กินข้าวจานแมว อาบน้ำในคู เป็นอยู่อย่างทาส หมายมาดปล่อยวาง อยู่อย่างตายแล้ว มีแก้วในมือ คือดวงจิตว่าง แจกของส่องตะเกียง เลี้ยงคนทั้งโลก
๗ วิธีใช้ชีวิตให้สงบเย็น-เป็นประโยชน์
.
เรื่อง #กินข้าวจานแมว ซึ่งเป็นวัตถุแต่ความหมายมันเป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณ คำพูดเหล่านี้เป็นเพียงคำอุปมาว่า การอยู่ที่สวนโมกข์นี้มันกินข้าวจานแมว แต่ใจความมันไม่ได้อยู่ที่กินข้าวจานแมว มันอยู่ที่การอยู่เพื่อจะทำอะไรสักอย่างหนึ่งให้ลุล่วงไปด้วยดี
.
กินข้าวจานแมวข้อแรกหมายความว่า อย่าไปมีปัญหายุ่งยากลำบากในเรื่องกินอาหารเลย กินง่ายๆ ด้วยข้าวราดแกงเหมือนที่แมวกินนั้นก็พอแล้ว นี่ก็หมายถึงการกินอย่างง่ายที่สุด ตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าจงกินแต่พอดีอย่าไปหวังว่าจะอยู่ดีกินดีให้วิเศษวิโสไปเลย #กินอยู่เพียงเพื่อมันไม่ตายก็พอแล้ว
.
การกินอยู่แต่พอดีอย่างนี้เป็นองค์ประกอบองค์หนึ่งในโอวาทปาฏิโมกข์ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ในพระโอวาทนั้นในวันมาฆปุณมีโดยบทว่า มัตตัญญุตา จะ ภัตตัสมิง เป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภคคือ #กินอยู่แต่พอดี #อย่าทะเยอทะยานเรื่องกินดีอยู่ดี เหมือนคนสมัยนี้ให้มากไปเลยมันเสียเวลาเปล่าๆ เพราะว่าเราไม่ได้เกิดมาเพื่อกิน
.
แต่คนสมัยนี้เขาเห็นว่า เกิดมาเพื่อกิน เพื่อสนุกสนานเอร็ดอร่อยเต็มที่ แล้วมันก็จบกันเท่านั้นเอง มันมีดีที่สุดอยู่เพียงเท่านั้น แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้หมายไม่ได้ทรงมุ่งหมายแต่เพียงอย่างนั้น ทรงมุ่งหมายว่ากินนี้กินเพื่อไม่ให้ตาย เมื่อไม่ตายแล้วจะทำอะไรต่อไป ก็คือทำให้ได้ #สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ไม่ได้สิ้นสุดอยู่ที่ได้กินอร่อยๆ #แต่ต้องได้ธรรมะอะไรชนิดที่เป็นความสุขอย่างแท้จริง เหลือที่จะบรรยายได้ มาด้วยมันจึงจะเรียกว่าได้แล้วซึ่งสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้
.
ตรงนี้อยากจะเตือนให้ทุกคนจำไว้อย่าได้ลืมว่า อย่าให้พุทธบริษัทโง่หรือเลวกว่าพวกคริสเตียนคือเรื่องของพระเยซูที่เคยเอามาเล่าให้ฟังหลายครั้งหลายหนแล้วว่า เมื่อพระเยซูถูกพระยามารล้อเลียนว่าถ้าเป็นลูกพระเจ้าก็จงเสกก้อนหินเหล่านี้ให้เป็นอาหารขึ้นมาสิ จะมัวทนหิวอยู่ทำไมไม่ได้กินข้าวมาตั้งสามสิบสี่สิบวันแล้ว พระเยซูตอบว่าชีวิตไม่ได้อยู่ได้ด้วยอาหาร ชีวิตอยู่ได้ด้วยพระธรรมของพระเจ้า
.
นี่แหละลองไปคิดดูให้ดีเถิดว่าแม้ในหลักฝ่ายศาสนาคริสเตียนเขาก็ไม่ถือว่าชีวิตนั้นอยู่ได้ตรงที่มีอาหารกินแต่ว่าชีวิตนี้อยู่ได้เพราะว่ามีธรรมะหล่อเลี้ยง
.
อาหารนั้นกินเพียงไม่ให้ตายแล้วก็ #แสวงหาธรรมะอันแท้จริงมาหล่อเลี้ยงชีวิตนี้ให้กลายเป็นชีวิตที่สมบูรณ์คือชีวิตที่สูงสุด
.
ทำพอให้มีกินไปก็แล้วกัน แต่เมื่อมีกินแล้วจะต้องทำอะไรให้มันดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ก็คือการมีจิตใจที่ประกอบไปด้วยธรรม เช่นมีความสะอาด สว่าง สงบ เยือกเย็นเป็นสุขแสนที่จะเย็นได้ จนกว่าร่างกายนั้นมันจะแตกดับไป
.
ร่างกายนั้นมันกินข้าวกินปลาเป็นอาหารไม่เท่าไรก็หมดเหตุหมดปัจจัยที่จะอยู่ได้มันก็ต้องดับไป แต่ส่วนจิตใจนั้นมันต้องการกินธรรมะคือความสะอาด สว่าง สงบก็มีความสุขอย่างยิ่ง เป็นต้นอยู่ มันคนละเรื่องกับร่างกาย
.
เราอย่าได้ห่วงแต่เรื่องกิน และอย่าได้ยกเอาเรื่องกินมาเป็นเรื่องทั้งหมด กินเพื่อให้มันอยู่ได้ ตามสะดวกสบาย แล้วก็อาศัยโอกาสหรือเวลานั้นทำสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะทำ นี้เป็นข้อแรกที่ว่ากินเพื่ออยู่ แล้วกินเหมือนกับแมวก็ใช้ได้นี่ เรียกว่ากินข้าวจานแมว
.
ข้อที่สองที่เรียกว่า #อาบน้ำในคู คือว่าอย่าพิถีพิถันถึงกับจะต้องมีความสะดวกสบายอย่างนั้นอย่างนี้ อาบน้ำในคูหรือในลำธารลำห้วยในหนองในคลองในอะไรก็แล้วแต่ที่จะมีได้ตามธรรมชาติ เพื่อจะตัดปัญหาความยุ่งยากลำบากในการอยู่ ในการบริหารร่างกายต่างๆ ออกไปเสีย แต่เราเอามารวมไว้ในคำเพียงคำเดียวว่า #อยู่อย่างอาบน้ำในคูคืออยู่อย่างธรรมชาติ ตามธรรมชาติ เป็นเกลอกับธรรมชาติให้มากที่สุด
.
#ให้อยู่อย่างง่ายๆ อยู่อย่างต่ำๆ #เพื่อให้หัวใจมันสูง ถ้าอยู่อย่างที่เรียกกันว่าดีหรือสูงซะแล้ว หัวใจมันต่ำ ถ้าอยู่อย่างต่ำหัวใจมันก็สูง ฉะนั้นการกินการอยู่การอาบการอะไรก็ตามที่เป็นไปตามธรรมชาตินั้น ทำให้จิตใจฉลาดหรือเป็นไปในทางสูงทุกอย่างทุกประการนี้เราเอามาสรุปไว้ในคำว่าอาบน้ำในคูเป็นข้อที่สอง
.
ข้อที่สามว่า #เป็นอยู่อย่างทาส ก็หมายความว่าให้เป็นอยู่อย่างคนที่ยอมเป็นทาสนั้น คือเป็นบ่าวเป็นขี้ข้าของเขามันก็ต้องยอม ถ้าอยู่อย่างเจ้าอย่างนายมันก็คือยกหูชูหางนั่นก็คือไม่ยอม #เป็นอยู่อย่างทาสนี้คือเป็นอยู่ด้วยความยอมไม่ยกหูชูหาง
.
เด็กๆ เกิดมาพ่อแม่ตามใจอยู่ตลอดเวลา จึงมีโรคยกหูชูหาง ฉะนั้นมาอยู่กันในระบอบใหม่เสียบ้างคือ เป็นอยู่อย่างทาส อยู่อย่างที่ไม่มีโอกาสจะยกหูชูหาง #อยู่อย่างคนแพ้ #อยู่อย่างคนยอม #ไม่ด่าว่าใครไม่ตะเพิดใครไม่ดูถูกใครไม่ยกตนข่มท่าน แต่เป็นคนยอมแพ้เหมือนกับทาสเรียกว่าเป็นอยู่อย่างทาส
.
เพื่อขัดเกลาจิตใจของตนที่มีอหังการมมังการ ที่มีตัวกู มีของกู ยกหูชูหางอยู่เรื่อยไป นั้นคือศัตรูที่ร้ายกาจของคนเรา เราจะทำลายมันเสียได้ ฆ่ามันเสียให้ตายได้ก็โดยมาสมัครเป็นอยู่อย่างทาส กินข้าวจานแมว อาบน้ำในคูแล้วยังเป็นอยู่อย่างทาสคือไม่ปริปาก นี้นับว่าเป็นหัวใจของการปฏิบัติธรรมอย่างยิ่ง
.
คนที่ไม่เคยยอม ไม่รู้จักยอมมา หัดรู้จักยอมนี่ คือการปฏิบัติธรรมชั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา คือทำลายตัวกูของกู หรือว่าอย่างน้อย ก็ควบคุมตัวกูของกูไม่ให้มันยกหูชูหาง แล้วเป็นอยู่อย่างทาสไม่ให้โอกาสที่ให้ตัวกูของกูมันยกหูชูหาง ไอ้ที่มันยกหูชูหางนั้นมันเป็นกิเลสหรือมันเป็นอวิชชา
.
การที่เป็นอยู่ชนิดที่ไม่ให้มันได้มีโอกาสยกหูชูหางนั้นมันไม่มีอย่างอื่น มีแต่ทางเดียวคือการเป็นอยู่อย่างทาส ไม่ปริปากไม่ดื้อดึงไม่ยกตนเหนือผู้ใดแต่ว่าเป็นผู้ยอม
.
คำว่าเป็นทาสชนิดนี้มันไม่ได้หมายถึงเป็นทาสอย่างที่เขาเป็นๆ กัน เช่นเป็นหนี้เงินเขาหรือว่าในสมัยหรือในถิ่นที่กฎหมายให้คนมีทาสแล้วก็ใช้อย่างทาสนั้นมันเป็นทาสอีกอย่างหนึ่ง มันเป็นทาสทางวัตถุทางร่างกาย ในภาษาคน
.
แต่ทาสอย่างนี้มันไม่ใช่อย่างนั้น เราไม่ได้เป็นหนี้เงินของใครไม่ใช่มีกฎหมายไหนมาบังคับให้เราต้องตกเป็นทาส แต่เรามี #อุบาย มีสติปัญญาอันฉลาดที่จะเข่นฆ่าเสียซึ่งกิเลส ตัณหา มานะ ทิฐิโดยประการต่างๆ คือจะฆ่าตัวกูของกูนั่นเอง ไม่มีอาวุธอื่นดีกว่าที่จะสมัครมีระเบียบความเป็นอยู่อย่างทาสไม่เชื่อก็ลองดู
.
พยายามทำตนเป็นอยู่เหมือนกับทาสรับใช้ผู้อื่นแล้วกิเลสของตนจะเบาบาง พระเยซูพูดถึงข้อนี้เหมือนกันว่าการรับใช้ผู้อื่นคือรับใช้พระเจ้า ขอให้คนทั้งหลายรับใช้ผู้อื่นเถิดจะกลายเป็นการรับใช้พระเจ้า มิฉะนั้นแล้วมันก็จะรับใช้ตัวเอง
.
หาใส่ปากใส่ท้องของตัวเองเห็นแก่ตัวเองอร่อยเองสนุกสนานเองไม่รับใช้ผู้อื่น อย่างนี้คือมันรับใช้ภูติผีปีศาจ เราจึงสรุปความได้ว่า รับใช้ตัวเองนั้นคือรับใช้ภูติผีปีศาจ รับใช้ผู้อื่นนั้นคือรับใช้พระเป็นเจ้า
.
การที่เราจะมีความประพฤติเป็นอยู่ที่เรียกว่าเป็นอยู่อย่างทาสนี้ มันมีความหมายสำคัญอยู่ที่ #รับใช้ผู้อื่น อย่าได้นึกถึงตัวเลยคือลืมเสียก็ได้ แต่มุ่งแต่จะทำเพื่อรับใช้ผู้อื่น แล้วอะไรๆ มันก็จะเป็นผลดีที่สุดแก่ตัว คือทำลายตัวกูของกูเสียได้ ไม่มีตัวกูของกูมามัวยกหูชูหางอยู่เรื่อยไปเหมือนที่แล้วๆ มา การเป็นอยู่อย่างทาสมันดีอย่างนี้
.
ทีนี้ข้อต่อไปก็ #หมายมาดปล่อยวาง เป็นอยู่อย่างทาสชนิดนี้ก็มุ่งมาดการปล่อยวางไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดไว้โดยความเป็นตัวกูของกู หัวใจของทาสชนิดนี้มันมุ่งมาดปล่อยวางอยู่เสมอไม่ยึดมั่นถือมั่น
.
ถ้าอะไรมันวี่แววเข้ามาในลักษณะที่จะให้เกิดตัวกูของกูก็สกัดกั้นมันเสียอย่างให้มันเกิดขึ้นมาได้ อย่างนี้เรียกว่าเป็นการปล่อยวาง
.
ถ้าพูดตามภาษาธรรมดาเค้าก็เรียกว่าวางสิ่งที่มันเกิดอยู่แล้ว แต่ข้อเท็จจริงนั้นคือ #การป้องกันไม่ให้เกิด มากกว่า มีความหมายมั่นที่จะทำให้มัน #ว่าง ไม่ให้ปรุงแต่งเป็นตัวกูเป็นของกูขึ้นมา นี้เรียกว่ามุ่งหมายความปล่อยวาง
.
ทีนี้ถัดไปก็ว่า #อยู่อย่างตายแล้ว คือ จิตใจมันมุ่งมาดความปล่อยวางอยู่เสมอมันก็เท่ากับ #คนตายแล้วคือไม่มีตัวกูไม่มีของกู อยู่อย่างตายแล้วเช่นนี้เป็นความหมายในทางภาษาธรรม #ไม่ใช่ความตายทางร่างกาย ในภาษาคน
.
ตายแล้วในภาษาธรรมหมายความว่าตัวกูของกูไม่ได้มีอยู่เลย อุปาทานหรืออัสมิมานะ อหังการ มมังการว่าตัวกูว่าของกูนี้ไม่มีอยู่เลย จึงเปรียบได้เหมือนกับว่าตายแล้ว เพราะมันไม่มีตัวเราเพราะมันไม่มีของเรา
.
ทีนี้ก็มาถึง #มีแก้วในมือ คนที่อยู่อย่างตายแล้วนี้เป็นคนที่มีดวงแก้วในมือ พูดว่าแก้วนี้ก็หมายถึงแก้วในภาษาธรรมอีกเหมือนกัน พวกเราก็ได้ยินได้ฟังกันมามากแล้วว่าแก้วนั้นคือพระพุทธ คือพระธรรม คือพระสงฆ์ รัตนตรัยแก้วสามดวงนี้มีอยู่ในมือของเราแล้ว ใครลองเป็นอยู่อย่างตายแล้วไม่มีตัวกูของกูยกหูชูหางเถอะ คนนั้นจะมีจิตใจเหมือนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีจิตใจเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คือไม่มีกิเลสไม่มีความทุกข์
.
ต่อไปว่าคือ #ดวงจิตว่าง แก้วที่ในมือนี้เราเรียกสั้นๆ ว่ามีจิตว่าง จิตว่างคือดวงแก้ว จิตว่างคือไม่มีกิเลสไม่มีความทุกข์ มีความหมายเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือเป็นอะไรทุกอย่างที่พุทธบริษัท
.
มีแก้วในมือคือดวงจิตว่าง ไม่มีอะไรอีกเป็นปัญหา ก็แปลว่าสิ้นสุดในเรื่องส่วนตัวของบุคคลนั้น เหลืออยู่ต่อไปก็คือ #แจกของส่องตะเกียง ตัวเองไม่มีไม่ต้องพูดถึง ก็เที่ยวแจกของเที่ยวส่องตะเกียงให้ผู้อื่น
ของในที่นี้ก็หมายถึงสิ่งที่จำเป็น ที่เพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตายเขาจะพึงได้ ในการที่จะกำจัดเสียซึ่งความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย
.
คำว่าส่องตะเกียงในที่นี้ก็หมายถึง #การให้แสงสว่าง ให้รู้จักหนทาง ที่จะช่วยตัวเองให้ได้ด้วยกันทุกคน แสงตะเกียงก็คือแสงของพระธรรมนั่นเอง เราส่องตะเกียงให้ผู้อื่นก็หมายความว่า #ช่วยเหลือให้ผู้อื่นได้มองเห็นธรรม ได้บรรลุธรรม
.
ทีนี้ผู้อื่นก็แปลว่าทั้งหมดไม่ใช่แต่บางคน
.
เราจะมีการเผยแผ่ธรรมะที่นี่โดยวิธีใดก็ตาม มันเป็นเรื่องแจกของส่องตะเกียงด้วยเหมือนกัน ให้คนได้ความรู้ได้สติปัญญาสำหรับจะเอาชนะกิเลสหรือความทุกข์ ซึ่งเป็นเรื่องทางวิญญาณโดยตรง
.
วิญญาณของโลกก็หมายความว่า คนทุกคนหรือชีวิตทุกชีวิตที่กำลังมืด กำลังมืดมน กำลังไร้สมรรถภาพ เราให้แสงสว่างให้สมรรถภาพในการที่เขาจะช่วยตัวเองให้รอดพ้นได้ในทางจิตทางวิญญาณ
.
มุ่งหมายจะแจกของส่องตะเกียงเพื่อคนทั้งโลกอย่างนี้ เรียกว่าเป็นการ #เลี้ยงคนทั้งโลก ในทางวิญญาณให้อาหารในทางจิตทางวิญญาณแก่คนทั้งโลก เป็นข้อสุดท้ายเป็นฝ่ายสุดท้ายคือฝ่ายผู้อื่น ฝ่ายตัวเรานั้นทำเสร็จแล้วก็ทำเพื่อผู้อื่นต่อไป และยิ่งกว่านั้น #การทำเพื่อผู้อื่นนั้นมันก็เป็นการทำเพื่อตัวเราด้วยเหมือนกัน
.
ดังที่กล่าวว่า รับใช้ผู้อื่นนั้นคือรับใช้พระธรรม ถ้ารับใช้ตัวเองนั้นก็คือรับใช้ภูติผีปีศาจหรือพญามาร การกระทำพร้อมๆ กันไปทั้งสองอย่าง คือช่วยผู้อื่นแล้วเป็นการช่วยตัวเองอยู่ในตัวนั้น เป็นวิธีที่ฉลาดและเป็นวิธีที่เรียกว่าเป็นธรรมเป็นวินัยในพระพุทธศาสนา ไม่ได้ทำเพื่อตน ไม่ได้เห็นแก่ตน
.
ฉะนั้นจงทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความรู้สึกที่ไม่เห็นแก่ตน แต่เห็นแก่ผู้อื่น แล้วมันจะเป็นการถูกต้องอยู่ในตัวมันเองโดยไม่ต้องมีใครมาสอน ในที่สุดเกิดมาทีหนึ่งก็ได้รับประโยชน์ครบทั้งสองคือประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ด้วยการกระทำอย่างเดียวกันพร้อมๆ กันไปในตัว
.
พุทธทาสภิกขุ