อสุรกายผู้มีกรรม เขียนโดย สืบ ธรรมไทย

 pt   25 พ.ค. 2561

ครั้งหนึ่งยังมีอสุรกายตนหนึ่ง เขาทนทุกข์เพราะความกระหายน้ำมาเป็นเวลาเนิ่นนานนักหนา ตลอดเวลาเขาได้แต่เที่ยวหาน้ำไปตามที่ต่างๆ แต่จักมีสักครั้งที่ประสบพบพานก็หาไม่ จนกระทั่งคืนหนึ่งเขาสะเปะสะปะมาเจอแม่น้ำสายหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ มีความกว้างยาวจนสุดลูกหูลูกตา อารามดีใจจึงรีบวิ่งไป หวังจักดำผุดดำว่ายดื่มกินน้ำในแม่น้ำนี้ให้มันสมใจสักครา

พอถึงชายฝั่งก็ไม่ฟังอีร้าค่าอีรม รีบกระโจนลงไปทันที แต่แทนที่เขาจะได้สัมผัสกับความชุ่มฉ่ำชื่นเย็นของสายน้ำที่ไหนได้ กลับกลายเป็นว่าต้องรีบตาลีตาลานกระโดดโหยงราวกับกุ้งเต้นแทบไม่ทัน เนื่องจากมันมิได้มีความเยือกเย็นของสายน้ำให้รู้สึกเลย มีแต่ความเร่าร้อนราวกับว่ากำลังยืนอยู่บนกองขี้เถ้ายังไงยังงั้น แถมยังมีหมอกควันจากไหนไม่ทราบไหลมาคลุมพื้นที่แถบนั้นเอาไว้อีกจนทำให้เขามองแทบไม่เห็นอะไรเลย

ไฉนจึงเป็นเช่นนี้ได้? ก็เมื่อตะกี้ยังเห็นชัดอยู่ว่ามีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่านอยู่ตรงนี้นี่ แต่ทำไมพอโดดลงมากลับกลายเป็นขี้เถ้าอันร้อนเร่าไปได้? เขาให้รู้สึกงงงวยสงสัยเป็นอย่างยิ่ง

เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะกรรมได้บันดาลให้เขาเห็นและรู้สึกไปเอง ทั้งๆที่ตนก็ยืนอยู่กลางแม่น้ำแท้ๆ แต่กลับไม่รู้ถึงความชุ่มฉ่ำชื่นเย็นของมันเลย!

เขายังคงเดินวนค้นหาน้ำอย่างไม่ยอมย่อท้อ แต่ไม่ว่าจักหาเท่าใดก็หาไม่เจอ จนพระอาทิตย์เริ่มฉายแสงโผล่พ้นขอบฟ้า เป็นสัญญาณบอกว่าบัดนี้ได้เริ่มเข้าสู่รุ่งอรุณของเช้าวันใหม่แล้ว ปรากฏที่ไกลตาออกไปมีกลุ่มของพระภิกษุกลุ่มหนึ่ง ประมาณ ๒๐ ถึง ๓๐ รูป กำลังโคจรบิณฑบาตผ่านมาตามริมฝั่งแม่น้ำสายนี้พอดี

ภิกษุเหล่านั้นพอเข้ามาใกล้เห็นมีคนเดินบนน้ำได้ ก็ให้อัศจรรย์ใจกันไปตามๆกัน ภิกษุรูปหนึ่งอดใจไม่ไหวจึงร้องถามไป “ ดูก่อนท่านผู้นี้เป็นใครรึ? ไฉนจึงเดินบนน้ำได้เล่า? ” อสุรกายซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาค้นหาน้ำ พอได้ยินเสียงร้องจึงหันไป ครั้นเห็นที่บนตลิ่งมีพระกลุ่มหนึ่งกำลังจ้องมาที่ตน จึงตอบไปว่า

“ ข้าแต่ท่านผู้ทรงศีล ข้าพเจ้าเป็นอสุรกายแหละกำลังค้นหาน้ำอยู่เจ้าข้า เมื่อคืนข้าพเจ้าผ่านมาแถวนี้เห็นมีแม่น้ำสายหนึ่งไหลผ่าน ด้วยความดีใจจึงรีบวิ่งมา หวังจักดื่มกินให้สาสมใจสักครา ที่ไหนได้พอโดดลงไปกลับไม่เจอน้ำแม้เพียงน้อยนิด ทุกที่ทุกทิศล้วนมีแต่หมอกควันแลขี้เถ้า แถมยังร้อนเร่าราวกับถ่านเพลิงก็มิปาน ไฉนจึงเป็นเช่นนี้ได้ก็มิทราบ?

แต่ข้าพเจ้าก็ยังเชื่อว่ามันจะต้องมีน้ำอยู่แถวนี้แน่เพราะข้าพเจ้าเห็นเต็มสองตา ดังนั้นจึงพยายามค้นหาอยู่ แต่ทว่าจนบัดนี้แล้วข้าพเจ้าก็ยังหาไม่พบเลยเจ้าข้า ขอพระคุณเจ้าช่วยบอกทีเถิดว่ามีน้ำอยู่ในที่ใดบ้าง? ข้าพเจ้าจักได้เข้าไปดื่มกินดับความกระหายอันทุกข์ทรมานนี้เสีย! ”

ภิกษุทั้งหลายเมื่อฟังต่างก็หันมามองกัน เนื่องจากขณะนี้ตัวเขาก็ยืนอยู่บนแม่น้ำแท้ๆ แต่ไฉนจึงบอกว่าหาน้ำไม่เจอ ภิกษุรูปหนึ่งด้วยความสงสัยจึงร้องถามไป “ ดูก่อนอสุรกาย เวลานี้ตัวท่านก็ยืนอยู่บนแม่น้ำแล้วนี่ ไฉนยังจักถามหาน้ำอีก? ” อสุรกายพอฟังก็ให้ประหลาดใจจึงร้องตอบไปว่า

“ ข้าแต่พระคุณเจ้า อย่าว่าแต่แม่น้ำเลย น้ำแม้เท่ารอยเท้าโคข้าพเจ้าก็ยังมองมิเห็น หากแม้นข้าพเจ้ากล่าวคำเป็นเท็จแล้วไซร้ ก็ขออย่าให้ข้าพเจ้าได้พ้นไปจากสภาพอันทุกข์ทรมานของอสุรกายเลยเจ้าข้า! ” ภิกษุทั้งหลายพอฟังก็ให้รู้สึกสงสารอสุรกายตนนี้ขึ้นมาจับใจ จึงตะโกนบอกให้เขาจงขึ้นมานอนที่บนหาดทรายนี้ เดี๋ยวพวกตนจักช่วยกันตักน้ำมาให้เขาดื่มเอง

ว่าแล้วแต่ละรูปก็กุลีกุจอรีบนำบาตรของตนไปตักน้ำในแม่น้ำขึ้นมากันคนละบาตรสองบาตร จากนั้นก็นำไปกรอกปากให้อสุรกายผู้หิวกระหายตนนี้ดื่ม เหล่าพระคุณเจ้าต่างเทียวปีนขึ้นปีนลงระหว่างชายตลิ่งกับบนตลิ่งอยู่เป็นเวลาครึ่งค่อนวัน จนพระอาทิตย์ได้โคจรมาอยู่ในแนวเกือบจักตรงศีรษะแล้ว ด้วยความเมื่อยล้าภิกษุรูปหนึ่งจึงถามอสุรกายว่า

“ ดูก่อนอสุรกาย น้ำที่พวกอาตมากรอกให้ท่านดื่ม ท่านพอจักได้ลองลิ้มชิมรสชาติจนเป็นที่พอใจแล้วหรือไม่? ” พอพูดจบตัวผู้ถามแลเพื่อนภิกษุทั้งหลายต่างก็พากันวางบาตรลงบนพื้น ทรุดกายลงไปนั่งหอบกันให้สลอน เนื่องจากแต่ละรูปต่างก็ปีนขึ้นปีนลงตลิ่งแม่น้ำจนแทบไม่มีรูปใดมีแรงหลงเหลือกันแล้ว!

ฝ่ายอสุรกายพอเห็นสภาพของเหล่าพระคุณเจ้า เขาก็รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง จึงตอบไปว่า “ ข้าแต่ท่านผู้ทรงศีล น้ำที่พวกท่านกรอกปากให้ข้าพเจ้าดื่มนั้นจักได้มีแม้เพียงสักหยดไหลเข้าปากให้ข้าพเจ้าได้ชุ่มฉ่ำลิ้นนั้น หามีไม่! ถึงพวกท่านจะพยายามเท่าใดก็คงมิเป็นผล รังแต่จะทำให้เสียเวลาไปเปล่าๆ บัดนี้ก็สายมากแล้ว ก่อนจะพ้นข้อกำหนดที่พระศาสดาทรงบัญญัติไว้ ขอพวกท่านจงรีบพากันไปบิณฑบาตภิกขาจารตามกิจของตนเถิด จงอย่าสนใจข้าพเจ้าเลย ด้วยว่ากรรมนั้นเป็นของเฉพาะตน ผู้ใดทำมาอย่างไรก็จำต้องรับกันไปอย่างนั้น

ก่อนจากกันข้าพเจ้าขอวอนพวกท่านโปรดนำเรื่องของข้าพเจ้าไปเล่าเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้กับผู้คนด้วยเถิด จงบอกเขาว่าขณะยังมีชีวิตอยู่จงเร่งทำความดีให้มากเข้าไว้ ตายไปจักได้ไปเกิดในภพภูมิสูงๆ จักได้ไม่ต้องมาทนโศกาอาดูรเหมือนดั่งข้าพเจ้าที่เป็นอสุรกายนี้!”

บรรดาภิกษุเมื่อฟังคำรำพันของอสุรกายผู้มีกรรมแล้ว ต่างก็รู้สึกสลดสังเวชใจเหลือประมาณ แต่ก็อับจนหนทางไม่รู้จะช่วยเหลืออย่างไร สุดท้ายได้แต่ค่อยๆทยอยจากไป ด้วยใจที่สลดหดหู่ .

จากเรื่องที่นำมาเล่าคงเห็นแล้ว สัตว์ในภูมิอสุรกายถึงจักไม่มีใครมาคอยลงโทษเหมือนดังกับสัตว์ในภูมินรกก็จริง แต่พวกเขาก็ต้องทนทุกข์อยู่กับผลบาปที่ตนสร้างไว้ทำไว้ ย้อนมาสนองให้ผล ฉะนั้นหากผู้ใดไม่ปรารถนาจักไปเกิดเป็นสัตว์ภูมินี้ นับแต่นี้ไปก็ขอให้จงขวนขวายสร้างสมแต่คุณงาม กระทำแต่ความดีให้มากเข้าไว้ ตายไปจะได้ไปเกิดเป็นเทวดา จะได้ไม่ต้องมานั่งโศกาเหมือนดั่งกับอสุรกายผู้มีกรรมตนนี้

ด้วยความปรารถนาดี

สืบ ธรรมไทย



ที่มา : พุทธชาดก

DT013120

pt

25 พ.ค. 2561
 เปิดอ่านหน้านี้  3562 

   ความคิดเห็น


RELATED STORIES



จีรัง กรุ๊ป    

 ธรรมะไทย