บ่อยครั้งที่การไม่เชื่อในสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อในสิ่งอื่นโดยไม่รู้ตัว
เวลาใครบอกว่าไม่เชื่อคำสอนศาสนา ก็ฟังดูดีมีเหตุมีผลอยู่หรอก (ตัวเขาก็มักเห็นแบบนั้นด้วย) ความหมายโดยนัยคือ เขาไม่เชื่อเรื่องศาสนาเพราะเลือกใช้ชีวิตตามหลักวิทยาศาสตร์ เขาจะเชื่อก็แต่ข้อเท็จจริงและสิ่งที่พิสูจน์ได้เท่านั้น เขาจะไม่ยอมให้ใครมาหลอกง่ายๆ
ทว่า สิ่งที่มักมองข้ามกันเสมอคือ มีบ่อยครั้งที่การไม่เชื่อในสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อในสิ่งอื่นโดยไม่รู้ตัว และสิ่งอื่นที่เชื่อนั้นก็ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ได้เช่นเดียวกับความเชื่อที่ตนปฏิเสธ
อาตมาขอยกความเห็นของนักเขียนคนโปรดของอาตมาที่ชื่อ บี. อลัน วอลเลซ ดังนี้
“...เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้อธิบายว่าบิ๊กแบงอันเป็นจุดกำเนิดของจักรวาลเกิดจากอะไร ชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างไร ต้นกำเนิดของจิตสำนึกในจักรวาลอยู่ที่ใด หรือความรู้สึกตัวของทารกในครรภ์มาจากไหน การสรุปว่าปรากฏการณ์เหล่านี้มีที่มาจากสาเหตุทางวัตถุอย่างเดียวจึงไม่ถูกต้อง แต่กระนั้น นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากก็ยังตั้งสมมติฐานอยู่เสมอว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในธรรมชาติจะต้องมีคำอธิบายเชิงกายภาพ การตั้งสมมติฐานแบบนี้เป็นการเอาความเชื่อที่เกิดจากการอนุมานมาผสมผสานกับความรู้เชิงวิทยาศาสตร์”
ธรรมะคำสอน โดย พระอาจารย์ชยสาโร
แปลถอดความ โดย ศิษย์ทีมสื่อดิจิทัลฯ