สอนลูกสอนหลาน ไม่ต้องสอนอะไรมาก เริ่มต้นจากการที่สอนให้เขารู้จักรับผิดชอบต่อผลกระทบ ความรับผิดชอบต่อการกระทำตัวเอง
หลายเดือนก่อนได้ไปบรรยายที่สถานที่ราชการแห่งหนึ่ง ก่อนการบรรยายก็เข้าห้องน้ำ ก็ได้พบกับพนักงานที่ทำความสะอาดห้องน้ำอยู่ คุณป้าแกก็บ่นนะว่า คนที่ใช้ห้องน้ำเนี่ย ถ่ายทุกข์แล้ว ทำไมเขาไม่คิดจะกดชักโครก หรือว่าไม่หันมาดูว่าไอ้ที่กดไปแล้วนี่มันสะอาดไหม คิดว่าคนที่มีปัญหาเหล่านี้คงจะไม่เหลียวมามองเลยด้วยซ้ำนะว่าผลงานของตัวเองนี่มันเป็นอย่างไรบ้าง
ก็น่าคิดนะว่า คนที่ใช้ห้องน้ำนี้คงจะเป็นผู้ใหญ่นะ ไม่ใช่เด็กเพราะว่ามาทำธุระในสถานที่ราชการ คนเรานี่ทำอะไรนี่ก็น่าจะนึกถึงหรือใส่ใจผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตน แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆหรือว่าเรื่องที่เป็นสามัญในชีวิตประจำวัน แต่ถ้าถ่ายทุกข์แล้วไม่หันมามองว่า ที่ตัวเองถ่ายไปแล้วได้รับการชำระมั้ย หรือว่า ไม่ได้คิดแม้กระทั่งจะกดชักโครกเลยนี่ มันสะท้อนอะไรบางอย่าง
นั่นคือการทำอะไรโดยที่ไม่คิดถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น หรือผลที่จะเกิดขึ้นตามมาจากการกระทำของตัวและที่เป็นเช่นนี้เนี่ยอาจจะเป็นเพราะว่า เป็นนิสัยที่สั่งสมกันมา อาจจะตั้งแต่เล็กเลยก็ได้ การที่คนเราทำอะไรแล้วไม่คิดถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตัวนี้ บางครั้งมันก็ก่อความเสียหายที่ใหญ่หลวงนะ
อย่างวัยรุ่นเลือดร้อนจำนวนมากเลยนะที่ภายหลังถูกจำคุกถูกศาลตัดสินให้จำคุก ถ้าไม่ใช่ในเรือนจำก็ในสถานกักกันของเยาวชนอย่างบ้านกาญจนาภิเษก หลายคนถูกตัดสินจำคุกเพราะว่าไปยิงคนตายหรือ ว่าไปกระทำชำเราผู้อื่น แต่พอได้มีการสอบถามนะ ว่าทำไมเขาทำอย่างนั้นน่ะ ไม่รู้หรือว่า สิ่งที่ตัวเองทำ จะเกิดผลอะไรตามมา
เช่น คนตาย ญาติพี่น้องพ่อแม่ของเขาต้องเศร้าโศกเสียใจ หรือว่าบางคนก็เป็น หม้าย หรือว่ากำพร้าพ่อ หรือว่าผู้หญิงบางคนที่เป็นเหยื่อก็เรียกว่าหมดอนาคตเพราะว่าหมดสภาพ มีความทุกข์ หรือแม้กระทั่งผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตัวเองซึ่งเป็นผู้กระทำว่าจะต้องถูกจำคุก อาจจะเสียอนาคตไปเลย
แปลกนะ หนุ่มหลายคนวัยรุ่นหลายคนเนี่ยบอกว่าไม่ได้คิดเลย มันไม่เคยคิดเลยนะถึงผลที่จะตามมา แค่ทำไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบ หรือแค่ทำไปเพื่อสนองความสะใจ หรือว่าเพื่อสนองความรู้สึกที่ดำมืดชั่วครู่ ชั่วยาม ตอนทำก็ไม่ได้คิดเลยนะว่ามันจะเกิดผลอะไรตามมาทั้งกับผู้ถูกกระทำและตัวเองซึ่งเป็นผู้กระทำ
มันก็น่าว่าทำไมถึงมีความคิดแบบนั้น คนเราเนี่ย ถ้าหากว่าได้รับการศึกษาหรือได้รับการเลี้ยงดูมาดีแล้วก็น่าจะรู้นะว่า เวลาทำอะไรเนี่ยมันต้องคิดถึงผลที่จะตามมาหรือผลที่เกิดขึ้นด้วย
แต่จากเรื่องราวของคนเหล่านี้เนี่ยรวมทั้งจากเหตุการณ์ที่เราเห็นในชีวิตประจำวัน ที่แสนจะธรรมดาและดาษดื่นมากมันก็ทำให้เราเห็นว่ามีคนจำนวนไม่น้อยเลย ที่ทำอะไรไปแล้วไม่ได้คิดเลยนะว่า จะเกิดผลอะไรตามมา
ที่จริงไม่ต้องพูดถึงเหตุการณ์ที่ร้ายแรงอะไรนะ การที่คนทิ้งขยะตาม 2 ข้างทาง ตามที่สาธารณะ กินอาหารเสร็จ ภาชนะที่ใส่อาหารก็ทิ้งลงข้างทางหรือทิ้งออกหน้าต่างไปเลยถ้าเกิดว่ากำลังนั่งรถ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราเห็นบ่อยๆ แล้วก็ทำกัน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ แม้กระทั่งในมหาวิทยาลัยซึ่งน่าจะเป็นสถานที่ของคนที่มีระเบียบวินัยหรือว่ามีปัญญา มีมารยาทเนี่ย ปรากฏว่า การทิ้งขยะเรี่ยราดบนถนน ในห้องเรียน ในห้องน้ำ ในห้องประชุมหรือสนามหญ้า นี่มันมีให้เห็นได้ไม่ยากเลย
อันนี้มันแสดงถึงอะไร แสดงถึงการที่ทำอะไรโดยที่ไม่คิดถึงผลกระทบที่ตามมา หรือไม่คิดถึงผู้อื่น ไม่คิดถึงผลกระทบที่จะเกิดกับสถานที่ว่ามันจะทำให้เกิดความสกปรก หรือว่าไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างไรบ้าง เป็นอย่างนี้กันเยอะ คนที่ทำอะไรเนี่ยเพื่อความสบายส่วนตัวโดยที่ไม่มีความรู้จักคิดถึงผู้อื่นหรือว่าคิดถึงผลที่จะตามมา
แล้วสุดท้ายเนี่ยแม้กระทั่งผลที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองก็ไม่คิดนะ ไม่ใช่เฉพาะวัยรุ่นที่ไปฆ่าผู้อื่น หรือไปกระทำชำเรา แล้วก็ตัวเองต้องติดคุกเดือดร้อนเสียอนาคต
แม้กระทั่งการใช้ชีวิตที่ไม่เกี่ยวข้องกับใครเลยนะเช่น การกิน การบริโภค กินตามใจปาก กินเอาความพอใจเป็นหลักโดยที่ไม่สนใจว่ามันจะเกิดผลกระทบอะไรตามมากับตัวเองเช่น ความเจ็บป่วย สุขภาพที่ย่ำแย่ หรือการกินเหล้า การสูบบุหรี่
พวกนี้หลายคนไม่รู้เลยนะว่ามันจะเกิดผลร้ายผลเสียอย่างไรกับตัวเอง แต่ว่าคำนึงถึงความสุขความสบายใจเฉพาะหน้า
อันนี้รวมไปถึงการเร่งการพนัน การติดเกมด้วย ซึ่งก็เป็นปัญหามาก ทำให้คนจำนวนไม่น้อยเป็นหนี้เป็นสิน แล้วเกิดเรื่องเดือดร้อนตามมา คนเหล่านี้จะว่าไปแล้วก็เรียกว่าที่ไม่คิดถึงผลกระทบตามมา ไม่ว่ากับคนอื่น กับส่วนรวม หรือกับตัวเอง เป็นเพราะว่าเขาสนใจแต่เรื่องการสนองความพึงพอใจส่วนตัว
เหมือนกันน่ะ เวลาห้องนอนของตัวเองเลอะเทอะ ก็ไม่สนใจ พอพ่อแม่ถามว่าทำไมไม่ทำความสะอาดห้องนอนให้มันเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดตา เขาก็พูดว่า ทำไปแล้วเดี๋ยวมันก็เลอะเทอะใหม่ แล้วจะ ทำไปทำไม ฟังดูก็เป็นเหตุผล แต่ว่าเป็นเหตุผลแบบตรรกวิบัติ
เพราะว่าคนเหล่านี้ ถ้าคิดว่าเป็นเหตุผลจริงๆ ก็ไม่ควรอาบน้ำ อาบน้ำชำระร่างกายทำไมเพราะว่าเดี๋ยวมันก็เลอะใหม่เดี๋ยวมันก็เปื้อนเหงื่อใหม่ แล้วอาบไปทำไม ตื่นนอนขึ้นมาก็อย่าถูฟันสิ ถูฟันไปทำไม เดี๋ยวมันก็เหม็นใหม่ เดี๋ยวมันก็สกปรกใหม่แล้วถูไปทำไม หรือว่าถ่ายอุจจาระเสร็จ ก็อย่าเช็ดก้นสิ เช็ดทำไม เดี๋ยวมันก็ต้องอึใหม่ แต่เราผู้ใหญ่ก็ไม่มีใครทำอย่างนั้น ต้องอาบน้ำทุกวัน หรือว่าแปรงฟันวันละครั้งสองครั้ง
ยิ่งถ่ายอุจจารย์แล้วเราก็ต้องเช็ดก้น ชำระแล้วก็ทำให้สะอาด ไม่เห็นจะต้องวิตกเลยว่าเดี๋ยวมันก็เลอะใหม่แล้วจะทำไปทำไม อย่างนี้เรียกว่าที่ปล่อยให้ที่นอนเลอะเทอะหรือว่าปล่อยให้ห้องนอนตัวเองมันเลอะเทอะเนี่ย แม้กระทั่งเป็นสถานที่ของตัวเองแท้ๆก็ไม่สนใจที่จะดูแล อันนี้เรียกว่าอยู่ด้วยความรู้สึกนะ เอาความสบายเป็นหลัก แต่ไม่คิดใคร่ครวญ มันก็เลยทำให้เกิดกับพฤติกรรมต่างๆตามมา ซึ่งกลายเป็นปัญหานับตั้งแต่เด็ก ไปถึงผู้ใหญ่
ที่จริงจะสอนลูกสอนหลานเนี่ย ไม่ต้องสอนอะไรมาก เริ่มต้นจากการที่สอนให้เขารู้จักรับผิดชอบต่อผลกระทบ ความรับผิดชอบต่อการกระทำตัวเอง รับรู้ว่าทำอะไรแล้วมันมีผลกระทบอะไรตามมา อันนี้เป็นบทเรียนสำคัญพื้นฐานเลยนะ ทำอะไรแล้วก็ต้องตระหนักถึงผลที่เกิดขึ้นและรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นด้วยนะ
ไม่ใช่ว่าทำอะไรแล้ว ผลอะไรจะเกิดขึ้นหรือตามมา ฉันไม่สนใจและไม่รับผิดชอบ เดี๋ยวนี้ก็เป็นกันเยอะนะ ไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตัวเอง
เช่นไปลอกการบ้าน ไปโกงทุจริตในห้องสอบ ถูกจับได้ แทนที่จะรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง ว่า เออ เราทำ เราทุจริต เราต้องรับผิดชอบ ยอมถูกลงโทษ ก็กลับดิ้นรนให้พ่อแม่มาช่วย ให้ตัวเองพ้นผิด แล้วพ่อแม่ก็ไปช่วยด้วยนะ
อันนี้คือการสอนให้เด็กเนี่ยไม่รู้จักรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง มันก็ไม่มีทางที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้ ที่จริงการรับผิดชอบต่อการกระทำตัวเองมันเป็นพื้นฐานที่ทำให้เข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรม กฎแห่งกรรมคือว่า ทำกรรมอะไร ไม่ว่ากรรมดีหรือกรรมไม่ดี มันย่อมมีผลกระทบตามมา แล้วเราก็ต้องรับผลแห่งกรรมนั้น
อย่างที่เราสวดกันไว้ เรามีกรรมเป็นของตัว เราทำดีจักได้ดี ทำชั่วจักได้ชั่ว ถ้าไม่อยากเจอวิบากที่เลวร้ายนะ ก็ต้องทำกรรมดี แต่ถ้าเลือกที่จะทำกรรมชั่วก็ต้องยอมรับวิบากที่เป็นทุกข์ตามมาเช่น การลงโทษ หรือว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น จะไปร้องแรกแหกกระเชอ หรือจะไปให้ใครมาช่วย ก็ทำไม่ได้หรือไม่สมควร
ผู้ใหญ่ต้องสอนลูกหรือสอนเด็กมีความเข้าใจเรื่องนี้เป็นพื้นฐาน เพราะไม่เช่นนั้นพอโตขึ้นเนี่ยก็ทำอะไรก็จะคิดถึงแต่เอาความพอใจเป็นหลัก ให้มันเพียงเพื่อให้เกิดสุขเวทนาขึ้นมา เกิดความพอใจ เกิดความสบายใจ เกิดความสะใจ ส่วนผลกระทบอะไรตามมาก็ไม่สนใจ
อันนี้รวมไปถึงการกระทำและคำพูดนะ ถ้าหากรู้ว่าการกระทำหรือคำพูด มันก่อให้เกิดผลกระทบกับใคร อย่างไร และรู้จักใส่ใจใคร่ครวญไตร่ตรอง มันก็ทำให้เกิดความยับยั้งชั่งใจ ไม่กระทำหรือไม่ทำสิ่งที่เดี๋ยวนี้เราเรียกว่า "มักง่าย"
เดี๋ยวนี้ที่เรียกว่าการกระทำที่มักง่าย ก็มักเกิดขึ้นจากการกระทำที่ไม่ได้สนใจผลกระทบ คือไม่รู้จักใคร่ครวญ ใช้แต่ความรู้สึก แล้วคนเราพอเอาความรู้สึกเป็นตัวนำ ความรู้สึกในที่นี้หมายถึงความรู้สึกสุขหรือทุกข์เนี่ย สุขเวทนาหรือทุกขเวทนา ถึงเวลาทุกข์ โดนทุกขนาบีบคั้น ก็จมอยู่กับความทุกข์นั่นแหละ หาทางออกจากทุกข์ไม่ได้
ใครที่พอใจที่จะเสวยเวทนาหรือทำอะไรเพื่อความสุข เพื่อความสบายใจโดยที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา คือไม่รู้จักใช้ความคิดใคร่ครวญ ถึงเวลาที่เจอทุกขเวทนา ก็จะถูกทุกขเวทนานั้นครอบงำ บีบคั้น เรียกว่าจมอยู่ในความทุกข์ แทนที่จะหาประโยชน์จากมัน แทนที่จะเรียนรู้จากความทุกข์ที่เกิดขึ้น ก็ไม่เกิดความรู้หรือการเรียนรู้ใดๆเลย
อันนี้ก็เกิดขึ้นกับคนจำนวนมาก ที่จริงก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ใช้ชีวิตโดยแสวงหาแต่สุขเวทนา ทำอะไรเอาความพอใจเป็นหลัก เอาความสะใจ ความสบายใจ โดยที่ไม่ใช้ปัญญาใคร่ครวญในผลกระทบที่ตามมา พอไม่ใช้ปัญญาใคร่ครวญในยามที่แสวงหาความสุขหรือว่าเกิดความสบายใจ เวลาเกิดความทุกข์ขึ้นมาเนี่ย มันก็ไม่รู้จักใช้ปัญญาในการที่จะพาจิตออกจากความทุกข์ หรือแม้กระทั่งการที่จะเรียนรู้ จากความทุกข์นั้น คือแทนที่จะอยู่ด้วยความรู้สึกหรือจะจมอยู่กับทุกขเวทนาเนี่ย ก็รู้จักมองจนเห็นปัญญาหรือเกิดความรู้ขึ้นมา
พระไพศาล วิสาโล