ละ...ติรัจฉานกถา ....สู่...กถาวัตถุ สิบ



ที่ตั้งแห่ง คำพูด ควรศึกษา
คือกถา วัตถุสิบ หยิบมาให้
สิ่งควรพูด สิ่งควรกล่าว ควรเข้าใจ
ธ ตรัสไว้ อย่าซัดส่าย เพ้อในคำ

ดิรัจฉาน กถา อย่ามากล่าว
พาจิตเขลา เมา หม่น มัว มั่วถลำ
พาจิตปรุง จรุงจิต ชิดระกำ
ทรงตรัสย้ำ อย่ากล่าวไป ไร้ปัญญา

เพราะถ้อยคำ เหล่านี้ ล้วนมีโทษ
ไม่ประกอบ ด้วยประโยชน์ โทษหนักหนา
เป็นถ้อยคำ ไม่เอื้อใน พรหมจรรยา
เป็นกถา ที่ไม่พา สู่นฤพาน

ไม่เป็นไป เพื่อความหน่าย คลายกำหนัด
ไม่สลัด ไม่ดับ สงบ กลบคำขาน
ไม่เป็นไป เพื่อรู้ยิ่ง ดิ่งสู่กราน (ไฟ)
ไม่เป็นไป เพื่อนิพพาน สู่กาฬธรรม


เจริญในธรรมค่ะ



DT09661

กระบี่ไร้เงา




หนึ่ง............อปฺปิจฺฉกถา


ความมักน้อย ในปัจจัย ที่ได้พบ
ปัจจัยสี่ ที่ประสบ ควรสิกขา
ทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม บ่มกายา
อปฺปิจฺฉกถา
เป็นวาจา สนทนากัน

ทรงตรัสไว้ ภิกษุใด ที่มักน้อย
ความเสื่อมถอย อกุศล ดลสู่สัมม์
เป็นบ่อเกิด กำเนิด กุศลธรรม
ความครอบงำ แห่งอกุสลา มาสิ้นไป


เจริญในธรรมค่ะ


ความคิดเห็นที่ 1  / กระบี่ไร้เงา / 6 มิ.ย. 2553 เวลา 22:53 น. 




ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เธอทั้งหลายจงอย่าพูดดิรัจฉานกถา ซึ่งมีหลายอย่าง
คือ พูด
เรื่องพระราชา
เรื่องโจร
เรื่องมหาอำมาตย์
เรื่องกองทัพ
เรื่องรบ
เรื่องข้าว
เรื่องน้ำ
เรื่องผ้า
เรื่องที่นอน
เรื่องดอกไม้
เรื่องของหอม
เรื่องญาติ
เรื่องยาน
เรื่องบ้าน
เรื่องนิคม
เรื่องนคร
เรื่องชนบท
เรื่องสตรี
เรื่องบุรุษ
เรื่องคนกล้าหาญ
เรื่องตรอก
เรื่องท่าน้ำ
เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว
เรื่องเบ็ดเตล็ด
เรื่องโลก
เรื่องทะเล
เรื่องความเจริญ และ ความเสื่อม
ด้วยประการนั้นๆ ข้อนั้นเพราะเหตุไร?


เพราะถ้อยคำนี้ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
ไม่เป็นพรหมจรรย์เบื้องต้น
ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ
เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน



ความคิดเห็นที่ 2  / กระบี่ไร้เงา / 6 มิ.ย. 2553 เวลา 22:58 น. 



เข้ามาทักทายครับ คุณกระบี่ไร้เงา ......ไม่นึกว่าจะเจอ



ที่นี่ มีคุณพลศักดิ์ ด้วยฤา ???^^




ความคิดเห็นที่ 3  / หลับอยู่ / 7 มิ.ย. 2553 เวลา 19:31 น. 




สวัสดีค่ะท่านหลับอยู่ ยินดีที่ได้พบกันค่ะ

ท่านหลับอยู่ มิได้หลับ ตามสมญา
ตื่นเพื่อหา สัทธรรม นำวิถี
เว็ปธรรมะ มีมากมาย ที่เว็ปดี
ข้าฯ กระบี่ จึงยินดี ร่วมเสวนา

กระทู้กถา วัตถุสิบ น่าหยิบกล่าว
เพราะเรื่องราว ควรรู้ ควรสิกขา
จะได้รู้ การเผย เอ่ยวาจา
เป็นดิรัจฉาน กถา ทรงเปรียบไว้

เพื่อจักได้ สร้างสิ่งดี บารมีเกิด
วาจาเลิศ เป็นสัมมา พาสดใส
สัมผัปปลาป วาจา พาฟุ้งไป
เพราะเขาไม่ รู้ความ จึงก่อกรรม

ท่านหลับอยู่ สนทนา อยู่ในกรอบ
วาจาชอบ กอบกิจมา พาสู่สัมม์
ไม่พูดหยาบ ไม่เพ้อเจ้อ เผลอกระทำ
วจีกรรม เป็นกุศล ดลให้เจริญ

กระบี่ฯ ขอ อนุโมทนา กับท่านด้วย
สิ่งที่อวย ล้วนธรรมมา น่าสรรเสริญ
ใช่หลับอยู่ ตามสมญา ว่าเพลิดเพลิน
เห็นอัญเชิญ ความดียิ่ง อิงพระไตรฯ


สาธุ... เจริญในธรรมค่ะ




ความคิดเห็นที่ 4  / กระบี่ไร้เงา / 8 มิ.ย. 2553 เวลา 08:23 น. 



ยังหลับอยู่ รู้เอาแค่ ตามตำรา
ต้องโคตรภู สู่โสดา พาตื่นจริง

พูดจาหยาบ คาบยูทู๊ป ก็มีบ้าง
มิสมอ้าง ข้างคูคู ตามยกยอ

^^


ความคิดเห็นที่ 5  / หลับอยู่ / 8 มิ.ย. 2553 เวลา 09:28 น. 




ตื่นเพื่อเตรียมเสบียงออกจากบ้านเช่า

รู้เอาแค่ ตามตำรา ที่ว่าไว้
แม้ตำรา คือพระไตรฯ นั่นสุดหรู
เพราะบันทึก คำบัณฑิต ศิษย์บรมครู
ใช่ตำรา ที่ตู่ แต่งตามกัน

การตื่นขึ้น จากงมงาย พาหายเศร้า
เพราะน้อมเอา พุทธวาจา มารังสรรค์
สร้างจิตตื่น ลุกขึ้นมา อย่างเร็วพลัน
จากหลับใหล อย่างงมงัน ในกลกาม

ดุจผู้รู้ ว่าอยู่ ในบ้านเช่า
ไม่สู่เขลา ไม่ประมาท ปราศสิ่งหยาม
เตรียมข้าวของ เสบียงไว้ ภายในคาม
สู่ฤกษ์งาม โคตรภูญาณ ก้าวออกมา

ขึ้นสู่ยาน พระภูมี ที่ตรัสไว้
ทิ้งบ้านเช่า ไม่อาลัย ให้ห่วงหา
เป็นผู้รู้ ผู้ตื่นจริง ทิ้งกามา
ท่านหลับอยู่ กล่าววาจา น่าชื่นชม

แม้ยังหลับ อยู่ในบ้าน ด้วยอวิชชา
พาจินตนา เวียนสู่เศร้า เคล้าความขม
ไฉนหนอ จะลอยคอ พ้นจากตม
เคล้าอาจม ในบ้านโทรม คงเวียนวัฏฏ์


เจริญในธรรมค่ะ


ความคิดเห็นที่ 6  / กระบี่ไร้เงา / 8 มิ.ย. 2553 เวลา 10:24 น. 




หนึ่ง............อปฺปิจฺฉกถา


ความมักน้อย ในปัจจัย ที่ได้พบ
ปัจจัยสี่ ที่ประสบ ควรสิกขา
ทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม บ่มกายา
อปฺปิจฺฉกถา
เป็นวาจา สนทนากัน

ทรงตรัสไว้ ภิกษุใด ที่มักน้อย
ความเสื่อมถอย อกุศล ดลสู่สัมม์
เป็นบ่อเกิด กำเนิด กุศลธรรม
ความครอบงำ แห่งอกุสลา มาสิ้นไป





[๖๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่เป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น
หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไป
เหมือนความเป็นผู้มีความมักมาก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เมื่อบุคคลเป็นคนมักมาก
อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น
และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ

[๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น
หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไป
เหมือนความเป็นผู้มีความมักน้อย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เมื่อบุคคลเป็นผู้มักน้อย
กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น
และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ


เจริญในธรรมค่ะ




ความคิดเห็นที่ 7  / กระบี่ไร้เงา / 8 มิ.ย. 2553 เวลา 10:59 น. 





อนุโมทนาด้วยเจ้าค่ะ

ความคิดเห็นที่ 8  / หิ่งห้อยน้อย / 8 มิ.ย. 2553 เวลา 00:08 น. 





สอง ....... สนฺตุฏฺฐิกถา


ความสันโดษ มากประโยชน์ ไร้โทษแน่
จิตมุ่งแต่ ความพอเพียง เลี่ยงตัณหา
สันโดษใน ปัจจัยสี่ ที่มีมา
สนฺตุฏฺฐิ กถา
พาพ้นกาม

สันโดษใน เรื่องอาหาร แห่งการกิน
ไม่ถวิล ฟุ้งเฟ้อไป ให้เข็ดขาม
ทั้งเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม เคยบ่มกาม
ถิ่นอาศัย ในเขตคาม ใช้ตามมี

เพราะจิตที่ ประกอบด้วยศีลขันธ์
สติมั่น สำรวมกาย ไม่สิ้นศรี
สัมปชัญญ์มั่น สังวรไว้ ในอินทรีย์
กถาวาที สิ่งที่สอง โปรดตรองดู


เจริญในธรรมค่ะ


ความคิดเห็นที่ 9  / กระบี่ไร้เงา / 9 มิ.ย. 2553 เวลา 22:02 น. 




ดูกรภิกษุทั้งหลาย
กถาวัตถุ ๑๐ ประการนี้ ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ
อปฺปิจฺฉกถา ๑
สนฺตุฏฺฐิกถา ๑

...............


ดูกรภิกษุทั้งหลาย
หากว่าเธอทั้งหลายยึดถือเอากถาวัตถุทั้ง ๑๐ ประการนี้แล้ว กล่าวเป็นกถาไซร้
เธอทั้งหลายพึงครอบงำเดชแม้ของ พระจันทร์และพระอาทิตย์
ผู้มีฤทธิ์มีอานุภาพมาก อย่างนี้ด้วยเดชได้
จะป่วยกล่าวไปไยถึงปริพาชกอัญญเดียรถีย์ทั้งหลายเล่า ฯ





[๑๒๔] ดูกรมหาบพิตร อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ?
ดูกรมหาบพิตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย
ด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้อง
เธอจะไปทางทิสาภาคใดๆ ก็ถือไปได้เอง

ดูกรมหาบพิตร
นกมีปีกจะบินไปทางทิสาภาคใดๆ
ก็มีแต่ปีกของตัวเป็นภาระบินไปฉันใด

ภิกษุก็ฉันนั้นแล
เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย
ด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้อง
เธอจะไปทางทิสาภาคใดๆ ก็ถือไปได้เอง
ดูกรมหาบพิตร
ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ.



เจริญในธรรมค่ะ



ความคิดเห็นที่ 10  / กระบี่ไร้เงา / 10 มิ.ย. 2553 เวลา 18:32 น. 




ที่ตั้งแห่ง คำพูด หรือกถา
ควรศึกษา ทั้งสิบไว้ ให้สดใส
สิ่งควรพูด สิ่งควรกล่าว ควรเข้าใจ
ธ ตรัสไว้ อย่าซัดส่าย เพ้อในคำ

ดิรัจฉาน กถา อย่ามากล่าว
เพราะพาจิต สู่เขลา เมา ถลำ
จักพาจิต ฟุ้งไป ให้ไกลธรรม
พบทางดำ มืดไซร้ ไร้ปัญญา


สาม ........... ปวิเวกฺกถา

คำพูดที่สาม ที่ควรกล่าว น่าดำริ
วิเวก กาย จิต อุปธิ
น่าสิกขา
วิเวกสาม ความสงัด ขจัดกามา
ปวิเวกฺกถา ตามศึกษา เป็นอย่างไร






ดูกรภิกษุทั้งหลาย
กถาวัตถุ ๑๐ ประการนี้ ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ
อปฺปิจฺฉกถา ๑
สนฺตุฏฺฐิกถา ๑
ปวิเวกฺกถา ๑

...............


ดูกรภิกษุทั้งหลาย
หากว่าเธอทั้งหลายยึดถือเอากถาวัตถุทั้ง ๑๐ ประการนี้แล้ว กล่าวเป็นกถาไซร้
เธอทั้งหลายพึงครอบงำเดชแม้ของ พระจันทร์และพระอาทิตย์
ผู้มีฤทธิ์มีอานุภาพมาก อย่างนี้ด้วยเดชได้
จะป่วยกล่าวไปไยถึงปริพาชกอัญญเดียรถีย์ทั้งหลายเล่า ฯ




เจริญในธรรมค่ะ


ความคิดเห็นที่ 11  / กระบี่ไร้เงา / 12 มิ.ย. 2553 เวลา 08:10 น. 



พูดคำหยาบ จาบจ้วงไป ใยต้องด่า
อันตัวข้า หนากิเลส เหตุพาไป


มันไม่เห็นธรรมเอก ผุดขึ้นมาภายใน
กล่าวไปใยจะเห็นธรรม เห็น พระองค์
ธรรมอันเอก ผุดขึ้น ตั้งมั่นในภายใน
มีอยู่ใน ใจเป็นฌาณทุกขั้นชั้น
แต่พวกมัน ไม่หันมอง คุณของฌาณ
ยังอีกนาน แสนนาน กว่าจะถึง


ความคิดเห็นที่ 12  / หลับอยู่ / 12 มิ.ย. 2553 เวลา 22:45 น. 



อันตัวข้า หนากิเลส เหตุพาไป


มันไม่เห็นธรรมเอก ผุดขึ้นมาภายใน
กล่าวไปใยจะเห็นธรรม เห็น พระองค์
ธรรมอันเอก ผุดขึ้น ตั้งมั่นในภายใน
มีอยู่ใน ใจเป็นฌาณทุกขั้นชั้น
แต่พวกมัน ไม่หันมอง คุณของฌาณ
ยังอีกนาน แสนนาน กว่าจะถึง


ความคิดเห็นที่ 13  / หลับอยู่ / 12 มิ.ย. 2553 เวลา 22:46 น. 




สาม ............ ปวิเวกฺกถา


คำพูดที่สาม ที่ควรกล่าว น่าดำริ

วิเวก กาย จิต อุปธิ
น่าสิกขา
วิเวกสาม ความสงัด ขจัดกามา
ปวิเวกฺกถา ตามศึกษา เป็นอย่างไร






กายวิเวก
สงัดกาย คลายอภิชฌา
อยู่ตามป่า ซอกเขา เงาโคนไม้
ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏร้าง กลางพงไพร
นั่ง ยืน เดิน อยู่ใน ไม่ไกลฌาน


เจริญในธรรมค่ะ





ความคิดเห็นที่ 14  / กระบี่ไร้เงา / 13 มิ.ย. 2553 เวลา 22:27 น. 






วิเวก
ได้แก่ วิเวก ๓ อย่าง คือ
กายวิเวก
จิตตวิเวก อุปธิวิเวก


กายวิเวกเป็นไฉน?

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
ย่อมซ่องเสพเสนาสนะอันสงัด คือ
ป่า โคนต้นไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง
และเป็นผู้สงัดด้วยกายอยู่ คือ
เดินผู้เดียว
ยืนผู้เดียว
นั่งผู้เดียว
นอนผู้เดียว
เข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตผู้เดียว
กลับผู้เดียว
นั่งอยู่ในที่เร้นลับผู้เดียว
อธิษฐานจงกรมผู้เดียว
เป็นผู้เดียว เที่ยว อยู่ เปลี่ยนอริยาบถ ประพฤติ รักษาเป็นไป ให้เป็นไป
นี้ชื่อว่า
กายวิเวก


เจริญในธรรมค่ะ


ความคิดเห็นที่ 15  / กระบี่ไร้เงา / 21 มิ.ย. 2553 เวลา 00:31 น. 



จิตวิเวก


วิเวกสอง ตรองไว้ วิเวกจิต
สลัดความคิด ในกามไป ใจผสาน
ละยินดี ทั้งยินร้าย ที่รุกราน
เป็นผู้บรรลุ ปฐมฌาน สงัดจากนิวรณ์

จิตบรรลุ ทุติยฌาน กาลต่อมา
ตามมรรคา ทุติยฌาน วิตก วิจาร ถอน
สู่ตติยฌาน จิตมั่นไว้ ไม่คลายคลอน
ปีติ จร คลายไป ในทันที

จิตสงัด จากสุข และทุกข์สิ้น
สู่แดนดิน จตุตถฌาน คือฌานสี่
บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน ได้ทันที
เป็นจิตที่ สงัดรูปฯ ปฏิฆะฯ นานัตตสัญญา

จากฌานห้า สู่ หก เจ็ด ถึงแปดแล้ว
เข้าสู่แก้ว อริยะ ละมิจฉา
สังโยชญ์สาม ละไป ได้โสดาฯ
สกทาฯ อนาคาฯ อรหัตตชน

การณ์เหล่านี้ เรียกว่า จิตตวิเวก
คือจิตเฉก อริยะ ละสับสน
แม้จะสนทนา ต้องกถา ของบุคคล
ที่หลุดพ้น กามกิเลส เหตุวัฏฏา


เจริญในธรรมค่ะ



ความคิดเห็นที่ 16  / กระบี่ไร้เงา / 22 มิ.ย. 2553 เวลา 23:32 น. 




วิเวก
ได้แก่ วิเวก ๓ อย่าง คือ
กายวิเวก จิตตวิเวก อุปธิวิเวก


กายวิเวก
เป็นไฉน?

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
ย่อมซ่องเสพเสนาสนะอันสงัด คือ
ป่า โคนต้นไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง
และเป็นผู้สงัดด้วยกายอยู่ คือ
เดินผู้เดียว
ยืนผู้เดียว
นั่งผู้เดียว
นอนผู้เดียว
เข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตผู้เดียว
กลับผู้เดียว
นั่งอยู่ในที่เร้นลับผู้เดียว
อธิษฐานจงกรมผู้เดียว
เป็นผู้เดียว เที่ยว อยู่ เปลี่ยนอริยาบถ ประพฤติ รักษาเป็นไป ให้เป็นไป
นี้ชื่อว่า
กายวิเวก



จิตตวิเวก
เป็นไฉน?

ภิกษุผู้

บรรลุ ปฐมฌาน

มีจิตสงัดจากนิวรณ์

บรรลุ ทุติยฌาน

มีจิตสงัดจากวิตกและวิจาร

บรรลุ ตติยฌาน

มีจิตสงัดจากปีติ

บรรลุ จตุตตถฌาน

มีจิตสงัดจากสุขและทุกข์

บรรลุ อากาสานัญจายตนฌาน

มีจิตสงัดจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา

บรรลุ วิญญาณัญจายตนฌาน

มีจิตสงัดจากอากาสานัญจายตนสัญญา

บรรลุ อากิญจัญญายตนฌาน

มีจิตสงัดจากวิญญาณัญจายตนสัญญา

บรรลุ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

มีจิตสงัดจากอากิญจัญญายตนสัญญา

เป็น โสดาบันบุคคล

มีจิตสงัดจากสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย
และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับสักกายทิฏฐิเป็นต้น

เป็น สกทาคามีบุคคล

มีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์
ปฏิฆสังโยชน์ อย่างหยาบ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อย่างหยาบ
และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกันกามราคสังโยชน์อย่างหยาบ เป็นต้นนั้น

เป็น อนาคามีบุคคล

มีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์
ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด
กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อย่างละเอียด
และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับกามราคสังโยชน์อย่างละเอียดเป็นต้นนั้น

เป็น อรหันตบุคคล

มีจิตสงัดจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา
มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย
กิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับรูปราคะ เป็นต้นนั้น
และจากสังขารนิมิตทั้งปวงในภายนอก
นี้ชื่อว่า จิตตวิเวก



เจริญในธรรมค่ะ


ความคิดเห็นที่ 17  / กระบี่ไร้เงา / 24 มิ.ย. 2553 เวลา 20:59 น. 




อุปธิวิเวก


วิเวกที่สาม เป็นที่หมาย ในภายหน้า
ปวงธัมมา ที่ระงับ ดับสังขาร
ดับกิเลส ดับขันธ์ มั่นในญาณ
อมตะ นิพพาน นั่นหรือ คือหลักชัย

และนี่คืออุปธิวิเวก วิเวกสาม
หลุดจากกาม สิ้นวัฏฏะ ละอนุสัย
ความสงัด สงบสิ้น ถิ่นหลักชัย
เหล่านี้ไซร้ ควรเป็นกถา พูดจากัน


เจริญในธรรมค่ะ




ความคิดเห็นที่ 18  / กระบี่ไร้เงา / 24 มิ.ย. 2553 เวลา 23:02 น. 






อุปธิวิเวกเป็นไฉน?



กิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี เรียกว่าอุปธิ.
อมตะ นิพพาน เรียกว่าอุปธิวิเวก
ได้แก่ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง
เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่สำรอก เป็นที่ดับ
เป็นที่ออกไปจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด นี้ชื่อว่า
อุปธิวิเวก






ก็กายวิเวก
ย่อมมีแก่บุคคลผู้มีกายหลีกออกแล้ว ยินดียิ่งในเนกขัมมะ

จิตตวิเวก
ย่อมมีแก่บุคคลผู้มีจิตบริสุทธิ์ ถึงซึ่งความเป็นผู้มีจิตผ่องแผ้วอย่างยิ่ง

อุปธิวิเวก
ย่อมมีแก่บุคคลผู้หมดอุปธิถึงซึ่งนิพพานอันเป็นวิสังขาร.


เจริญในธรรมค่ะ



ความคิดเห็นที่ 19  / กระบี่ไร้เงา / 24 มิ.ย. 2553 เวลา 23:07 น. 




สี่.........อสงฺสคฺคกถา


ผู้ที่ชอบ คลุกคลีนั้น ธ ตรัสไว้
มิพึงได้ สุขเนกขัมม์ นั่นหรอกหนา
ความสงบ ความสงัด แห่งจินตนา
จักเกิดได้ ตัดมรรคา ความคลุกคลี

ภิกษุใด ปรารภ ใคร่พบสุข
ทำที่สุด แห่งทุกข์ อย่างเต็มที่
ย่อมปลีกอยู่ แต่ผู้เดียว อย่างเสรี
ไม่คลุกคลี ในหมู่ ศัตรูพรหมจรรย์

ทรงตรัสไว้ ผู้ได ไม่คลุกคลี
ฐานะที่ บรรลุธรรม ล้ำสุขสันต์
เจโตวิมุตติ ได้ประสบ พบโดยพลัน
เอนกอนันต์ คุณของการ ไม่คลุกคลี

และนี่คือ คำพูด คือกถา
จะน้อมนำ ปัญญา สู่จิตนี่
กล่าวในความ เรื่องไม่ เข้าคลุกคลี
อสงฺสคฺคกถา
...ที่สี่ ควรพูดกัน


เจริญในธรรมค่ะ





ความคิดเห็นที่ 20  / กระบี่ไร้เงา / 26 มิ.ย. 2553 เวลา 01:09 น. 






ดูกรภิกษุทั้งหลาย
กถาวัตถุ ๑๐ ประการนี้ ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ
อปฺปิจฺฉกถา ๑ .......... คำพูดที่ชักจูงให้มี ความมักน้อย
สนฺตุฏฺฐิกถา ๑ .......... คำพูดที่ชักจูงให้ถือ ความสันโดษ (ในปัจจัย ๔)
ปวิเวกฺกถา ๑ ............ คำพูดที่ชักจูงให้สู่ ความวิเวก (กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก)
อสงฺสคฺคกถา ๑ ........ คำพูดที่ชักจูงให้ ออกจากหมู่ ไม่คลุกคลีในหมู่

...............

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
หากว่าเธอทั้งหลายยึดถือเอากถาวัตถุทั้ง ๑๐ ประการนี้แล้ว กล่าวเป็นกถาไซร้
เธอทั้งหลายพึงครอบงำเดชแม้ของ
พระจันทร์และพระอาทิตย์
ผู้มีฤทธิ์มีอานุภาพมาก อย่างนี้ด้วยเดชได้
จะป่วยกล่าวไปไยถึงปริพาชกอัญญเดียรถีย์ทั้งหลายเล่า ฯ

เจริญในธรรมค่ะ




ความคิดเห็นที่ 21  / กระบี่ไร้เงา / 26 มิ.ย. 2553 เวลา 08:48 น. 




[๓๔๕] ดูกรอานนท์ ภิกษุผู้ชอบคลุกคลีกัน ยินดีในการคลุกคลีกัน
ประกอบเนืองๆ ซึ่งความชอบคลุกคลีกัน ชอบเป็นหมู่ ยินดีในหมู่
บันเทิงร่วมหมู่ ย่อมไม่งามเลย

ดูกรอานนท์ ข้อที่ภิกษุ
ผู้ชอบคลุกคลีกัน ยินดีในการคลุกคลีกัน
ประกอบเนืองๆ ซึ่งความชอบคลุกคลีกัน
ชอบเป็นหมู่ ยินดีในหมู่ บันเทิงร่วมหมู่นั้นหนอ

จักเป็นผู้ได้สุขเกิดแต่เนกขัมมะ
สุขเกิดแต่ความสงัด
สุขเกิดแต่ความเข้าไปสงบ
สุขเกิดแต่ความตรัสรู้
ตามความปรารถนาโดยไม่ยากไม่ลำบาก
นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้



ส่วนข้อที่ภิกษุเป็นผู้ผู้เดียว
หลีกออกจากหมู่อยู่

พึงหวังเป็นผู้ได้
สุขเกิดแต่เนกขัมมะ
สุขเกิดแต่ความสงัด
สุขเกิดแต่ความเข้าไปสงบ
สุขเกิดแต่ความตรัสรู้
ตามความปรารถนา โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก
นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ








ดูกรอานนท์ ... ข้อที่ภิกษุผู้
ชอบคลุกคลีกัน
ยินดีในการคลุกคลีกัน
ประกอบเนืองๆ ซึ่งความชอบคลุกคลีกัน
ชอบเป็นหมู่ ยินดีในหมู่ บันเทิงร่วมหมู่นั้นหนอ

จักบรรลุเจโตวิมุติ อันปรารถนาเพียงชั่วสมัย
หรือเจโตวิมุติ อันไม่กำเริบมิใช่เป็นไปชั่วสมัย
อยู่นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้



ส่วนข้อที่ภิกษุเป็นผู้ผู้เดียว
หลีกออกจากหมู่อยู่

พึงหวังบรรลุเจโตวิมุติ อันน่าปรารถนาเพียงชั่วสมัย
หรือเจโตวิมุติ อันไม่กำเริบมิใช่เป็นไปชั่วสมัย
อยู่นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ



เจริญในธรรมค่ะ


ความคิดเห็นที่ 22  / กระบี่ไร้เงา / 26 มิ.ย. 2553 เวลา 10:14 น. 






ห้า ............วิริยารมฺภกถา


วิริเยน ทุกขมจ เจติ
แม้นดำริ พ้นทุกข์ไป ให้สิกขา
ทำความเพียร ให้ถึงพร้อม น้อมภาวนา
ด้วยสัทธา ตามพระดำรัส ที่ตรัสไว้

คำควรกล่าว ที่ห้า น่าเล่าเรียน
วิริยะ ความเพียร เป็นไฉน
จักประพฤติ ปฏิบัติกัน อย่างไร
เพียรนั่นไซร้ อีกชื่อได้ สัมมัปปธาน

สังวรปธาน
ความเพียร ข้อที่หนึ่ง
ตรัสไว้ซึ่ง ระวังไว้ ให้ประสาน
ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ ในทุกกาล
อย่าให้มาร อกุศล พาล มากล้ำกราย

ปหานปธาน
ละอกุศล ที่ยลจิต
อย่าให้สถิต ละให้สิ้น อกุศลทั้งหลาย
เพียรเลิก ละ ลด ไป ให้จางคลาย
ประคองจิตหมาย ละให้สิ้น กลิ่นบาปธรรม

ภาวนาปธาน
งานหนัก ประจักษ์จิต
ปรารภเพียร ประคองจิต ชิดอุปถัมภ์
สร้างความดี เหล่าบุญ กุศล ธรรม
ให้งามล้ำ เบ่งบานไซร้ ในใจตน

สี่.. อนุรัก- ขนาปธาน
งานที่หนัก
เพราะประจักษ์ ตระหนักไว้ ในกุศล
ให้เพิ่มพูน บริบูรณ์ไว้ ในจิตตน
เกิดไพบูลย์ มากล้น ในหทัย

ทั้งสี่นี้ นี่หรือ คือเพียรชอบ
พึงตรวจสอบ คำสนทนา อย่าสงสัย
จะสนทนา เอ่ยวาจา เรื่องใดใด
ควรใส่ใจ ในเรื่อง สนทนา


เจริญในธรรมค่ะ


ความคิดเห็นที่ 23  / กระบี่ไร้เงา / 3 ก.ค. 2553 เวลา 12:54 น. 



เจริญพร ปัจจุบันมีหลายสำนักและหลายความความเห็น(แปลบาลีไม่เหมือนกัน)เช่น
1. พุทโธ
2. สัมมาอรหัง
3. นะมะพะทะ
4. ยุบหนอ....พองหนอ..
5. อภิธรรม
6. พุทธทาธ ภิกขุ
7. ป.อ.ประยุตต์โต
8. ธมฺมชโย(ธรรมกาย)
9. กินเจ(โพธิรักษ์)
10. ฉันมื่อเดียว..และ..ฉันสองมื่อ
11.พระไตรปิฎกคนละเล่ม เป็นต้น.

*แล้วช่วยแนะนำอาตมาด้วยนะ จะสอนอย่างไรดี*

อาตมาอยากปรึกษากับโยมเพื่อการสร้างสรรค์แห่งธรรมและมิเคยคิดล่วงเกินในภูมิความรู้แห่งกระบีไร้เงา(แต่ถ้าไม่ใช้กระบีได้ก็สุดยอดแห่งยุทธจักร)

จาก ท่านไพโรจน์ (ไม่ขอเป็นภิกษุถ้ามีเจตนาร้ายในทางพระพุทธศาสนา)
ถ้าจะให้ดั่งใจโทรชี้แนะที่ 0844190553 เจริญพร.

ความคิดเห็นที่ 24  / พระไพโรจน์ / 26 ก.ค. 2553 เวลา 21:37 น. 






อาตมาอยากปรึกษากับโยมเพื่อการสร้างสรรค์แห่งธรรมและมิเคยคิดล่วงเกินในภูมิความรู้แห่งกระบีไร้เงา(แต่ถ้าไม่ใช้กระบีได้ก็สุดยอดแห่งยุทธจักร)

ถ้าจะให้ดั่งใจโทรชี้แนะที่ 0844190553 เจริญพร.


เป็นกระบี่ ที่ไร้คม เพราะบ่มไว้
กระบี่จึงไร้ ทั้งแสง เงา เคล้าสลัว
เพียรเพาะบ่ม ห่มกระบี่ นี้ในตัว
ให้คลายมัว สลายเขลา เนาธรรมนัย

พระไตรปิฎก คนละเล่ม หากคนละเรื่อง
จะนับเนื่อง เรื่องเดียวกัน นี้นได้ไฉน
ท่านไพโรจน์ อย่าได้ นิ่งนอนใจ
ศึกษาธรรม ในพระไตรฯ ให้เชี่ยวชาญ

ถ้าจะให้ ดั่งใจโทร ชี้แนะ นั้น
กระบี่พรั่น พึงจิต มิคิดผสาน
เจตนา ใคร่ร่วมวง ธรรมทาน
จึงใคร่ขาน โปรดสดับ เชิญรับฟัง

กระบี่อยู่ กลุ่มศึกษา พระไตรปิฎก
จึ่งเพียรยก ขัดเกลาจิต สถิตขลัง
ศึกษาธรรม จากพระไตรฯ ให้ได้พลัง
ตั้งปณิธาน จะหยุดยั้ง ผู้(จาบ)จ้วงพระไตรฯ

แม้ยกมา อ้างตามยก มิถกซ้ำ
หากถลำ ยกอ้างธรรม ธรรมเล่มไหน
ปุถุชนแต่ง หรือนำมา จากแหล่งใด
จากพระไตรฯ เล่มใด ให้ชัดเจน


เจริญในธรรมค่ะ


ความคิดเห็นที่ 25  / กระบี่ไร้เงา / 28 ก.ค. 2553 เวลา 01:10 น. 

 เปิดอ่านหน้านี้  4447 

 แสดงความคิดเห็น


กรุณาล๊อกอินสมาชิกเว็บธรรมะไทยก่อนครับ... Login


  แสดงความคิดเห็น


Go to top


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย