบกระทั่งจิตใจอยู่เสมอ
หรือจะดูอีกแง่หนึ่งก็ว่า ชีวิตนี้มันมีความรู้สึกว่าหนักอึ้งอยู่เสมอ แล้วก็ไม่เยือกเย็นด้วย ให้คุณลองสังเกตดูเองก็แล้วกันว่า ความรู้สึกของเรา เรารู้สึกเย็นฉ่ำอยู่ในชีวิตหรือเปล่า หรือว่าเรารู้สึกเบาสบาย เบาคล่อง สบายอยู่หรือเปล่า มันไม่เป็นอย่างนั้นนี่ มันรู้สึกหนักอึ้ง มันยังแบกภาระหนักอยู่เสมอ มันแบกภาระแห่งตัวตนและของตนโดยไม่รู้สึกตัวอยู่ในจิตอยู่ในวิญญาณเสมอ แม้นอนหลับมันก็ฝันร้าย นี่เรียกว่ามันมีความหนักอยู่ในตัวชีวิตนั้นอยู่เป็นประจำ แล้วมันก็ร้อนเพราะมันถูกบีบคั้น ไม่เย็นเป็นนิพพาน
คำว่านิพพานนี่พูดกันแล้วพูดกันอีก จนไม่ต้องพูดกันอีกแล้วว่ามันมีความหมายว่ามันเย็น คำว่านิพพานแปลว่า เย็น คือไม่มีความร้อน ไม่มีของร้อนนั่นเอง อย่าไปเข้าใจให้มันไกลไปจนเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับชีวิตโดยตรง ถ้าไม่มีของร้อน ถ้าไม่มีความร้อน ภาษาบาลีเขาเรียกว่า นิพพาน
จะเป็นเรื่องทางวัตถุก็ได้ ทางวัตถุนั้นไม่มีความร้อนในวัตถุนั้น นิพพาน ถ้าเป็นจิตใจ จิตใจไม่มีความร้อน จิตใจนั้นมันเรียกว่า นิพพาน คือมันเย็น คำว่า “นิพพาน” แปลว่าเย็น
นี่เรารู้สึกว่าเรามีจิตใจเย็นหรือเปล่า ตามธรรมดาตามปกตินี่ เรามีจิตใจที่เย็นหรือเปล่า มันจะรู้สึกเหมือนว่ามันยังมีจิตใจกรุ่นอยู่เลย ในความร้อนระดับหนึ่ง หรือมันหนักอึ้งอยู่ด้วยของหนักบีบคั้นจิตใจอยู่ระดับหนึ่ง แต่ธรรมะมันช่วยได้ ธรรมะจะช่วยขจัดปัดเป่าความรู้สึกร้อน หรือความรู้สึกหนักเหล่านี้ออกไปเสียบ้าง
พุทธทาสภิกขุ