กุสราชมหาสัตว์(ภาค ๒) เขียนโดย สืบ ธรรมไทย

กุสราชมหาสัตว์ ๒

เช้าวันหนึ่งผู้เป็นสะใภ้ได้ทำขนมที่มีรสชาติอร่อยให้กับครอบครัวสามีรับประทาน แต่ขณะนั้นพระโพธิสัตว์ไม่อยู่บ้าน ออกไปเก็บของป่าตั้งแต่ยังไม่สาง ดังนั้นนางจึงแบ่งขนมส่วนหนึ่งไว้ให้เขา ส่วนที่เหลือก็แจกจ่ายกันบริโภคจนหมด บังเอิญสายวันนั้นมีพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปหนึ่งท่านบิณฑบาตผ่านมาที่หน้าบ้านพอดี พี่สะใภ้พอเห็นก็เกิดศรัทธา จึงนำขนมในส่วนของน้องสามีถวายให้สมณะรูปนั้นไป ในใจคิดว่าเดี๋ยวค่อยทำให้เขาใหม่ก็แล้วกัน

พอพระคุณเจ้าคล้อยหลังนางก็เดินถือภาชนะที่ใส่ขนมเตรียมจักนำไปล้าง แต่เวลานั้นพระมหาสัตว์ได้ออกจากป่ากลับมาถึงบ้านพอดี เลยทันเห็นหลังพระคุณเจ้าอยู่ไวๆ จึงถามพี่สะใภ้ว่ามีใครมาที่บ้านหรือ? พี่สะใภ้ตอบว่าไม่มีใครมาดอก เป็นสมณะรูปหนึ่งบิณฑบาตผ่านมา นางเห็นท่านมีกิริยาน่าเลื่อมใสจึงนำขนมในส่วนของเขาถวายให้ท่านไป ขอเขาจงทำใจให้ผ่องใสเถิด เดี๋ยวนางจะรีบทำให้ใหม่ แต่เวลานั้นพระมหาสัตว์กำลังหิวพอดี จึงไม่ฟังอีร้าค่าอีรม รีบวิ่งตามพระ คุณเจ้าไปทันใด พี่สะใภ้พอเห็นอากัปกิริยาของน้องสามีก็รู้แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น จึงรีบกลับไปยังเรือนมารดาตน ตักเอาเนยใสที่ใหม่และสะอาด มีสีคล้ายดอกจำปา ใส่ลงในภาชนะที่เตรียมจักนำไปล้างจนเต็ม จากนั้นก็วิ่งตามน้องสามีไปจนทันกัน

พอไปถึงขณะนั้นพระคุณเจ้าท่านกำลังหันหลังกลับเตรียมจะจากไป นางจึงนิมนต์ให้ท่านหยุดก่อน จากนั้นก็เข้าไปเทเอาเนยใสที่ตักมาจากเรือนมารดาลงในบาตรท่านจนหมด เนยใสพออยู่ในบาตรของพระเถระบัดนั้นมันก็เกิดเป็นรัศมีแผ่กระจายออกไปโดยรอบจนเป็นที่อัศจรรย์ นางพอเห็นก็ให้ปลาบปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง จึงเปล่งวาจาอธิษฐานว่า หากแม้นชาติหน้าฉันใดนางตายจากมนุษย์ไม่ว่าจะไปเกิดในภพภูมิใด ก็ขอให้นางจงมีร่างกายที่ผ่องใสงดงาม มีรัศมีเปล่งประกายเกินกว่าหญิงใด แลขอให้นางอย่าได้อยู่ร่วม กับคนที่เป็นอสัตบุรุษเยี่ยงน้องสามีผู้นี้ในที่แห่งเดียวกันเลย! ด้านพระโพธิสัตว์ขณะนั้นยังมิได้จากไปไหน ยังยืนถือขนมที่หยิบคืนจากบาตรพระอยู่ใกล้ๆนั่นเอง พอได้ยินคำอธิษฐานของพี่สะใภ้ก็นึกโกรธนางขึ้นมาทันใด จึงนำขนมที่หยิบคืนมานั้นใส่กลับเข้าไปในบาตรใหม่ พร้อมกันนั้นก็เปล่งวาจาอธิษฐานบ้างว่า

“ข้าแต่พระคุณเจ้า ไม่ว่าพี่สะใภ้ของข้าพเจ้านางนี้จะไปเกิดอยู่ในภพใดภูมิใด ใกล้ไกลเพียงไหน ก็ขอให้ข้าพเจ้าพึงมีความสามารถไปนำนางมาเป็นบาทบริจาริกาของข้าพเจ้าให้จงได้ด้วยเถิด ขอรับ! ” ด้วยอำนาจแห่งกุศลกรรมที่ทั้งคู่ได้ทำกับพระปัจเจกพุทธเจ้าในครั้งนั้นแล พอมาชาตินี้พระนางประภาวดีจึงทรงเป็นสตรีที่มีผิวพรรณเปล่งปลั่งเป็นประกาย เกินกว่าหญิงใดในแผ่นดินจักเทียบได้ ส่วนพระมหาสัตว์นั้นเนื่องจากทรงทำกุศลในขณะที่จิตมีโทสะ ดังนั้นพอมาเกิดชาตินี้พระองค์จึงทรงเป็นผู้ที่มีรูปโฉมที่ขี้ริ้วไม่งดงาม ทั้งนี้ก็เพราะสาเหตุดังกล่าวนี้แล!

ย้อนกลับมาเข้าเรื่อง หลังจากพระนางประภาวดีเสด็จออกจากเมืองกุสาวดีแล้วราชากุสราชก็ทรงเศร้าโศกพระ ทัยเป็นอย่างยิ่ง แม้เหล่านางสนมกำนัลจะพากันบำรุงบำเรอโดยประการต่างๆก็หาทำให้พระองค์ทรงคลายจากความโศกเศร้าได้ ดังนั้นรุ่งสางวันหนึ่งท้าวเธอจึงเสด็จไปเข้าเฝ้าพระมารดาพร้อมกับทรงกราบทูลว่าพระองค์ จะเสด็จไปตามพระนางประภาวดีกลับมา ขอพระมารดาจงทรงดูแลราชสมบัติอยู่ทางนี้แทนพระองค์ด้วย มเหสีสีลวดีครั้นทรงสดับก็ทรงรู้ว่าพระราชบุตรนั้นทรงมีความรักใคร่ในพระชายาเป็นอย่างมาก จึงตรัสเตือนสติจอมกษัตริย์ว่า “ ดูก่อนลูกแม่ หากเจ้าปรารถนาเช่นนั้นก็ขอจงฟังคำที่แม่จะเตือนต่อไปนี้ให้ดี ขึ้นชื่อมาตุคามนั้นย่อมเป็นผู้มีใจไม่บริสุทธิ์ ฉะนั้นไม่ว่าเจ้าจักทำการใดหากเกี่ยวข้องด้วยมาตุคาม ก็ขอให้จงพิจารณาไตร่ตรองให้รอบครอบก่อนเสมอ ขอลูกแม่จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด ”

หลังจากทรงเตือนพระสติจอมราชาแล้ว องค์เทวีก็ทรงนำเอาของบริโภคอันเลิศรสชนิดต่างๆใส่ลงในภาชนะทองคำจนเต็ม เพื่อเตรียมไว้ให้บุตรชายใช้บริโภคระหว่างเดินทาง พระเจ้ากุสราชครั้นทรงรับของเสวยจากพระมารดาก็ทรงถวายบังคมลาโดยทรงทำประทักษิณ ๓ ครั้ง แล้วทรงกราบทูลว่าหากพระองค์ยังทรงมีชีวิตอยู่คงจะได้กลับมาเห็นพระพักตร์พระนางอีก จากนั้นจึงเสด็จเข้าสู่ห้องบรรทม ทรงเหน็บเอาพระแสงอาวุธ ๕ อย่างเข้าที่พระกฤษฎี(สะเอว) หยิบกหาปณะหนึ่งพันใส่ย่าม พร้อมกับทรงถือพิณโกกนุทเสด็จออกจากพระนครทันใด เนื่องจากทรงเป็นผู้ที่มีพระกำลังมาก เพียงเช้าถึงเที่ยงพระองค์ก็เสด็จพระราชดำเนินไปได้ถึง ๕๐ โยชน์ แหละพอเสวยพระกระยาหารมือกลางวันเสร็จก็เสด็จต่อไปได้อีก ๕๐ โยชน์ ฉะนั้นเพียงแค่หนึ่งวันพระองค์ก็ทรงเดินทางมาถึงชายแดนของกรุงสาคละ
สืบ ธรรมไทย

เมื่อทรงมาถึงขณะนั้นได้เป็นเวลาเย็นแล้ว ดังนั้นจึงทรงพักสรงน้ำก่อน หลังจากชำระพระวรกายเสร็จจึงเสด็จเข้าเมือง ด้วยเดชะแห่งพระโพธิสัตว์เจ้า ทันทีที่พระองค์ทรงเหยียบพระบาทลงบนแผ่นดินแห่งนครสาคละ พระนางประภาวดีที่บรรทมอยู่บนพระแท่นบรรทมก็ให้ทรงรู้สึกร้อนรุ่มพระวรกายขึ้นมาทันใด มิอาจที่จักทรงฝืนบรรทมต่อไปได้ จำต้องเสด็จลงมานอนราบที่พื้นแทน พระมหาสัตว์หลังจากทรงเข้าเมืองมาแล้วก็ทรงย่างพระบาทไปตามถนนอย่างไร้จุดหมาย ระหว่างที่เสด็จพระราชดำเนินไป สายพระเนตรก็ทรงมองดูสภาพบ้าน เมืองที่ตั้งอยู่สองฟากถนนไปในตัวด้วยเช่นกัน

เวลานั้นมีหญิงชาวบ้านนางหนึ่งกำลังนั่งตากลมอยู่หน้าบ้าน นางพอเห็นพระองค์ซึ่งเป็นคนต่างเมืองผ่านมา ท่าทางอิดโรยเนื่องจากการเดินทาง จึงร้องเรียกให้ทรงมาพักที่บ้านนางก่อน พระมหาสัตว์เมื่อทรงสบตานางก็ทรงทราบว่าหญิงชาวบ้านนางนี้เป็นผู้มีใจอารี จึงทรงย่างพระบาทเข้าไป พอไปถึงนางเห็นกิริยาท่าทางของพระองค์นั้นต่างจากคนธรรมดา จึงรีบไปตักน้ำมาให้ทรงใช้ล้างพระบาท จากนั้นก็เข้าห้องไปจัดที่บรรทมถวาย จอมราชาหลังจากทรงเร่งเดินทางมาอย่างรีบร้อนมิได้แวะพักที่ใด พอทรงล้มพระวรกายลงบนที่นอนที่หญิงชาวบ้านจัดให้ บัดนั้นก็ทรงหลับใหลไปทันใด

ฝ่ายหญิงชาวบ้านพอเห็นพระองค์บรรทมหลับ ก็รีบเข้าครัวไปจัดเตรียมโภชนาหารที่มีรสเลิศเตรียมรอไว้ พอพระองค์ทรงตื่นขึ้นก็อัญเชิญให้เสวย พระมหาสัตว์เมื่อทรงได้รับการต้อนรับอย่างดีจากหญิงชาวบ้านก็ทรงรู้สึกซาบซึ้งในความมีน้ำใจของนาง จึงทรงพระราชทานกหาปณะพันหนึ่งกับภาชนะทองคำให้นางไป พร้อมกันนั้นก็ทรงฝากพระแสงเบญจาวุธไว้ที่บ้านนาง จากนั้นจึงทรงถือพิณโกกนุทเสด็จพระราชดำเนินจากไป

หลังจากทรงออกจากเรือนของหญิงชาวบ้าน ราชากุสราชก็ทรงถามผู้คนที่ผ่านมาถึงที่ตั้งของโรงช้างหลวงว่าอยู่ ณ ที่ใด พอทรงทราบก็เสด็จไปยังสถานที่นั้นทันที เมื่อไปถึงพระองค์ได้ตรัสกับหัวหน้าโรงช้างหลวงว่าจักขอพักอยู่ที่นี่สักคืนหนึ่ง แล้วพระองค์จะทำการขับร้องให้พวกเขาได้รื่นเริงบันเทิงใจเป็นการตอบแทน หัวหน้าโรงช้างพอฟังจึงอนุญาตให้พระองค์ทรงพักได้ ค่ำวันนั้นหลังจากเสร็จงานพระมหาสัตว์ก็ทรงแก้ห่อพิณพร้อมกับตรัสกับตนเองว่า “ชาวสาคละนครเอ๋ย! ขอพวกท่านจงฟังเสียงพิณนี้เถิด” จากนั้นก็ทรงดีดพิณพร้อมกับทรงขับร้องควบคู่ไป

ลำดับนั้นพระนางประภาวดีที่ทรงบรรทมอยู่บนพื้นข้างพระแท่นบรรทม พอทรงสดับเสียงพิณก็ทรงทราบทันทีว่าบัดนี้พระเจ้ากุสราชได้เสด็จตามพระนางมาถึงกรุงสาคละแล้ว! เสียงพิณเคล้าเสียงร้องที่พระมหาสัตว์ทรงร้องออกไปนั้นได้แผ่กังวานไปทั่วนครสาคละ แม้แต่พระเจ้ามัททราชที่กำลังบรรทมอยู่ พอทรงสดับก็ถึงกับทรงรำพึงรำพันอยู่ในพระทัยว่า “ ใครหนอช่างขับร้องได้ไพเราะนัก อย่ากระนั้นเลย พรุ่งนี้เราควรให้มหาดเล็กไปเรียกคนผู้นี้มาทำการขับร้องให้เราฟังท่าจักดี ” พระมหาสัตว์หลังจากทรงขับร้องได้สักพักก็ทรงหยุดร้อง ด้วยทรงดำริว่าสถานที่นี้คงยากจักมีโอกาสได้พบพระชายา ดังนั้นเช้ารุ่งขึ้นจึงเสด็จออกจากโรงช้างไปเสวยพระกระยาหารที่เรือนของหญิงชาวบ้านนางเดิม พอเสวยเสร็จก็ทรงฝากพิณไว้กับนาง จากนั้นจึงเสด็จไปยังสำนักของนายช่างปั้นหม้อหลวงเพื่อจักขอฝากตัวเป็นศิษย์เขา

ช่างปั้นหม้อพอเห็นหน่วยก้านของพระองค์พลันรีบรับไว้ทันที จากนั้นก็ใช้ให้พระองค์ไปขนดินสำหรับปั้นหม้อมา พระมหาสัตว์พอรับคำสั่งก็ทรงรีบไปดำเนินการ เพียงหนึ่งวันพระองค์ก็ทรงขนดินเอามาเสียจนเต็มเรือน ซึ่งปกติแล้วดินกองใหญ่ขนาดนี้ต้องใช้แรงงานอย่างน้อยเป็นจำนวน ๘ ถึง ๑๐ คน แต่นี่ทรงขนเพียงลำพังเท่านั้น ช่างเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์จริงๆ! รุ่งขึ้นหลังจากขนดินเสร็จจอมราชาก็ตรัสกับช่างปั้นหม้อว่าจักขอทดสอบฝีมือปั้นให้เขาดู เผื่อเขาจะได้ชี้แนะแนวทางให้ ผู้เป็นอาจารย์พอฟังก็ไม่ขัดข้อง ดังนั้นพระองค์จึงทรงวางดินลงบนแท่นไม้สำหรับปั้นหม้อ จากนั้นก็ทรงใช้พระหัตถ์ข้างหนึ่งผลักแท่นไม้ให้หมุน เพียงพระองค์ทรงออกแรงผลักครั้งเดียว ปรากฏแท่นปั้นหม้อนี้ก็หมุนต่อเนื่องกันอยู่อย่างนั้น เป็นเวลาตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยง

พระมหาสัตว์ทรงปั้นภาชนะมากมายหลายชนิด เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง พร้อมกันนั้นก็ทรงวาดลวดลายลงบนภาชนะเหล่านั้น ซึ่งล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่พระองค์ทรงมีต่อพระนางประภาวดี พอทรงวาดเสร็จก็ทรงอธิษฐานว่าลวดลายที่ทรงวาดนั้นขอให้มีแต่พระนางประภาวดีเพียงพระองค์เดียวที่ทรงมองเห็น หลังจากที่ทรงปั้นเสร็จ ก็ทรงนำเอาภาชนะเหล่านั้นไปผึ่งแดด จากนั้นก็ทรงนำไปเข้าเตาเผา พอเผาเสร็จก็ทรงนำออกไปให้ผู้เป็นอาจารย์ดู ช่างปั้นหม้อพอเห็นภาชนะดินเผาของพระองค์ก็ถึงกับตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก เนื่องจากตั้งแต่เขาทำงานด้านนี้มายังไม่เคยเห็นภาชนะใดจักมีความงดงามเท่านี้มาก่อน ดังนั้นเช้ารุ่งขึ้นจึงรีบยกเอาถ้วยโถโอชามที่พระมหาสัตว์ทรงปั้นขึ้นเกวียน เพื่อจักนำไปให้พระเจ้ามัททราชทรงทอดพระเนตรดู

ราชามัททะครั้นทรงเห็นเครื่องปั้นดินเผาที่แสนหมดจดงดงามจนไม่มีที่ติ ก็ให้ทรงรู้สึกอัศจรรย์พระทัย จึงตรัสถามนายช่าง“ นี่ท่านนายช่าง ภาชนะเหล่านี้ใครเป็นผู้ปั้นหรือ?ไฉนจึงงดงามเกินกว่าภาชนะใดที่เราเคยเห็นมา” ช่างปั้นหม้อพอฟังก็คิดจักเอาความดีเข้าตัว จึงกราบทูลว่า “ ขอเดชะ! ข้าพระบาทเป็นผู้ปั้นเองพระเจ้าข้า ” พระราชาธิบดีพอทรงสดับก็ทรงรู้ว่าช่างปั้นหม้อผู้นี้กล่าววาจาเท็จต่อพระองค์ จึงตรัสว่า “ ดูก่อนคนปั้นหม้อ ภาชนะที่เจ้าปั้นมีหรือเราจะจำฝีมือไม่ได้ จงตอบความสัตย์แก่เรามาเดี๋ยวว่านี่เป็นฝีมือใคร? ”

นายช่างพอเห็นว่าโชคไม่เข้าข้างตนก็ถึงกับเหงื่อกาฬแตกพลั่ก รีบตะกุกตะกักทูลพระองค์ไปด้วยเสียงที่สั่นฟันกระทบกันว่า “ ขอเดชะพระอาญามิพ้นเกล้า ภาชนะเหล่านี้ลูกศิษย์คนใหม่ของข้าพระบาทเป็นคนปั้นขึ้นมาพระเจ้าข้า! ” จอมกษัตริย์พอทรงสดับจึงตรัสว่า “ ฝีมือเยี่ยงนี้เขาไม่น่าจักเป็นลูกศิษย์เจ้า เจ้านั่นแหละควรจักเป็นลูกศิษย์เขา จงไปบอกเขาให้ทำภาชนะชนิดต่างๆเพิ่มขึ้นให้มากกว่านี้ เราจักนำไปมอบให้กับธิดาทั้งแปดของเรา แลนี่ทรัพย์หนึ่งพันกหาปณะขอเจ้าจงไปมอบให้เขา บอกเขาว่านี่เป็นรางวัลที่เราประทานให้ ส่วนถ้วยโถโอชามเหล่านี้เจ้าจงนำไปมอบให้กับธิดาทั้งหลายของเราได้เชยชมเล่นไปพลางๆก่อน ” ช่างปั้นหม้อพอเห็นจอมกษัตริย์มิทรงติดใจเอาความ จึงรีบนำภาชนะเหล่านั้นไปยังตำหนักของพระราชธิดาทั้ง ๘ โดยพลัน

กล่าวถึงพระนางประภาวดี ตั้งแต่ทรงทราบว่าราชากุสราชเสด็จมาถึงกรุงสาคละพระนางก็ให้ทรงวิตกกังวลไม่เว้นในแต่ละวัน พอช่างปั้นหม้อนำภาชนะใหม่มาถวายก็ให้ทรงรู้สึกดีพระทัย ทรงรีบหยิบเอาภาชนะเหล่านั้นขึ้นมาทอดพระเนตรทันที แต่พอทรงเห็นลวดลายบนภาชนะเท่านั้น พระนางก็ยิ่งทรงมีความวิตกกังวลเพิ่มเข้าไปใหญ่ ทรงถามนายช่างว่าใครเป็นผู้ปั้นภาชนะเหล่านี้ นายช่างพอฟังจึงกราบทูลว่าเป็นลูกศิษย์คนใหม่ของตนเป็นคนปั้นขึ้น พอทรงสดับดังนั้นพระนางก็ทรงขว้างภาชนะที่ทรงถืออยู่ลงบนพื้นจนแตกกระจาย พร้อมกันนั้นก็ตรัสว่าพระนางไม่ทรงต้องการของเหล่านี้ ขอเขาจงไปมอบให้กับผู้ที่ปรารถนาเถิด

เพลานั้นพระภคินีทั้งหลายพอทรงสดับเสียงภาชนะแตก จึงต่างพากันเสด็จออกจากห้องรีบมายังพระตำหนักของพระพี่นาง พอเสด็จมาถึงเห็นเศษกระเบื้องแตกกระจายเกลื่อนพื้นก็ทรงยิ้มแย้มให้กัน พระขนิษฐาพระองค์หนึ่งทรงคิดจักปลอบประโลมจึงตรัสว่า “ เสด็จพี่ประภาวดีทรงเข้าพระทัยว่าภาชนะเหล่านี้ พระสวามีราชากุสราช ทรงเป็นผู้ปั้นกระมัง? ขออย่าทรงระแวงไปเลยเพคะ ภาชนะพวกนี้ช่างปั้นหม้อต่างหากที่เป็นผู้ปั้น ขอพระพี่นางจงรับไว้เถิด ” องค์เทวีทรงทราบว่าบรรดาพระภคินีไม่ทรงรู้เรื่องนี้ ดังนั้นจึงทรงนิ่งเฉย มิได้ตรัสใดๆทั้งสิ้น

ด้านพระมหาสัตว์พอช่างปั้นหม้อกลับมาถึงแลยื่นกหาปณะหนึ่งพันให้ พร้อมกับบอกว่าราชามัททราชให้ทำภาชนะเพิ่ม พระองค์ก็ทรงดำริอยู่ในพระทัยว่า “ ถึงเราจักอยู่สถานที่นี้ก็คงไม่อาจจะเห็นพระชายาได้ อย่ากระนั้นเลย เราควรไปหาสถานที่ใหม่ดีกว่า ” พอทรงดำริดังนั้นจึงทรงออกจากโรงปั้นหม้อเสด็จไปยังสำนักของนายช่างสาน เพื่อขอสมัครเป็นศิษย์เขา

จอมราชาเมื่อทรงมาฝึกงานอยู่ที่โรงสานหลวงพระองค์ก็ทรงช่วยนายช่างสานวาดลวดลายบนพัดใบตาล ทรงวาดเป็นรูปต่างๆมากมาย เช่น รูปเศวตฉัตร รูปสถานที่ที่พระนางประภาวดีทรงดื่ม รูปสถานที่ที่พระนาง ประภาวดีทรงยืนจับผ้าเป็นต้น นายช่างพอเห็นผลงานพระองค์ก็ถึงกับตกตะลึง รีบนำพัดเหล่านั้นไปให้ราชา มัททะทรงทอดพระเนตรดู พระเจ้ามัททราชพอทรงเห็นก็ให้ทรงอัศจรรย์พระทัยเป็นล้นพ้น จึงตรัสถามเขาว่าผู้ใดเป็นคนวาด นายช่างสานพอฟังก็คิดจะเอาความดีเข้าตัวเหมือนดั่งช่างปั้นหม้อ จึงตอบไปว่าตนเป็นคนวาด ซึ่งราชามัททะก็หาได้ทรงเชื่อไม่ ในที่สุดเขาจำต้องกราบทูลความจริงให้ทรงทราบว่าลูกศิษย์คนใหม่เป็นคนวาด เหตุการณ์ซ้ำๆลักษณะนี้ได้เกิดกับนายช่างร้อยมาลัยอีกเช่นกัน ดังนั้นพระมหาสัตว์จึงทรงย้ายสำนักไปเรื่อย จนสุดท้ายได้ทรงมาขอสมัครเป็นลูกมือของสำนักห้องเครื่องต้น(ห้องครัว)หลวง

วันหนึ่งหลังจากเจ้าพนักงานเครื่องต้นได้ปรุงอาหารของพระเจ้ามัททะเสร็จ เขาก็นำอาหารเหล่านั้นใส่กระเช้าเตรียมจะหาบไปให้พระราชาเสวย ก่อนไปเขาได้ให้เนื้อติดกระดูกชิ้นหนึ่งแก่ลูกมือคนใหม่ แล้วบอกว่าให้ไปย่างกินเอง จากนั้นตัวเขาก็หาบกระเช้าเข้าวัง พระมหาสัตว์ครั้นทรงได้เนื้อติดกระดูกมาก็ทรงนำเนื้อชิ้นนั้นขึ้นย่างเตาทันที มันเนื้อเมื่อถูกเปลวไฟบัดนั้นก็เปลี่ยนสภาพกลายเป็นน้ำมัน หยดลงบนถ่านเพลิงสีแดงเสียงดังฉี่ๆ ส่งกลิ่นฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วพระราชวัง ขณะนั้นราชามัททะกำลังจักทรงเปิดฝาครอบภาชนะที่ใส่พระกายาหารอยู่พอดี พอทรงได้กลิ่นเนื้อย่างเข้าพระนาสิก จึงตรัสถามพนักงานเครื่องต้นว่า “ นี่ท่านพ่อครัว ท่านกำลังปิ้งเนื้ออะไรอยู่รึ ไฉนจึงหอมเยี่ยงนี้? ”

เจ้าพนักงานเครื่องต้นพอฟังจึงกราบทูลว่า “ หามิได้พระเจ้าข้า ข้าพระองค์มิได้ปิ้งเนื้อใด กลิ่นที่หอมเพลานี้เห็นทีคงจักเป็นเนื้อติดกระดูกที่ข้าพระองค์ให้ลูกมือคนใหม่ปิ้งบริโภคเองพระเจ้าข้า ” ราชามัททะพอทรงสดับจึงทรงรับสั่งให้เขาไปนำชิ้นเนื้อนั้นมาให้พระองค์ลองชิมดู ดังนั้นเขาจึงรีบกลับไปยังห้องเครื่องต้นนำเอาเนื้อดังกล่าวมาให้พระองค์ พอเขาส่งชิ้นเนื้อให้ จอมราชาก็ทรงค่อยๆหยิบขึ้นมาแตะที่พระชิวหา ทันทีที่พระชิวหาทรงสัมผัสกับชิ้นเนื้อเท่านั้น รสชาติแห่งความอร่อยจนสุดบรรยายก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งพระวรกาย ทำให้พระองค์ถึงกับไม่อาจทรงหยุดเสวยได้ จนเหลือแต่กระดูกขาวโพลนนั่นแล จึงทรงยอมวางมันลง

พอเสวยเสร็จพระองค์ก็ตรัสให้มหาดเล็กไปนำทรัพย์มาหนึ่งพันกหาปณะฝากพนักงานเครื่องต้นไปมอบให้กับเจ้าลูกมือคนใหม่ จากนั้นก็ทรงมีพระบัญชาต่อเขาว่าตั้งแต่นี้ไปเขาไม่ต้องปรุงพระกายาหารให้พระองค์แลพระธิดาแล้ว แต่ให้เจ้าลูกมือคนใหม่นี้เป็นผู้ปรุงแทน พนักงานเครื่องต้นพอรับพระบัญชาจึงไปบอกพระมหาสัตว์ตามที่ราชามัททะตรัส พร้อมกันนั้นก็ยื่นทรัพย์หนึ่งพันกหาปณะให้กับพระองค์ พระเจ้ากุสราชพอทรงสดับคำบอกของพนักงานเครื่องต้นก็ให้ทรงยินดีเป็นอย่างยิ่ง ทรงรู้ว่าความปรารถนาของพระองค์ได้สำฤทธิ์ผลแล้ว อีกไม่ช้าพระองค์จักทรงได้เห็นพระพักตร์ของพระนางประภาวดีแล้ว ดังนั้นจึงทรงยกทรัพย์หนึ่งพันนั้นให้กับพนักงานเครื่องต้นไปเพื่อเป็นการตอบแทน

เช้ารุ่งขึ้นหลังจากที่ทรงได้รับพระบัญชาจากราชามัททะให้ทรงทำหน้าที่เป็นพ่อครัว พระมหาสัตว์ก็ทรงตื่นบรรทมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเพื่อมาจัดทำพระกายาหารสำหรับพระราชาแลพระราชธิดาทั้งแปด พอทำเสร็จก็ทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวยไปส่งที่ตำหนักขององค์ราชา จากนั้นจึงเสด็จไปยังตำหนักของพระนางประภาวดีแลพระราชธิดาทั้งเจ็ด พระนางประภาวดีพอทรงทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวยมาก็ทรงดำริว่า

“ ราชากุสราชผู้นี้แสร้งมาทำงานเยี่ยงพวกทาสกรรมกรทำกัน ช่างไม่คำนึงถึงเกียรติแลศักดิ์ศรีแห่งกษัตริย์เลย หากเราจักนิ่งเฉยเธอก็จะสำคัญว่าเราปรารถนาในตัวเธอ แลก็คงจะไม่ไปไหน คงจักเฝ้าจับจ้องมองเราอยู่แต่ในที่นี้แห่งเดียว ฉะนั้นเราควรจักไล่พระองค์ไปเสียดีกว่า ไม่ให้อยู่แม้เพียงชั่วครู่หนึ่ง จึงจักเป็นการดีที่สุด! ” พอทรงดำริดังนั้นจึงทรงเอาพระหัตถ์ข้างหนึ่งยึดบานประตูไว้ ส่วนอีกบานก็ทรงใส่ลิ่มเสีย จากนั้นจึงตรัสกับพระมหาสัตว์ผู้เป็นพระสวามีว่า “ พระองค์ทรงหาบกระเช้าใหญ่มาด้วยพระทัยไม่ซื่อตรง คงจักเสวยทุกข์ทั้งกลางวันแหละกลางคืนเสียเป็นแน่ ขอเชิญพระองค์เสด็จกลับกรุงกุสาวดีไปเถิด หม่อมฉันไม่ปรารถนาให้พระองค์ผู้มีผิวพรรณทรามอยู่ ณ ที่นี้! ”

พระโพธิสัตว์ครั้นทรงสดับวาจาเสียดสีของพระนางก็ให้ทรงดีพระทัยว่าพระชายาทรงกล่าววาจาด้วย จึงตรัสไปว่า “ ประภาวดีเอ๋ย! พี่ติดใจในผิวพรรณของเจ้าจึงจากเมืองกุสาวดีมาหาเจ้าถึงที่นี่ พี่มีความพอใจที่ได้เห็นเจ้าจึงยอมทิ้งบ้านเมืองมา หวังจักได้รื่นรมย์อยู่ในพระราชนิเวศน์ของเจ้า ดูก่อนน้องนาง พี่ลุ่มหลงเจ้าจนไม่รู้ว่าพี่นั้นมาจากทิศไหน แล้วจักไปต่อยังทิศไหน พี่หลงใหลในดวงเนตรอันแจ่มใสดุจดวงตามฤค(กวาง)ของเจ้าผู้ทรงภูษากรองทอง แลห้อยสังวาลทอง โปรดเถิดเจ้าผู้มีตะโพกอันผึ่งผาย พี่ต้องการแต่เจ้าเท่านั้น พี่ไม่ปรารถนาพระราชสมบัติใดๆเลย! ” พระนางประภาวดีพอทรงสดับคำพูดเกี้ยวพาราสีของพระเจ้ากุสราช จึงทรงดำริว่า

“ ขนาดเรากล่าวถ้อยคำขับไล่ไสส่ง หวังจักให้ท้าวเธอเจ็บแสบ แต่จอมกษัตริย์พระองค์นี้ยังกลับมาพูดเกี้ยวพาเราได้ ช่างเป็นผู้ที่ดื้อด้านเสียจริง! หากท้าวเธอจักอ้างสิทธิ์ว่าเป็นพระสวามีของเราแล้วเข้ามาจับมือถือแขนใครเล่าจะห้ามเธอได้? แลหากมีใครผ่านมาแล้วได้ยินคำโต้ตอบของเราทั้งสอง ความลับที่พระเจ้ากุสราชเสด็จมายังกรุงสาคละก็คงจักต้องรับรู้ถึงพระกรรณของเสด็จพ่อเป็นแน่! ” พอทรงดำริดังนี้พระชายาประภาวดีก็ทรงรู้สึกนึกกลัวขึ้นมา จึงทรงรีบปิดบานทวารพร้อมกับใส่ลิ่มเสด็จเข้าข้างในทันที ด้านพระมหาสัตว์เมื่อทรงเห็นพระนางปิดบานทวาร จึงทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวยไปยังห้องพระราชธิดาองค์อื่นๆต่อ

พอคล้อยหลังพระมหาสัตว์ได้สักพัก องค์เทวีก็ทรงให้นางค่อมผู้เป็นพระพี่เลี้ยงไปขนเอาพระกายาหารที่วางอยู่หน้าห้องเข้ามา แล้วก็ทรงยกอาหารเหล่านั้นให้นางรับประทาน ส่วนตัวพระเทวีเองกลับตรัสให้นางค่อมเอาอาหารส่วนของนางมาให้พระองค์เสวยแทน แลทรงให้นางไปเก็บผักในพระราชอุทยานหลวงมาหุงต้มเป็นภัตตาหารเพิ่มให้กับพระองค์ พร้อมกันนั้นก็ทรงกำชับนางมิให้บอกเรื่องนี้ให้กับผู้ใดล่วงรู้เป็นอันขาด นับแต่นั้นนางค่อมผู้โชคดีก็เลยได้ลาภปากเป็นเครื่องเสวยอันโอชะอย่างไม่คิดไม่ฝันมาก่อน ส่วนอาหารชั้นเลวของตนก็น้อมถวายให้กับพระนางประภาวดีเสวยไป!

จำเนียรกาลผ่านไป หลังจากพระเจ้ากุสราชได้ทรงตอบโต้ถ้อยคำกับพระนางประภาวดีในเช้าวันนั้นแล้ว จนบัดนี้พระองค์ก็ยังมิได้ทรงเห็นพระพักตร์ของพระนางเลย ทำให้เกิดความกังขาว่าพระนางยังจักทรงมีความรักใคร่ในพระองค์อยู่หรือไม่ ดังนั้นจึงทรงคิดจักทดสอบดู เช้าวันหนึ่งหลังจากทรงถวายพระกายาหารให้กับพระราชธิดาทุกพระองค์แล้ว พระมหาสัตว์ก็ทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวยย้อนมาทางห้องพระนางประภาวดี พอถึงหน้าห้องก็ทรงกระทืบพระบาทลงบนพื้นเสียงดังสนั่นจนภาชนะในกระเช้ากระทบกันเกรียวกราว จากนั้นก็ทรงถอนพระทัยเฮือกใหญ่ พร้อมกับทรงแกล้งฟุบลงกับพื้นทำประหนึ่งว่าถึงแก่วิสัญญีภาพ

ลำดับนั้นพระนางประภาวดีซึ่งประทับอยู่ในห้อง พอทรงสดับเสียงตึงตังโครมใหญ่ก็ทรงตกพระทัย ทรงรีบเปิดบานทวารออกมา พอทรงเห็นพระโพธิสัตว์ถูกไม้คานเครื่องเสวยทับพระอุระอยู่จึงทรงดำริว่า “ พระเจ้ากุสราชพระองค์นี้ทรงเป็นผู้หยิ่งในศักดิ์ศรีเป็นอย่างยิ่ง ทรงยอมทนความลำบากทั้งกลางวันแลกลางคืนก็เพราะมีเราเป็นเหตุ พระองค์ทรงเป็นสุขุมาลชาติ(ผู้ดีมีตระกูล)มาแต่กำเนิด มิเคยตรากตรำงานหนักมาก่อน ครั้งนี้ถูกหาบเครื่องเสวยทับเอาไม่รู้ว่ายังจักทรงมีพระชนม์ชีพอยู่หรือเปล่า? หรือว่าจักทรงสิ้นพระชนม์ไปแล้ว? ” พอทรงดำริดังนั้นจึงเสด็จออกจากห้องมาทรงก้มดูว่าจอมราชันย์ยังมีพระปัสสาสะ(ลมหายใจ)อยู่หรือไม่

ฝ่ายจอมกษัตริย์ที่ทรงแสร้งทำเป็นสลบ พอทรงเห็นพระชายาทรงก้มพระพักตร์มา ทันใดนั้นก็ทรงถ่มพระเขฬะ(น้ำลาย)ไปที่พระวรกายพระนางทันที ฝ่ายองค์เทวีไม่ทรงคิดว่าจู่ๆจักถูกพระเจ้ากุสราชทรงแกล้งด้วยพระกิริยาที่ต่ำทรามเยี่ยงนี้ จึงทรงมีพระพิโรธโกรธกริ้วขึ้นมาทันใด ทรงเผลอกิริยาผรุสวาทออกไปว่า “ ดูก่อนราชากุสราช ผู้ใดปรารถนาคนที่เขาไม่ปรารถนาตน ผู้นั้นย่อมมีแต่ความไม่เจริญ หม่อมฉันไม่ได้รักพระองค์พระองค์ก็จะบังคับให้หม่อมฉันรัก ก็ในเมื่อคนเขาไม่รักไยพระองค์ยังปรารถนาให้เขารักอีก! ”

พระมหาสัตว์ครั้นทรงถูกพระชายาด่าว่ากลับมิได้ทรงโกรธเคืองแม้แต่น้อย เนื่องด้วยในพระทัยล้วนมีแต่ความปฏิพัทธ์รักใคร่ในองค์เทวี ดังนั้นจึงตรัสกลับไปว่า “ ดูก่อนโฉมงาม นรชนใดได้คนที่เขาไม่รักมาเป็นคนรัก เราสรรเสริญการได้นี้ว่าเป็นสิ่งดี การไม่ได้ต่างหากที่เป็นความชั่วช้า! ” พอพระเจ้ากุสราชตรัสดังนั้นพระนางก็ยิ่งทรงโกรธเข้าไปใหญ่ จึงตรัสสวนมาด้วยพระสุรเสียงที่แข็งกร้าวว่า “ พระองค์ทรงปรารถนาหม่อมฉันแต่หม่อมฉันไม่ปรารถนาพระองค์ เปรียบไปก็เหมือนบุรุษโง่เขลาเอาไม้กรรณิการ์มางัดเพชรที่ฝังอยู่ในหิน เหมือนผู้โง่งมเอาตาข่ายมาดักลมปานฉะนั้น ซึ่งการกระทำทั้งสองย่อมมิอาจเป็นไปได้! ”

จอมราชาพอทรงสดับจึงตรัสไปว่า “ เพชรนี้คงฝังอยู่ในใจที่อ่อน ละมุนของเจ้าเป็นแน่ เพราะตั้งแต่พี่เหยียบอยู่บนแผ่นดินของกรุงสาคละพี่ยังไม่เคยได้รับความชื่นชมจากเจ้าเลย น้องพี่ยังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมองดูพี่อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ตราบใดที่เจ้ายังคงแสดงกิริยาเยี่ยงนี้ ตราบนั้นพี่ก็คงต้องเป็นพนักงานเครื่องต้นคอยทำอาหารให้เจ้าเสวยอยู่อย่างนี้เรื่อยไป ต่อเมื่อใดที่เจ้ายิ้มแย้มให้พี่ เมื่อนั้นแลพี่ก็จะเลิกเป็นพนักงานเครื่องต้น จักกลับไปเป็นราชากุสราชของเจ้าดังเดิม ”

พระราชธิดาพอทรงสดับพระดำรัสของพระมหาสัตว์จึงทรงดำริว่า “ ราชากุสราชผู้นี้ยิ่งพูดก็ยิ่งเซ้าซี้ขึ้นเรื่อยๆ เห็นทีเราจักกล่าวคำมุสาวาทให้ท้าวเธอหนีไปจากที่นี้ด้วยอุบายดีกว่า ” พอทรงดำริดังนี้จึงตรัสว่า “ ข้าแต่จอมกษัตริย์ โหรแคว้นมัททะเคยทำนายหม่อมฉันว่า พระสวามีของหม่อมฉันไม่ใช่พระองค์ผู้เป็นราชาแห่งแคว้นมัลละแน่นอน! พวกเขายังสัญญาว่าหากพวกเขาทำนายผิดจักยอมให้หม่อมฉันบั่นร่างออกเป็น ๗ ท่อนเลย ” จอมราชันย์พอทรงสดับก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ขบขัน จากนั้นจึงตรัสกลับไปบ้างว่า

“ ดูก่อนน้องหญิง โหรแคว้นมัลละก็เคยทำนายพี่เช่นกัน พวกเขาบอกว่าพระมเหสีของพระเจ้ากุสราชผู้มีพระสุรเสียงดุจราชสีห์ นอกจากพระธิดาองค์ใหญ่แห่งกรุงสาคละแล้ว พระราชธิดาเมืองไหนก็มิคู่ควรกับจอมราชันย์เยี่ยงพี่ได้! ” พระนางประภาวดีพอทรงสดับก็ทรงให้มีพระโมโหโกรธามากยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่ทราบจักทรงตอบโต้ราชันย์ผู้มีพระพักตร์ด้านทนพระองค์นี้ได้อย่างไร ประโยชน์อะไรเล่าที่จักทรงมายืนโต้เถียงอยู่อย่างนี้ จึงเสด็จลงส้นพระบาทดังตึงๆเข้าห้องไป พร้อมกันนั้นก็ทรงปิดบานทวารดังโครมใหญ่ใส่พระพักตร์ราชากุสราช ด้านพระมหาสัตว์พอทรงเห็นดังนั้นก็ทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวยกลับยังที่พำนักแห่งพระองค์เช่นกัน นับแต่นั้นทั้งสองพระองค์ก็ไม่ได้ทรงพบหน้าค่าตากันอีกเลย!

กล่าวถึงพระมหาสัตว์ ตั้งแต่ทรงรับหน้าที่เป็นพนักงานเครื่องต้นพระองค์ก็ทรงได้รับความลำบากลำบนเป็นอย่างยิ่ง นอกจากจักทรงทำพระกายาหารยังมิพอ ยังต้องทรงผ่าฟืน ทรงล้างภาชนะน้อยใหญ่ พอทรงล้างเสร็จยังต้องเสด็จไปหาบน้ำ แม้แต่ยามบรรทมก็ยังต้องบรรทมอยู่ข้างรางน้ำ ตื่นบรรทมก็ต้องตื่นแต่เช้าตรู่ ต้องเสวยทุกข์ทรมานแสนสาหัสก็เพราะเหตุคือกามารมณ์ ความหลงใหลในพระรูปโฉมของพระนางประภาวดีแต่ เพียงอย่างเดียว! วันหนึ่งพระองค์ทรงเห็นนางค่อมผู้เป็นพระพี่เลี้ยงเดินผ่านมาทางห้องเครื่องต้นจึงตรัสเรียกนาง แต่นางขุชชาผู้นี้พอได้ยินแทนที่จะหยุดรีบเข้าไปหาพระองค์ ที่ไหนได้กลับเร่งฝีเท้าหนีไปเสียยังงั้น ดังนั้นพระ องค์จึงรีบเสด็จตาม พอไปทันจึงตรัสกับนางว่า

“ นี่แน่ะค่อมเอ๋ย! นายเจ้านี่ช่างจิตใจแข็งกระด้างเสียเหลือเกิน เรามาอยู่วังเจ้านานเพียงนี้ คำถามไถ่เจ็บไข้ไม่สบายสักคำ ก็ยังไม่เคยได้ยินจากปากนางเลย ยกเรื่องของกินของใช้ไม่ต้องพูดถึง ผ้าสักท่อนหมอนสักใบไม่เคยจักมีน้ำจิตน้ำใจหยิบยื่นให้ แต่ไม่เป็นไร เรื่องพวกนี้เราไม่ติดใจ ว่าแต่เจ้าเถิด เจ้าจักทำอะไรให้เราสักอย่างได้หรือไม่ อย่างเช่นจงพานายเจ้ามาพบเราสักครั้งจะได้มั้ย? หากเจ้าทำได้เราจะให้สร้อยคอทองคำแก่เจ้าเส้นหนึ่ง!” นางค่อมพอฟังว่าจอมกษัตริย์จะให้สร้อยคอทองคำก็ตาลุกวาว รีบทูลไปว่า “ ข้าแต่พระองค์ผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตา หากพระองค์สัญญาจะให้สร้อยทองแก่หม่อมฉัน อย่างนั้นขอพระองค์เชิญเสด็จกลับที่พำนักก่อนเถิด อีกสามวันหม่อมฉันสัญญาจักพาองค์เทวีมาพบพระองค์แน่นอน ขอจงทรงรอฟังข่าวดีนี้เถิด ” พอทูลดังนั้นแล้วนางก็ขอพระราชอนุญาตกลับไปยังพระตำหนักของพระธิดา

ถัดจากนั้นสองวันนางก็ทำทีเข้าไปทำความสะอาดห้องประทับขององค์เทวี แต่ครั้งนี้นางเก็บกวาดเสียจนเรียบรื่นเป็นพิเศษ ไม่เหลือสิ่งของใดๆพอที่จะใช้หยิบจับได้ แม้แต่รองพระบาทนางก็นำออกไปไว้นอกห้อง จากนั้นก็ลากม้านั่งตัวหนึ่งมาวางคร่อมระหว่างธรณีประตู แล้วก็ลากอีกตัวหนึ่งมาวางไว้ด้านตรงข้ามสำหรับใช้เป็นที่พาดพระบาท เสร็จแล้วนางก็นั่งลงบนม้านั่งตัวที่คร่อมธรณีประตูพร้อมกับทูลเรียกพระนางประภาวดีให้เสด็จมานอนบนตักนาง เดี๋ยวนางจักหาเหาบนพระเศียรให้ ระหว่างที่องค์เทวีกำลังทรงหลับพระเนตรอยู่บนตักพระพี่เลี้ยงอย่างสบายนั้นนางค่อมก็รูดเอาไข่เหาบนเส้นผมตนกำไว้ในมือ จากนั้นก็แสร้งเป็นอุทานว่า“ ตายจริง! พระเศียรพระธิดามีไข่เหาอยู่เต็มเลยเพคะ ” ว่าแล้วนางก็แบมือให้พระนางประภาวดีทรงทอดพระเนตรดู “ ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อมจักจัดการให้เกลี้ยงเลย ขอพระธิดาทรงสบายพระทัยได้ ”

ขณะที่มือแกล้งทำเป็นแหวกหาเหาปากก็พร่ำพรรณนาถึงความทุกข์ยากของพระมหาสัตว์ว่า “ น่าสงสารองค์ราชากุสราชเสียจริงเพคะ ทรงยอมสละได้แม้พระราชบัลลังก์แห่งแคว้นมัลละเพื่อสตรีอันเป็นที่รัก ทรงยอมลำบากลำบนแม้จักต้องทรงลุกขึ้นมาหุงหาพระกายาหารตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง พอหุงเสร็จก็ต้องทรงหาบเครื่องเสวยตะรอนๆไปตามพระตำหนักต่างๆ พอทุกพระองค์เสวยเสร็จก็ต้องทรงตามมาเก็บพวกถ้วยโถโอชามที่ใช้แล้วนำไปล้าง พอทรงล้างเสร็จจักพักสักหน่อยก็ได้เพลามื้อกลางวันอีกแล้ว ทรงต้องทำพระกายาหารต่ออีก หมุนไปวนมาอยู่อย่างนี้จนล่วงเข้าไปเที่ยงคืนสองยามถึงจักได้บรรทม ทั้งนี้ก็เพราะทรงหวังจักได้เห็นหน้านางอันเป็นที่รักเท่านั้นก็พอแล้ว ค่าจ้างค่าแรงก็มิได้ทรงเรียกร้องแต่อย่างใด ทรงหวังเพียงคำปฏิสันถารจากหญิงคนรักเวลาบังเอิญได้มาพบกันก็ทรงดีพระทัยแล้ว แต่นี่แม้เพียงคำพูดสักคำท้าวเธอก็ยังมิเคยทรงได้ยินจากพระโอษฐ์ของนางเลย ช่างเป็นชายชาติอาชาไนยผู้น่าสงสารเสียจริง! ”

พระนางประภาวดีพอทรงสดับคำของพี่เลี้ยงก็ทรงให้มีพระพิโรธโกรธกริ้วขึ้นมาทันใด จึงทรงลุกขึ้นจากตักนางค่อมพร้อมกับทรงตวาดออกไปว่า “ จงหุบปากบัดเดี๋ยวนี้นางขุชชา! เจ้ามิได้เกรงว่าจักถูกเราตัดลิ้นฤา ไฉนจึงกล้ากล่าววาจาจาบจ้วงเพียงนี้ ” ลำดับนั้นนางค่อมเห็นพระธิดาทรงโกรธกริ้วจึงตัดสินใจผลักพระนางเข้าไปในห้อง ส่วนตนก็รีบออกจากห้องพร้อมกับปิดบานประตูดึงเชือกชักลูกดาล (กลอนประตู) มาเก็บไว้ พระนางประภาวดีเมื่อไม่มีเชือกชักลูกดาลก็มิอาจที่จะทรงเปิดบานทวารออกจากห้องได้ จึงทรงทุบบานทวารอยู่ด้านในพร้อมกับตรัสให้นางค่อมรีบเปิดบานทวารด่วน นางขุชชาซึ่งยืนอยู่ด้านนอกเพื่อจักเกลี้ยกล่อมพระนางจึงทูลว่า

“ ข้าแต่พระแม่เจ้า รูปร่างของท่านนอกจากจักดูงดงามยามมองแล้ว ที่เหลือยังจักมีประโยชน์อันใดเล่า มันสามารถจักยังชีวิตผู้คนให้อยู่ได้เหมือนอาหารหรือ? พระเจ้ากุสราชแม้ทรงมีพระรูปโฉมมิเทียบพระองค์ แต่คุณสมบัติอย่างอื่นกษัตริย์ทั่วทั้งชมพูทวีปหาเทียบได้ไม่ ทรงเป็นมหาราช ทรงเป็นนักปราชญ์เรืองปัญญา ทรงเป็นราชาที่มีทรัพย์มหาศาล ทรงมีทแกล้วทหารเป็นอันมาก ทรงมีพระราชอาณาจักรกว้างใหญ่ ทรงมีพระทัยรักศิลปะ ทรงมีทักษะด้านการยุทธ์ ทรงมีพระสุรเสียงประดุจราชสีห์ ทรงชำนาญดนตรีการขับร้อง ขอจงทรงไตร่ตรองให้ดีเถิดว่าบุรุษทั่วทั้งแผ่นดิน ยังจักมีผู้ใดมีความสามารถเสมอจอมราชันย์! ขอพระนางจงทรงกระทำความรักให้บังเกิดกับท้าวเธอเถิด ”

พระนางประภาวดีเมื่อทรงสดับคุณสมบัตินานัปการของพระสวามีแทนที่จักทรงคล้อยตาม ที่ไหนได้กลับยิ่งทรงมีพระโมโหโกรธามากเข้าไปใหญ่ ทรงตวาดกลับไปว่า “ เหม่! นางขุชชาค่อม เจ้านี่ช่างเป็นคนอกตัญญูเสียจริง เจ้าคิดจะขู่เรารึ? ” พี่เลี้ยงค่อมพอฟังจึงตอบไปว่า “ หม่อมฉันมิได้ขู่ หากคอยปกป้องพระนางต่างหาก ที่ผ่านมาหม่อมฉันมิได้ทูลองค์เหนือหัวว่าพระเจ้ากุสราชเสด็จมาถึงกรุงสาคละแล้วตั้งแต่เมื่อเจ็ดเดือนก่อน ก็เพราะเห็นแก่พระนาง อย่างไรเสียเพลานี้จักเข้าไปทูลให้ทรงทราบเลยก็แล้วกัน! ” องค์เทวีพอทรงสดับดังนั้นก็ให้ทรงเกรงว่าจักมีผู้อื่นแอบได้ยิน จึงทรงจำพระทัยยอมรับปากพี่เลี้ยงแต่โดยดี

ฝ่ายพระมหาสัตว์หลังจากทรงรอนางค่อมอยู่เพียงแค่หนึ่งวันแต่ยังไม่ทรงเห็นนางมารายงาน ก็ให้ทรงรู้สึกกระวนกระวายพระทัยขึ้นมา ไหนจักทรงลำบากเรื่องที่หลับที่บรรทม ไหนจักต้องทรงงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ จึงทรงดำริว่านางค่อมนี้เห็นทีจักพึ่งไม่ได้เสียเป็นแน่ แม้จักทรงอยู่ที่นี่ต่อก็คงไม่มีโอกาสที่จักทรงได้เห็นพระพักตร์ของพระชายาอยู่ดี ดังนั้นจึงทรงเกิดความคิดจะกลับแคว้นมัลละไปเยี่ยมพระราชมารดาแลพระราชบิดา เพลานั้นท้าวสักกเทวราชผู้ทรงเฝ้าดูพฤติการณ์ของพระมหาสัตว์มาตลอด พอทรงเห็นองค์โพธิสัตว์ทรงท้อพระ ทัยจึงทรงดำริขึ้น “ ราชากุสราชไม่ได้เห็นพระนางประภาวดีมาถึง ๗ เดือน ครั้งนี้เราจักทำให้เธอสมประสงค์! ” ดังนั้นจึงทรงเนรมิตขบวนราชทูต ๗ ขบวนแสร้งเป็นราชทูตจากกรุงสาคละเดินทางไปยังแคว้น ๗ แคว้นเพื่อส่งสาสน์ให้พระราชาแคว้นนั้นๆทราบว่าพระนางประภาวดีทรงเป็นอิสสระจากพระเจ้ากุสราชแล้ว แลขณะนี้กำลังประทับอยู่ที่กรุงสาคละ หากพระราชาเมืองใดทรงมีพระประสงค์จักรับพระนางไปเป็นพระชายา ก็จงเสด็จไปรับเอาเถิด

พระราชาทั้ง ๗ พอทราบ แต่ละแคว้นจึงต่างพากันยกกองทัพมารับเอาตัวพระนางด้วยตนเอง พอเสด็จมาถึงเขตพระนครชั้นนอกของกรุงสาคละถึงทราบว่ามิได้มีแต่พระองค์เพียงองค์เดียว แต่ยังมีกษัตริย์อีกถึง ๖ แคว้นก็ทรงมีพระประสงค์เช่นเดียวกัน พอทรงทราบดังนั้นกษัตริย์แต่ละแคว้นก็ทรงให้มีพิโรธโกรธกริ้วพระเจ้ามัททะขึ้นมาทันใด พากันปรารภซึ่งกันและกันว่า “ ราชามัททะนี่ช่างกระไร ตนเองมีลูกสาวอยู่คนเดียวแต่จะยกให้คน ๗ คน ท่านทั้งหลายจงดูความประพฤติอันไม่สมควรของพระเจ้ามัททะเถิด สงสัยคงจักเห็นพวกเราเป็นดั่งทารกอมมือกระมัง จึงแกล้งหยอกล้อเยี่ยงนี้? ข้าพเจ้าเห็นว่าพวกเราจงช่วยกันจับท้าวเธอมาลงโทษเสียเถิด! ” แต่ละพระองค์เมื่อต่างก็ทรงมีความเห็นตรงกัน ดังนั้นกษัตริย์ทั้งเจ็ดแคว้นจึงส่งพระราชสาสน์ไปยังราชามัททะให้ส่งพระนางประภาวดีมาให้ตน มิฉะนั้นแล้วกรุงสาคละจักต้องเรียบเป็นหน้ากลอง

ฝ่ายพระเจ้า มัททราชผู้ทรงไม่รู้เรื่องรู้ราว พอทรงสดับพระราชสาสน์ก็ให้ทรงตกพระทัยเป็นอย่างยิ่ง รีบตรัสเรียกเสนาอำมาตย์ตลอดจนแม่ทัพทั้งหลายเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นการด่วน บรรดาเสนาอำมาตย์หลังจากที่ปรึกษากันจึงทูลว่า “ ขอเดชะ! พระราชาทั้ง ๗ แคว้นเสด็จมาก็เพราะประสงค์จักได้พระราชธิดาประภาวดีไปเป็นพระชายา หากพระองค์มิทรงยกพระนางให้ ท้าวเธอก็จักยกพลพังกำแพงเมืองเข้ามา ครานั้นเห็นทีแคว้นเราคงจักต้องถึงกาลย่อยยับเสียเป็นแน่! ก่อนที่กำแพงเมืองจักพังพวกกระหม่อมเห็นว่าพระองค์ควรจักทรงส่งพระราชธิดาไปให้กษัตริย์เหล่านั้นเสียพระเจ้าข้า ” ราชามัททะพอทรงสดับก็ทรงคำนึงขึ้น

“ หากเรายกลูกสาวให้กษัตริย์เมืองใดเมืองหนึ่ง กษัตริย์ที่เหลือก็คงจักต้องทำการรบเป็นแน่ ฉะนั้นเราไม่อาจยกนางให้กษัตริย์เมืองใดได้ แต่ถ้าไม่ยกนางให้กษัตริย์เมืองใด เห็นทีกรุงสาคละครั้งนี้ก็คงจักต้องพินาศไม่เหลือแม้แต่ซากปรักหักพังเช่นกัน เฮ้อ! ช่างยากไขเสียจริง ก็นางลูกไม่รักดีคนนี้กลับทิ้งพระราชาผู้เลิศในชมพูทวีปมาเสียได้ด้วยรังเกียจว่ารูปร่างไม่งดงาม บัดนี้เมื่อกรรมตามมาถึง เห็นทีคงต้องปล่อยให้นางรับผลแห่งการกระทำของตนไปแต่เพียงผู้เดียวก็แล้วกัน ” พอทรงดำริดังนี้จึงจำตัดพระทัยตรัสแก่ที่ประชุมว่า

“ ดูก่อนท่านทั้งหลาย ความสงบสุขของบ้านเมืองแลอาณาประชาราษฎร์ต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด ก็พระราชธิดาประภาวดีคือต้นเหตุแห่งปัญหาทั้งมวล ฉะนั้นเพื่อมิให้เหล่าพสกนิกรตลอดจนไพร่พลทั้งหลายต้องมาล้มตาย เราจักสั่งประหารนางลูกไม่รักดีคนนี้เสีย จากนั้นตัดแบ่งร่างนางออกเป็น ๗ ท่อนส่งให้แก่พระราชาทั้งเจ็ดเมือง” พอทรงประกาศออกไปดังนั้นทั่วทั้งท้องพระโรงอันกว้างใหญ่ต่างก็เงียบกริบลงไปราวกับไร้ซึ่งผู้คน บรรดาเสนาอำมาตย์ตลอดจนแม่ทัพนายกองพวกเขาต่างก็ตกตะลึงกันไปตามๆกัน ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าองค์ราชาจักทรงตัดสินพระทัยเยี่ยงนั้น นางกำนัลผู้หนึ่งซึ่งนั่งอยู่ด้านนอกพอได้ยินก็ไม่รอช้า รีบปลีกกายมาทูลให้พระนางประภาวดีทรงรับทราบทันที องค์เทวีผู้มีผิวผ่องดั่งทองคำ ทรงผ้าโกไสยพัสตร์ พอทรงสดับเรื่องที่นางกำนัลเล่าถวายก็ถึงกับทรงมีสีพระพักตร์ซีดเผือดลงพลัน พระเนตรทั้งสองอาบนองไปด้วยพระอัสสุชล รีบเสด็จไปยังตำหนักของพระมารดาทันใด พอเสด็จไปถึงก็ทรงฟูมฟายต่อหน้าพระพักตร์ว่า

“ ข้าแต่พระมารดา ขอพระมารจงจดจำดวงหน้าอันงดงามของลูก ดวงเนตรอันสุกสกาว แลผิวที่ผ่องเป็นนวลใยนี้เถิด อีกไม่กี่เพลามันก็จักไม่ปรากฏให้ทรงได้เห็นอีกแล้ว กษัตริย์ทั้งเจ็ดเมืองจักใช้ดาบอันคมกริบเชือดเฉือนมันเสียแล้วโยนทิ้งเสียในป่า ฝูงแร้งกาก็จะพากันมาจิกกินแย่งชิงชิ้นเนื้อเหล่านั้นกันให้สับสนอลหม่าน ฝ่ามือทั้งสองอันอ่อนนุ่มแลมีเล็บแดงชมพูนี้ ก็จะถูกกษัตริย์ทั้งหลายตัดทิ้งแล้วโยนให้ฝูงสุนัขจิ้งจอกกัดแทะกันอย่างเอร็ดอร่อยเมามัน ข้าแต่พระมารดา หากกษัตริย์เหล่านั้นได้นำเอาเนื้อของลูกไปหมดแล้ว ขอพระองค์โปรดทรงขอเอากระดูกของลูกจากพวกเขามาเผาเสียในระหว่างทางเถิด แลขอโปรดทรงสร้างสวนดอกไม้โดยการปลูกต้นกรรณิการ์ไว้ในสถานที่ที่เผาศพลูกด้วยเถิด ยามใดที่ดอกกรรณิการ์เบ่งบานปุยหิมะเริ่มตกในฤดูเหมันต์ กาลนั้นขอพระมารดาโปรดพึงระลึกด้วยว่า ครั้งหนึ่งพระองค์ทรงเคยมีบุตรสาวที่มีผิวพรรณเยี่ยงนี้! ” องค์เทวีเมื่อทรงถูกมรณภัยคุกคามจึงทรงพร่ำเพ้อรำพันต่อพระพักตร์พระมารดาดังราวกับคนบ้าใบ้ไร้สติ

กล่าวถึงพระเจ้ามัททราช เมื่อทรงตัดสินพระทัยเด็ดขาดก็ตรัสให้มหาดเล็กไปนำเอาขวานมา พร้อมกันนั้นก็ทรงให้เขาไปลั่นระฆังเป็นสัญญาณแจ้งเตือนให้เหล่าข้าราชบริพารทั้งหมดมารวมกัน จากนั้นก็ทรงบัญชาให้ทหารผู้หนึ่งไปตามตัวนายเพชฌฆาตมา ลำดับนั้นพระมเหสีแห่งแคว้นมัททะพอทรงทราบว่าพระสวามีทรงรับสั่งให้นายเพชฌฆาตเข้าเฝ้า ก็ทรงลุกออกจากห้องเสด็จไปยังท้องพระโรงทันที พอไปถึงก็ตรัสกับจอมราชาว่า “ พระ องค์จะทรงฆ่าธิดาหม่อมฉันด้วยการบั่นเป็นท่อนแล้วส่งให้กษัตริย์ทั้ง ๗ จริงหรือเพคะ! ” ราชามัททะเมื่อทรงสดับจึงตรัสว่า

“ ดูก่อนพระชายา ก็ธิดาท่านมาทอดทิ้งพระราชาผู้เลิศในชมพูทวีปไปด้วยรังเกียจว่ามีรูปร่างชั่วช้าไยเล่า ที่ผ่านมาท้าวเธอไม่ทรงติดพระทัยเอาความ ก็ถือว่าเป็นโชคเป็นบุญของแคว้นเราแล้ว บัดนี้เมื่อความพินาศกำลังจักกล้ำกลายบ้านเมือง นอกจากหนทางตายแล้ว ไม่มีวิธีอื่นที่จักแก้ไขได้ ฉะนั้นพระราชธิดาประภาวดีจักต้องรับผลแห่งความทะนงในรูปโฉมของตนที่ละทิ้งพระเจ้ากุสราชมา! ” องค์มเหสีพอทรงสดับ ก็เหมือนหนึ่งว่าดวงพระทัยจักแตกสลายเสียให้ได้ ค่อยๆเสด็จกลับยังพระตำหนักราวกับคนไร้ซึ่งวิญญาณ เมื่อเสด็จมาถึงทรงเห็นพระพักตร์ธิดาทรงเปี่ยมไปด้วยพระอัสสุชลเต็มสองเบ้า พระองค์ก็ทรงหลั่งน้ำพระเนตรตามไปด้วย จากนั้นจึงตรัสปลอบพระนางว่า

“ ลูกเอ๋ย! บิดาเจ้าไม่อาจทำตามคำขอของแม่ได้ เห็นทีวันนี้เจ้าคงไม่แคล้วจักต้องไปสู่สำนักแห่งพระยายมเสียเป็นแน่ บุตรคนใดไม่เชื่อฟังบิดามารดาผู้เห็นประโยชน์แห่งลูก หลาน บุตรคนนั้นย่อมรับผลที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันเยี่ยงนี้แล ที่ผ่านมาหากเจ้าไม่ทิ้งราชากุสราชกลับแคว้นตน วันนี้ก็คงไม่มีเรื่องเยี่ยงนี้เป็นแน่ ประภาวดีเอ๋ย! เสียงกลองชัยเภรีที่ดังตึงๆ เสียงช้างศึกที่แผดร้องกึกก้อง เจ้าเห็นตระกูลไหนจักยิ่งใหญ่กว่าตระกูลแห่งพระสวามีเจ้าหรือไม่ ไฉนเจ้าจึงจากมาเสีย? เสียงนกยูงนกดุเหว่าที่กู่ขับขาน เสียงกุมารร้องรำทำเพลง เจ้าเห็นตระกูลไหนจักมีความสุขยิ่งกว่าตระกูลแห่งพระสวามีเจ้าหรือไม่ ไฉนเจ้าจึงจากมาได้? ถ้าวันนี้พระเจ้ากุสราชผู้เป็นจอมราชันย์ประทับอยู่ที่นี่มีหรือกษัตริย์ทั้งเจ็ดนี้จักกล้ามาแสดงกิริยากำแหงถึงปานนี้ คงจะถูกจอมกษัตริย์ขับไล่เสียจนแตกกระเจิงเป็นแน่ แต่นี่เจ้ากลับเป็นผู้ทำลายเกราะคุ้มภัยนี้ลงด้วยตนเอง แล้วเจ้าจะโทษใครเล่า? ”

พอพระมเหสีแห่งแคว้นมัททะตรัสดังนั้น พระนางประภาวดีผู้เปรียบเสมือนบุคคลที่ติดอยู่ในถ้ำอันมืดมิดแหละกำลังไขว่คว้าเปะปะไปตามผนังถ้ำเพื่อหาทางออก อยู่ๆก็พลันเห็นสว่างจากดวงอาทิตย์ที่ส่องเข้ามาทางปากถ้ำ ทรงดำริอยู่ในพระทัยว่า “ ก็พระเจ้ากุสราชผู้ทรงพระปรีชาสามารถเหนือกษัตริย์ใดในชมพูทวีป เพลานี้ก็ทรงอยู่ในพระบรมมหาราชวังแล้วนี่ ทรงทำหน้าที่เป็นพนักงาน เครื่องต้น จำเราจักบอกความจริงให้พระมารดาทราบเสียเถิด ” เมื่อทรงดำริดังนั้นจึงตรัสกับองค์มเหสีว่า “ ข้าแต่พระมารดา ก็พระเจ้ากุสราชผู้มีพระปรีชายอดเยี่ยม สามารถย่ำยีกษัตริย์ทั้ง ๗ ให้พ่ายแพ้ราบคราบได้ เพลานี้พระองค์ก็ทรงอยู่ที่นี่แล้วนี่เพคะ! ”

สืบ ธรรมไทย


ที่มา : .. อรรถกถา กุสชาดก ว่าด้วยพระเจ้ากุสราชลุ่มหลงรูปโฉมของนางประภาวดี ..

DT013120

pt

 เปิดอ่านหน้านี้  1355 

  ความคิดเห็น


RELATED STORIES



จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย