ค้นหาในเว็บไซต์ :

มีความทุกข์ที่ไหนต้องดับความทุกข์ที่นั่น


#มีความทุกข์ที่ไหนต้องดับความทุกข์ที่นั่น

ท่านทั้งหลายควรจะเข้าใจความข้อนี้ เพราะเป็นวิธีที่ลัดสั้นที่สุด และจริงที่สุด และมีประโยชน์มากที่สุด มีความทุกข์ที่ไหนต้องดับความทุกข์ที่นั่น เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทำได้ เป็นสิ่งที่กระทำได้ เพราะพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่า

ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ

สิ่งใดมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นก็มีการดับเป็นธรรมดา ถ้าวัฏสงสารมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา วัฏสงสารก็ต้องมีความดับเป็นธรรมดา เราอย่าได้ไปแยกออกจากกันเลย มันเกิดที่ไหนมันต้องดับที่นั่น มันขึ้นทางไหนมันต้องลงทางนั้น

สมมุติว่ามัน ตัวอย่างก็เห็นได้ชัดแล้วว่า มันขึ้นมาจากอวิชชา นั้นเราต้องดับลงที่อวิชชา ขึ้นทางไหนต้องลงทางนั้น หมายความว่าความทุกข์เกิดขึ้นที่ตรงไหนต้องดับที่ตรงนั้น อย่าไปมัวหาที่ดับที่อื่นเลย

ดังนั้น ต้องหาการดับทุกข์ที่ตัวความทุกข์ เช่นเดียวกับที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า โลกนี้ก็ดี เหตุให้เกิดโลกนี้ก็ดี ความดับสนิทแห่งโลกก็ดี หนทางให้ถึงความดับสนิทแห่งโลกก็ดี ตถาคตบัญญัติไว้ในร่างกายอันยาวประมาณวาหนึ่งนี้พร้อมทั้งสัญญาและใจ

ถ้าเราจะพูดกันให้ง่าย ๆ อย่างวัตถุ เราก็จงดู #ความไม่มี ว่ามันอยู่ที่ #ความมี มีวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งตั้งอยู่ เราพูดว่ามีความมี แล้วความไม่มีอยู่ที่ตรงไหน ความไม่มีมันก็ซ้อนอยู่ที่วัตถุนั่นเอง อยู่ที่ความมีของวัตถุนั่นเอง ลองเอาความมีของวัตถุนั้นออกไปก็จะพบความไม่มีของวัตถุนั้นอยู่ที่ตรงที่เดียวกัน เพราะฉะนั้นมีความทุกข์ที่ไหนก็ต้องมีความดับอยู่ที่นั่น เราต้องหาความดับทุกข์ที่ความทุกข์เสมอไป เช่นเดียวกับจะต้องหาจุดที่เย็นที่สุดที่กลางเตาหลอม หาความเย็นที่สุดจากความร้อนที่สุด เย็นที่สุดนั้นมันอยู่ที่ร้อนที่สุด จงหาความดับที่ความเดือด แต่วัฏสงสารเป็นความเดือด นิพพานก็ต้องเป็นความดับและหาได้ที่ความเดือด

แต่ท่านทั้งหลายไม่เคยนึกเสียด้วยซ้ำไป อย่าว่าแต่จะรู้หรือว่าจะกระทำเลย แม้แต่นึกก็ไม่เคยนึก ทำให้เป็นคนโง่เหมือนกับคนโง่ชนิดหนึ่ง ซึ่งว่าโดยที่แท้แล้ว เพชรมีอยู่ที่หน้าผากของตัวแต่ไม่เคยทราบ ไม่เคยคลำหาเพชรแท้ ๆ มีอยู่แล้วที่หน้าผากของตัว มีอยู่ตลอดเวลาแต่ก็ไม่เคยทราบและไม่เคยคลำหา นี่แหละคือคนที่โง่ที่ไปหานิพพานที่อื่นจากวัฏสงสาร

ถ้าเราอยากจะเห็นการไม่ปรุงเราก็ต้องดูที่การปรุง ถ้าเราอยากจะเห็นความหยุดเราก็ต้องดูที่ความวิ่ง ถ้าเราอยากจะเห็นความดับเราก็ต้องดูที่ความเกิด ทุกอย่างอาจจะหาพบได้ในร่างกายที่ยาววาหนึ่งนี้จริงอย่างพระพุทธเจ้าท่านว่า

ที่ใดมีความร้อนมาก ที่นั้นจะหาพบความเย็นมาก ที่ใดมีความร้อนน้อย ที่นั้นจะหาพบความเย็นน้อย

ลองคิดดูให้ดี ความร้อนน้อยดับลงไปมันก็มีความเย็นน้อย ความร้อนมากดับลงไปมันก็มีความเย็นมาก เพราะฉะนั้นความเย็นที่มากที่สุดนั้น จะต้องหาพบท่ามกลางความร้อนที่มากที่สุด

จึงเกิดคำอุปมาขึ้นมาอีกว่า จงพยายามหาจุดเย็นที่สุดในกลางเตาหลอม คำว่าเตาหลอมนี้ ตามธรรมดาเราก็พอจะเข้าใจกันได้ว่ามันมีความร้อนมาก ก็ต้องการหลอมโลหะ เย็นที่สุดอยู่ตรงใจกลางเตาหลอม หมายความว่าดับความร้อนสูงสุดได้เท่าไรก็มีความเย็นสูงสุดที่นั่น

เพราะฉะนั้นสังสารวัฏเท่าไร นิพพานก็เท่านั้น สังสารวัฏร้อนเท่าไร นิพพานก็เย็นเท่านั้น สังสารวัฏร้อนถึงที่สุด นิพพานก็เย็นถึงที่สุดเหมือนกัน

นั่นแหละเราจะต้องหาให้พบว่า เย็นที่สุดนั้นจะอยู่ท่ามกลางร้อนที่สุด จนมีคำเปรียบว่า จงหาจุดเย็นที่สุดในกลางเตาหลอม ซึ่งในที่นี้เราจะพูดว่า จงหานิพพานที่ใจกลางแห่งสังสารวัฏ คนโง่ก็หาไม่พบ คนมีปัญญาก็หาพบ คนฉลาดก็ค้าใกล้ ๆ คนบ้าคนใบ้ก็ค้าไกล ๆ คนโบราณก็พูดไว้ถูกดีแล้วแต่คนเดี๋ยวนี้ไม่เข้าใจ

ดังนั้น อาตมาจึงว่า เมื่อใดมีตัวกูของกู เมื่อนั้นมีวัฏสงสาร เมื่อใดไม่มีตัวกูของกู เมื่อนั้นมีนิพพานและก็ในจิตดวงเดียวกันนั่นเอง ในร่างกายอันเดียวกันนั้นเอง ในนามรูปเดียวกันนั้นเอง

เมื่อใดมีตัวกูของกูโผล่หัวโผล่หูขึ้นมา มันก็มีวัฏสงสาร ขณะใดไม่มีตัวกูของกู ไม่โผล่หัวโผล่หูขึ้นมา มันก็มีนิพพาน เราจงตัดจงกระทำไปในลักษณะที่อย่าให้มีตัวกูของกูโผล่ขึ้นมา มันก็จะมีนิพพานยังคงปรากฏอยู่ และเราก็ยืดเวลานั้นแหละให้มากออกไป ๆ ในการต่ออายุของเรา และพร้อมกันนั้นเราก็หาวิถีทางที่จะกำจัดเสียซึ่งเกิดการแห่งตัวกูของกูให้เด็ดขาดลงไป นิพพานชั่วคราวนั้นก็จะกลายเป็นนิพพานที่ถาวรขึ้นมาโดยไม่ต้องสงสัยเลย

พุทธทาสภิกขุ

เรียบเรียงจาก เทศน์พิเศษวันเกิดอาจารย์ ช่วย แสงสุชาติ

ฟัง / อ่าน https://pagoda.or.th/buddhadasa/2019-05-24-10-12-40-5.html

11







   

 ธรรมะไทย