อัฒมาสกราชา เขียนโดย สืบ ธรรมไทย

ครั้งหนึ่งก่อนศาสนาของสมเด็จพระสมณโคดมจักปรากฏ มีบุรุษผู้หนึ่งเขาไม่มีบ้านเรือนเป็นหลักเป็นแหล่ง ได้แต่อาศัยกำแพงเมืองกรุงพาราณสีด้านทิศอุดรเป็นที่พำนัก บุรุษผู้นี้ไม่มีความรู้ใด มีเพียงแรงกายวัยฉกรรจ์เป็นเครื่องมือเลี้ยงชีพ มีอยู่คราวหนึ่งเขาสะสมทรัพย์ได้จำนวนครึ่งมาสก ไม่รู้จะเก็บไว้ที่ไหน จึงเอาไปฝังยังข้างกำแพงเมือง ต่อมาก็ย้ายถิ่นรับจ้างผู้คนไปเรื่อย จนมาถึงประตูเมืองด้านทักษิณ เลยไปได้ภรรยาอยู่ที่นั่นคนหนึ่ง ซึ่งก็เป็นหญิงเข็ญใจเช่นกัน

สองผัวเมียคู่นี้ต่างก็ไม่มีความรู้ใด ดังนั้นจึงเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างผู้คนไปวันๆเหมือนกัน วันหนึ่งตำบลที่เขาและนางอาศัยอยู่ได้จัดงานประจำปีขึ้น มีการออกร้านและว่าจ้างมหรสพมาแสดงให้ผู้คนได้รื่นเริงบันเทิงใจ ภรรยาบุรุษเข็ญใจเมื่อเห็นชาวบ้านต่างเตรียมตัวที่จักเฉลิมฉลองกันในยามค่ำคืน นางที่มีนิสัยรักการสนุกจึงถามสามีว่า

“ ท่านพี่! ค่ำนี้เขาจักมีการละเล่นกัน ท่านพี่พอจักมีทรัพย์ติดตัวบ้างหรือไม่? น้องจักได้นำไปจับจ่ายเล่นหัวกับเขาบ้าง ” ชายผู้เป็นสามีพอฟังก็นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงตอบภรรยา “ ทรัพย์นั้นมีอยู่ดอกน้องหญิง ประมาณครึ่งมาสก แต่มันฝังอยู่ข้างกำแพงเมืองทิศอุดรโน่น! หากจะไปเอาก็ต้องเดินถึง ๑๒ โยชน์ทีเดียว น่าเสียดายจริงๆ! ”

ภรรยาพอฟังก็ให้แสนดีใจ รีบบอกไปว่า “ ถึงไกลก็จะเป็นไรเล่า? รีบไปเอามาเถอะ! ที่ติดตัวน้องเวลานี้ก็มีอยู่ครึ่งมาสกเช่นกัน น้องจะนำทรัพย์นี้ไปซื้อดอกไม้ส่วนหนึ่ง ของหอมส่วนหนึ่ง ส่วนของพี่จักเก็บไว้ซื้อสิ่งของอย่างอื่น แล้วคืนนี้เราจักได้เล่นการมหรสพกับชาวบ้านชาวเมืองเขาให้เป็นที่สนุกสนาน เพราะนานทีจักมีสักครั้ง ” ภรรยาผู้รักสนุกพยายามพูดหว่านล้อมสามีให้ไปนำเอาทรัพย์มาให้ตนใช้จ่าย!

ถึงคราวอุปถัมภกกรรมฝ่ายกุศลจักให้ผลต่อบุรุษเข็ญใจ พอเขาฟังภรรยาบอกก็มีจิตยินดีรีบเดินทางไปเอาทรัพย์ทันที! ระหว่างทางเมื่อนึกถึงความสนุกที่จักเกิดขึ้นในยามค่ำคืนเขาก็อดครึ้มใจไม่ได้ ดังนั้นจึงเดินไปพลางร้องเพลงไปพลาง

หลังจากเดินไปได้ ๖ โยชน์ขณะนั้นเป็นยามเที่ยงวันพอดี แสงอาทิตย์ที่ส่องมาต้องพื้นผิวทางหลวงเวลานั้นหากใครมิได้สวมรองเท้าแล้วออกไปเดินเหยียบย่ำล่ะก็ รับรองว่าต้องโดดหยงกันทุกราย เนื่องจากมันมิได้ต่างไปจากขี้เถ้าในเตาดีๆนั่นเอง แต่บุรุษมือเปล่าเท้าเปลือยผู้นี้กลับมิได้รู้สึกรู้สาใดๆ มิหนำซ้ำยังครวญเพลงหงิงๆอยู่ในลำคอด้วยต่างหาก!

เขาเดินไปตามเส้นทางอันร้อนผ่าวจนกระทั่งกำลังจะผ่านหน้าพระลานหลวงอันเป็นเขตพระราชฐาน ขณะนั้น พระเจ้าอุทยราชา พระราชาผู้ครองกรุงพาราณสีกำลังประทับอยู่บนพลับพลาพอดี จอมราชาเมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นบุรุษเข็ญใจเดินร้องเพลงมุ่งมาทางพระองค์อย่างมิได้สะทกสะท้านต่อเปลวแดดแต่อย่างใด ก็ให้ทรงรู้สึกเอ็นดูขึ้นมา ทรงดำริอยู่ในพระทัย

“ เหตุไฉนบุรุษผู้นี้จึงมิได้กลัวเกรงต่อความร้อนแรงแห่งแสงพระอาทิตย์? กลับเดินร้องเพลงฝ่าเปลวแดดมาได้เสียยังงั้น อย่ากระนั้นเลย เราควรเรียกเข้ามาสอบถามดูหน่อยท่าจะดี! ” เมื่อทรงดำริดังนี้จึงมีรับสั่งให้มหาดเล็กไปพาตัวเขาเข้ามา พอมหาดเล็กนำเขามาถึงพระองค์จึงตรัสถามไปด้วยน้ำพระเสียงที่กรุณาว่า

“ ดูก่อนบุรุษ! เหตุไฉนท่านจึงเดินร้องเพลงอย่างสบายอารมณ์ท่ามกลางเปลวแดดอันร้อนแรงได้เล่า? ท่านจักไปยังที่แห่งใด? พอจักบอกให้เรารู้ได้มั้ย? ” บุรุษเข็ญใจเมื่อฟังพระดำรัสจึงกราบทูลว่า “ ขอเดชะพระอาญามิพ้นเกล้า! ข้าพระบาทกำลังจะไปนำ เอาทรัพย์ที่ฝังไว้ข้างกำแพงเมืองทิศอุดรกลับไปให้ภรรยาใช้จ่ายในการละเล่นมหรสพคืนนี้ พระพุทธเจ้าข้า”พระราชาครั้นทรงสดับก็ทรงรู้สึกสนุกสนานพระทัยจึงตรัสถามไปอีก “ นี่แน่ะ! ท่านผู้มีความรักในภรรยา ทรัพย์ของท่านนั้นมีอยู่สักเท่าใดฤา? พันกหาปณะได้ไหม? ” บุรุษหนุ่มพอฟังจึงทูลว่า

“ หามิได้พระเจ้าข้า! ทรัพย์กระหม่อมมีเพียงครึ่งมาสกเท่านั้น! ” พระเจ้าอุทยราชาเมื่อทรงสดับก็ถึงกับทรงประหลาดพระทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงตรัสถามเขา “ ดูก่อนท่านผู้มากความเพียร! ทรัพย์เพียงครึ่งมาสกท่านก็ยอมฝ่าเปลวแดดเดินทางไกลไปเอาเทียวรึ? ท่านนี่ช่างอุตสาหะจริงๆ! ” ชายเข็ญใจพอฟังจึงกราบทูลว่า

“ ขอเดชะ! ความร้อนแห่งแสงอาทิตย์ฤาจักร้อนยิ่งกว่าความร้อนแห่งราคะในความรักภรรยานั้น หาเทียบได้ไม่! ข้าพระบาทมีจิตยินดีที่จะไปนำเอาทรัพย์มาให้นางใช้จ่ายในการละเล่นมหรสพคืนนี้ พระพุทธเจ้าข้า! ” สมเด็จราชาธิบดีครั้นได้ทรงสดับถ้อยพาทีอันคมคายของเขาก็ถึงกับทรงพระสรวลทันที ทรงรู้สึกว่าการได้โต้ตอบถ้อยคำกับบุรุษผู้นี้มันช่างเป็นเรื่องที่น่าสนุกจริงๆ! ดังนั้นจึงตรัสถามเขาอีก

“ ดูก่อนท่านผู้ฉลาดในการเจรจา ขอท่านอย่าเดินให้มันเหนื่อยไปเลย เราจักให้ทรัพย์ครึ่งมาสกแก่ท่านเอง แล้วจงรีบกลับไปหาภรรยาเพื่อเตรียมจับจ่ายซื้อของสำหรับคืนนี้เถิด” บุรุษเข็ญใจพอฟังจึงก้มลงกราบแทบเบื้องพระบาท ด้วยรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จากนั้นได้ทูลว่า

“ข้าแต่พระผู้เปี่ยมไปด้วยเมตตา การที่พระองค์ทรงให้ทรัพย์ครึ่งมาสกแก่ข้าพระบาทก็เพราะน้ำพระทัยอันกรุณาที่ทรงมีให้ต่อพสกนิกร ข้าพระบาทยินดีน้อมรับทรัพย์นี้ไว้ แต่อย่างไรข้าพระบาทก็จักต้องไปเอาทรัพย์ที่ฝังไว้กลับมาเพื่อมิให้ทรัพย์นั้นต้องฉิบหายไปโดยเปล่าประโยชน์! ” จอมราชาพอทรงสดับคำพูดเขาก็ให้ทรงรู้สึกเอ็นดูมากขึ้น จึงทรงออกพระโอษฐ์เพิ่มทรัพย์ขึ้นไปเป็นหนึ่งมาสก หวังจักให้เขารีบกลับไปหาภรรยา แต่บุรุษผู้มีใจมั่นคงหายอมกลับไปไม่ ยังคงยืนกรานจะไปเอาทรัพย์กลับมาเหมือนเดิม

สมเด็จพระราชาธิบดีเมื่อทรงเห็นเขามีใจหนักแน่นไม่หวั่นไหวไปกับทรัพย์ที่เพิ่ม ก็ยิ่งทรงเอ็นดูเขามากยิ่งขึ้นไปอีก จึงทรงเพิ่มทรัพย์ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงพันกหาปณะ แต่บุรุษเบื้องหน้าก็ยังยืนกรานจะไปเอาทรัพย์กลับมาให้ได้ เมื่อทรงเห็นถึงความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อต่อสิ่งที่ตั้งใจทำของชายเข็ญใจ จอมราชันย์ก็ทรงปลาบปลื้มในตัวเขาจนถึงที่สุด จึงมีรับสั่งให้มหาดเล็กข้างๆพาเขาไปอาบน้ำชำระร่างกายให้ผุดผ่องโสภา จากนั้นให้นำเครื่องประดับแห่งพระราชามาตกแต่งให้เขา เสร็จแล้วรีบพากลับมาหาพระองค์เป็นการด่วน!

บรรดาอำมาตย์เมื่อฟังรับสั่งต่างก็ประหลาดใจกันไปตามๆกัน แต่ก็หามีใครกล้าถวายคำคัดค้าน ดังนั้นมหาดเล็กสองนายจึงลุกขึ้นพาชายเข็ญใจไปอาบน้ำชำระร่างกายตามรับสั่งทันที

หลังจากขัดสีฉวีวรรณเนื้อตัวที่มอมแมมจนสะอาดสะอ้าน ตัดแต่งทรงผมเล็บมือเล็บเท้าจนเรียบกริบ ราชบุรุษทั้งสองก็นำเครื่องทรงกษัตริย์มาสวมให้เขา จากนั้นจึงพากลับมาเข้าเฝ้าอีกครั้ง องค์ราชันย์เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นบุรุษเข็ญใจในภาพลักษณ์ใหม่ดุจดั่งเป็นคนละคน ก็ให้ทรงสบพระทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงมีรับสั่งให้เปิดประชุมเหล่าข้าราชบริพารเป็นการด่วน

เมื่อบรรดาเสนาอำมาตย์ตลอดจนแม่ทัพนายกองทั้งหลายต่างมากันพร้อมหน้า สมเด็จพระราชาธิบดีจึงมีพระบรมราชโองการประกาศต่อที่ประชุมว่า “ ดูก่อนท่านทั้งหลาย ชายที่อยู่ข้างกายเรานี้ถือเป็นผู้มีปัญญา มีวาจาสัตย์ นอกจากนั้นยังมีใจไม่กลับกลอก ยากจักหาผู้ใดเสมอเหมือน สมควรจักตั้งไว้ในฐานะใหญ่ ดังนั้นเราจึงขอตั้งเขาให้เป็นพระราชาครอง ราชสมบัติแห่งกรุงพาราณสีร่วมกับเราครึ่งหนึ่ง และถือเขาเป็นสหายสนิทของเรานับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป! ”

หลังจบพระบรมราชโองการจอมกษัตริย์ก็มีรับสั่งให้ฝ่ายพิธีการจัดงานพระราชพิธีราชาภิเษกทันที เพื่อตั้งให้ชายเข็ญใจขึ้นเป็นราชาในวันนั้นเลย! นอกจากนั้นยังทรงพระราชทานพระนามให้เขาใหม่ว่า พระเจ้าอัฒมาสกราช พร้อมกับทรงแบ่งเขตการปกครองให้ดูแล และเมื่อใดที่ทรงว่างจากราชกิจพระองค์ก็จักเสด็จมาทรงสั่งสอนรัฏฐาภิปาลโนบายให้กับเขาเป็นการส่วนพระองค์ด้วยต่างหาก

จนไม่ช้าพระเจ้าอัฒมาสกราชก็ทรงมีความชำนาญในการปกครองบ้านเมืองมิได้ยิ่งหย่อนไปกว่าจอมกษัตริย์เลย! แต่ทุกสิ่งในโลกล้วนไม่มีอะไรเที่ยงแท้ ต่างผันแปรไปตามกฏไตรลักษณ์ โดยเฉพาะจิตของมนุษย์ ช่างยากแท้หยั่งถึงจริงๆ!

หลังจากพระเจ้าอัฒมาสกขึ้นครองราชย์เป็นเวลาหลายปีผ่านไป วันหนึ่งพระเจ้าอุทยราชาทรงรู้สึกคิดถึงพระสหายอดีตเป็นบุรุษเข็ญใจขึ้นมา จึงมีรับสั่งให้มหาดเล็กให้ไปทูลเชิญพระเจ้าอัฒมาสกมาพักผ่อนคลายพระอิริยาบถร่วมกับพระองค์ในพระราชอุทยานหลวง หลังจากที่กษัตริย์ทั้งสองพระองค์เสด็จจนรอบพระอุทยานแล้ว จอมราชาก็ทรงรู้สึกเมื่อยล้าพระวรกาย ดังนั้นจึงเผลอบรรทมหลับอยู่ใต้ไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง

เวลานั้นไม่ทราบว่ามีผีห่าตนใดเข้ามาดลจิตดลใจพระเจ้าอัฒมาสกราช จู่ๆเขาก็เกิดความคิดชั่วช้าขึ้นมา“โอ้หนอ การที่เราครอบครองราชสมบัติแต่เพียงครึ่งหนึ่งรู้สึกยังมิเป็นการดีแท้ ด้วยจักรู้อย่างไรว่าจอมกษัตริย์ผู้นี้จักไม่เรียกเอาสมบัติของพระองค์กลับคืน? อย่ากระนั้นเลย ควรจักฉวยโอกาสอันประเสริฐนี้ปลงพระชมม์จอมราชาเสียดีกว่า จากนั้นก็สถาปนาตนขึ้นเป็นกษัตริย์แต่เพียงผู้เดียว ถึงจึงจักวางใจได้! ”

ฉับพลันที่บาปเกิดขึ้นราชาอดีตบุรุษเข็ญใจก็เอื้อมมือไปหยิบเอามีดสั้นข้างเอวขึ้นมา จากนั้นก็เดินทื่อเข้าหาหมายใจจักฆ่าจอมราชาที่ทรงหลับใหลอยู่อย่างเป็นสุขใต้เงาไม้ใหญ่เบื้องหน้าทันที ในห้วงความเป็นความตายนั้นเองอุปถัมภกกรรมฝ่ายกุศลที่มีกำลังแรงกล้าก็ไม่รอช้า รีบเข้าดลจิตดลใจราชามืดบอดให้ทรงมีพระสติกลับมา พระองค์จึงทรงคำนึงขึ้นว่า

“ อหา! นี่เราเป็นบ้าอะไร? ไฉนจึงมีความคิดชั่วช้าได้ถึงเพียงนี้? เดิมทีเราก็เป็นแค่คนเร่ขายแรงงาน ไร้เกียรติ์ไร้ศักดิ์ศรี แต่เพราะกุศลหนหลังจึงทำให้พระราชาผู้เปี่ยมไปด้วยพระเมตตาพระองค์นี้ทรงยกฐานะจากยาจก ตั้งให้เป็นใหญ่ถึงขนาดครองเมืองครึ่งหนึ่ง มิหนำซ้ำยังทรงรักใคร่ไว้วางพระทัยนักหนา แล้วไฉนเราจักมาแทนคุณด้วยการกระทำเยี่ยงนี้เสียเล่า? ”

พอทรงนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่จอมราชันย์ทรงมีต่อตน พระขรรค์ที่ทรงเงื้ออยู่ก็พลันร่วงหล่นทันที แต่สักพักเจ้าตัณหาที่ฝังอยู่ก้นบึ้งของจิตก็ฉวยโอกาสเข้าครอบงำอีก ยั่วยุให้คิดมักใหญ่ใฝ่สูง คิดจักครอบครองราชสมบัติแต่เพียงผู้เดียว จึงก้มลงหยิบเอามีดสั้นขึ้นมาใหม่ หมายใจจักฆ่าจอมราชาอีกครั้ง แต่อุปถัมภกกรรมที่ตั้งท่าอยู่แล้วก็ไม่รอช้า เข้ายับยั้งได้ทันท่วงทีเช่นกัน แต่พอผ่านไปก็เกิดความอยากขึ้นมาอีก เป็นอยู่อย่างนี้หลายครั้งหลายครา ในที่สุดราชาอัฒมาสกก็ทรงสลดพระทัยในดวงจิตของตน พร้อมกับทรงคำนึงว่า

“ โอ้หนอ! บัดนี้จิตเราได้ถูกอกุศลเข้าครอบงำเสียแล้ว ยามใดที่มันกำเริบก็จักพาเราให้กระทำชั่ว คิดฆ่าได้แม้แต่กระทั่งพระราชาผู้มีคุณ หากเรายังปล่อยให้เจ้าอกุศลเข้าครอบครองดวงจิตได้อีก เห็นทีคงไม่แคล้วต้องลอบปลงพระชนม์พระราชาผู้ประเสริฐไม่วันใดก็วันหนึ่งเสียเป็นแน่ อย่ากระนั้นเลย เราจงอย่าให้บาปเข้าครอบครองใจเราได้อีกเป็นอันขาดเลย! ”

เมื่อทรงเกิดความไม่วางพระทัยในจิตแห่งตนแล้ว ราชาอดีตบุรุษเข็ญใจจึงทรงก้มลงปลุกสมเด็จพระราชาธิบดีให้ทรงตื่นจากบรรทม จากนั้นก็ทรงกราบลงแทบเบื้องพระบาทพร้อมกับทูลว่า “ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ! ขอพระองค์โปรดทรงลงโทษหม่อมฉันด้วยเถิดพระเจ้าข้า! ” จอมราชาซึ่งบรรทมอยู่อย่างเป็นสุข จู่ๆถูกปลุกก็ทรงรู้สึกแปลกพระทัย จึงตรัสถามพระสหายว่า

“ มีเรื่องอันใดฤาสหาย? ไฉนจึงขอให้เราลงโทษเล่า? ” พระเจ้าอัฒมาสกจึงทรงเล่าเรื่องที่ตนมีจิตคิดร้ายหมายลอบปลงพระชนม์จอมราชันย์ตั้งแต่ต้นจนจบให้ทรงทราบ หลังจากฟังเรื่องราวแล้วแทนที่จอมกษัตริย์จักทรงพิโรธโกรธกริ้ว ที่ไหนได้กลับตรัสว่า “เอาเถิดสหายรัก ถ้าท่านปรารถนาจักเป็นราชาแต่เพียงผู้เดียวเราก็จักยกสมบัติครึ่งเราให้กับท่านก็แล้วกัน ส่วนเราจักขอเป็นเพียงแค่อุปราชก็พอ อย่าวิตกไปเลยเพื่อนรัก กลับวังกันเถอะ จักได้มีเวลาเตรียมงานเตรียมการกันเสียแต่เนิ่นๆ ”

ราชาอดีตบุรุษเข็ญใจเมื่อทรงเห็นถึงน้ำพระทัยอันแสนประเสริฐของจอมราชันย์ก็ถึงกับทรงหลั่งน้ำพระเนตรอาบนองไปทั่วพระพักตร์ด้วยสุดจักทรงกลั้นไว้ได้ ทรงโผลงกอดพระบาททั้งสองของพระราชาธิบดีเอาไว้จนแน่น จนสักพักพอทรงได้พระสติจึงตรัสว่า

“ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยพระเมตตา บัดนี้ข้าพระบาทหาได้ปรารถนาในราชสมบัติไม่ การที่ข้าพระบาทมีจิตคิดร้ายต่อพระองค์ก็เพราะถูกตัณหาเข้าครอบงำ ทำให้หลงผิดจนแทบจะก่อบาปใหญ่ หากยังมิรีบแก้ไขภายหน้าสืบไปเห็นทีคงไม่แคล้วต้องถูกเจ้าตัณหายั่วยุให้ก่อแต่กรรมทำแต่ชั่ว ไม่มีวันหยุดวันหย่อนเป็นแน่

แหละพอละสังขารไปก็คงต้องไปทนทุกข์อยู่ในอบาย ฉะนั้นขอพระองค์โปรดทรงรับเอาราชสมบัติของพระองค์กลับคืนไปเถิด ข้าพระบาทหาได้ต้องการมันแล้ว ข้าพระบาทจักขอเข้าป่าไปบวชเป็นฤาษี ด้วยบัดนี้ได้เห็นซึ้งถึงภัยแห่งตัณหา เจ้าตัณหานี้หากผู้ใดครุ่นคิดถึงมัน มันก็จักเจริญงอกงามในใจผู้นั้น ทำให้เขาต้องไปสร้างกรรมทำบาปตามอำนาจของมัน ดังนั้นนับแต่นี้ไปข้าพระบาทจักไม่ขอคิดถึงมันอีกเป็นอันขาด! ”

หลังจากทรงกราบทูลแล้วราชาอดีตบุรุษเข็ญใจก็อัญเชิญสมเด็จพระเจ้าอุทยราชาเสด็จกลับพระนครทันที พอถึงก็มีรับสั่งให้ราชบุรุษไปป่าวประกาศทั่วพระนครว่าพระองค์จักทรงกระทำพิธีถวายราชสมบัติกลับคืนให้กับสมเด็จพระราชา ผู้ใดที่ไม่ติดภารกิจขอให้มาประชุมพร้อมกันเพื่อเป็นสักขีพยาน พอเสร็จพระราชพิธีพระองค์ก็ไม่รอช้า ทรงมุ่งหน้าสู่หิมวันตประเทศแต่เพียงลำพัง ทรงเข้าป่าไปประพฤติพรตบำเพ็ญพรหมจรรย์ จนสำเร็จฌานสมาบัติ พอถึงกาลแตกดับของธาตุขันธ์ ด้วยอำนาจแห่งฌานที่บำเพ็ญได้ จึงนำให้พระองค์ไปอุบัติเป็นพระพรหม เสวยสุขอยู่บนพรหมโลกต่อไปอีกนานแสนนาน .

จากเรื่องที่นำมาเล่าอุปถัมภกกรรมฝ่ายกุศลย่อมทำหน้าที่ดลบันดาลให้ผู้ที่ทำกรรมดีประสบแต่ความสุขความเจริญยิ่งๆขึ้นในชีวิต ตามกำลังแห่งบุญที่เขาสร้างไว้ ดูแต่พระเจ้าอัฒมาสก เดิมทีก็เป็นแค่คนยากไร้ แต่ด้วยอานุภาพแห่งกุศลหนหลัง จึงย้อนมาเป็นอุปถัมภกกรรมทำให้ชาติปัจจุบันเขาได้รับความสุขความเจริญได้เป็นถึงพระราชา

เท่านั้นไม่พอ ยังดลจิตดลใจให้เห็นโทษภัยของตัณหา ถึงขนาดเข่าป่าไปบวชเป็นฤาษีบำเพ็ญตบะบารมีจนสำเร็จฌานสมาบัติ ได้พบกับความสุขในชาติหน้าด้วยต่างหาก! และนี่ก็คืออุปถัมภกกรรมที่ทำหน้าที่คอยดลบันดาลให้สัตว์ทั้งหลายได้รับความสุขความทุกข์ ตามแต่กรรมที่เขาทำมา ตราบใดที่สัตว์ตนนั้นยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร! .

สืบ ธรรมไทย



ที่มา : พุทธชาดก

DT013120

pt

 เปิดอ่านหน้านี้  580 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย