ถวายเงีนใส่บาตธ

     

การถวายเงินใส่บาตธบาปหรือไม่?




การใส่บาตรถวายเงินหรือปัจจัยเป็นทานนั้นไม่ถือว่าบาป เพราะในปัจจุบัน เงินเป็นปัจจัยหนึ่งในการดำรงชีพ แต่ถึงกระนั้นก็ตามก็มิได้จำเป็นเสมอไป แต่อยู่ที่ว่าความจำเป็นนั้นมีความสำคัญมากน้อยเพียงใด มีความสมเหตุสมผลหรือไม่ พึงควรพินิจพิจารณาให้รอบคอบและไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน แต่การกระทำนั้นตั้งต้องทำด้วยความตั้ใจและมีเจตนาที่บริสุทธิ์ คือไม่สร้างความเดือดร้อนและความขัดสนให้ตนและผู้อื่น


แล้วพระไตรปิฏก ก็เชื่อถืออะไรไม่ได้ซิ ในพระไตรปิฎกเล่ม 3 หน้า 940 พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ต้องอาบัตินิสสัคคีย์ ต้องสละออกจึงพ้นโทษได้บอกกันแบบนี้พระสมมติสงฆ์ของเมืองไทย จึงพาญาติโยมทำอะไรกันเลอะเทอะไปหมดแล้ว พระพุทธองค์จึงตรัสไว้ว่าอีกหน่อยปลายพุทธกาลพระสงฆ์แค่เอาผ้าเหลืองแขวนคอได้ก็เป็นพระสงฆ์แล้ว นั่นคงเป็นจริงดังว่า



ถวายเงินใส่บาตร ไม่บาปหรอก

แต่ไม่ถูกต้อง

โยมไม่ควรจะนำปัจจัย ใส่ในบาตรพระ


ถวายเงินใส่บาตร ไม่บาปหรอก (อวิชชา)เพราะโมหะ ไม่รู้)

แต่ไม่ถูกต้อง

โยมไม่ควรจะนำปัจจัย ใส่ในบาตรพระ (ใส่บาตรเฉพาะปัจจัยที่เป็น อาหารขอรับ)เลี้ยงร่างกาย

- 125.25.11.54 [28 มิ.ย. 2551 11:44 น.] คำตอบที่ 3


xcv - 61.19.67.11 [28 มิ.ย. 2551 13:09 น.] คำตอบที่ 4

กรรมคือเจตนา

คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว ก็ตกนรก

แล้วคนที่ใส่เงินในบาตรพระ เรียกว่าทำชั่วหรือเปล่า ...และจะตกนรกขุมใดล่ะ


ผมยังคิดถึงเรื่องนี้ไม่หาย วันหนึ่งผมยืนอยู่หน้าวัด ตั้งใจจะเข้าไปกราบพระในกุฏินะ
บ้านผมก็อยู่ไกล ผมเองก็ต้องหาข้าวทานตามร้านอาหาร พอดีพระท่านเดินบิณฑบาตรมา ผมก็อยากตักบาตรเหมือนกัน เลยเอาเงินใส่ในบาตร แต่ใบเงินไม่สะอาดนะผมว่า
เพราะใช้กันหลายมือเหลือเกิน ขอโทษด้วยครับท่านหลวงพ่อ.


http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=8605&Z=8635


ไปอ่านพระไตรปิฎก เล่ม 26 หน้า 721 และเล่ม 34 หน้า 87 นะและบอกต่อ ๆ กันไปด้วยว่า ถ้าพระรูปไหนรับเงิน พระพุทธองค์เรียกว่าโมฆะบุรุษ


ดูซะก่อนนะ ว่าคนถาม เขาถามอะไร

เขาถามว่าคนใส่เงินในบาตร จะบาปหรือไม่ ก็ตอบเขาให้ตรงคำถามหน่อย

การที่ภิกษุรับเงิน มันก็ผิดวินัยอยู่แล้ว แต่นั้นมันเกี่ยวอะไรกับคนใส่ มิทราบ

ทีนี้ถามว่า คนที่ใส่ บาปหรือไม่ ตอบเลยว่า ไม่บาป หรืออาจจะไม่เกี่ยวกับบาปหรือไม่บาป

แต่มันเกี่ยวกับ สมควรหรือไม่สมควร ก็แค่นั้น

พระควรจะไม่รับเงิน หรือบอกให้โยมรู้ ว่ามิควรใส่เงินในบาตร


ถ้าป๋มมีเงินมากๆ....ป๋มจะใส่เยอะๆ จ้า....



การใส่เงินลงในบาตร ไม่บาปหรอกครับ

ในสมัยก่อน ๆ ครั้งพุทธกาล มีหลายท่านบูชาพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น พระพุทธเจ้าพระองค์นี้ พระอริยะองค์นั้น ๆ ด้วยแก้วแหวนอัญมณี ทองคำ รูปิยะและสิ่งมีค่าต่าง ๆ มากมาย แต่พระพุทธองค์พระอริยะเหล่านั้น ท่านไม่ยึดติดกับสิ่งเหล่านั้น

ในพระวินัยท่านว่า พระสงฆ์รูปใดเก็บรูปิยะ ยึดรูปิยะไว้เป็นประโยชน์เพื่อตน เป็นของตน ท่านปรับอาบัติ

หากท่านพระสงฆ์ทั้งหลายท่านไม่ยึด ไม่ติด ในรูปิยะ ในเงินทองไว้เป็นของท่าน ท่านนำไปทำนุบำรุงพระศาสนา เช่น เป็น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าหยูกยา รักษาพยาบาล ค่าอุปกรณ์ก่อสร้างต่าง ๆ ก็ไม่น่าเป็นผลเสีย

หรือก่อนใส่ก็บอกท่านว่า ขอให้หลวงพ่อ หลวงพี่ นำไปใช้จ่ายให้เหมาะกับสมณะบริโภคนะขอรับ น่าจะเป็นผลดี

เจริญธรรม


พวกศาสนาพุทธ เถียงกันเอง
แล้วมาบอกคนอื่นว่าตัวเองแน่

น่าหัวร่อ 5 5 5 5 5


พระพุทธศาสนา คือ
คำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น
แม้จะมีปริยายมากเพียงไร และจะเป็น
ชั้นต่ำ ชั้นกลาง ชั้นสูง อย่างไร ก็
เพื่อให้บุคคลผู้ฟังได้รู้ได้เข้าใจ, นี้เป็น
หลักอันหนึ่งและคำสั่งสอนนั้น ก็ประกอบ
ด้วยเหตุด้วยผล ซึ่งเป็นไปที่บุคคลหรือ
มีที่บุคคล อันบุคคลจะพึงพิจารณาตรวจ
ดูตนสอบกับคำสั่งสอนของพระสัมมาสัม-
พุทธเจ้า ให้รู้ว่าเป็นอย่างไร โดยเหตุ
และผลอย่างหนึ่ง, และเมื่อได้ปฏิบัติตาม
ก็จะได้ประสบผล คือพ้นจากส่วนที่ชั่ว
บรรลุถึงส่วนที่ดี ที่เป็นข้อมุ่งหมาย ทั้ง
ทางโลกทั้งทางธรรม อีกอย่างหนึ่ง.
พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นต้นเดิม เป็นผู้
บัญญัติพระพุทธศาสนานั้น เมื่อแรกเป็น
ผู้ครอบครองฆราวาสสมบัติ ( สมบัติของ
ผู้อยู่ครองเรือน ) ยังบริบูรณ์ด้วยยินดียิน
ร้ายเหมือนคนสามัญอื่น แต่พระองค์เป็น
ผู้มีพระสติรอบคอบ และพระปัญญาลึก
ซึ้งกว่าชนสามัญอื่น ๆ, ถึงมีพระชนมายุ
ยังอยู่ในปฐมวัย ( วัยที่ต้น คือกำลัง
หนุ่ม ) และครอบครองฆราวาสสมบัติ
ซึ่งเป็นอย่างเลิศอย่างยอด คือ สถานที่อยู่
ของใช้สอย อาหาร ปริจาริกานารี ( นาง
บำเรอ ) และคนรับใช้ แต่ล้วนได้เลือก
คัดจัดสรร เป็นอย่างดีในเวลานั้น และ
มากมายมิใช่น้อย, พระชายา ( เมีย ) และ
พระโอรส ( ลูกชาย ) ก็มีลักษณะและ
คุณสมบัติอันงามเลิศ แต่ฆราวาสสมบัติ
ถึงปานนั้น ไม่ทำให้พระองค์เพลิดเพลิน
อยู่เสมอได้ พระองค์ทรงเห็นการที่เป็น
อยู่เช่นนั้น เป็นโทษทุกข์ เพราะต้อง
ทำการวนเวียนซ้ำ ๆ ซาก ๆ อันไม่รู้จักจบ
ไม่มีที่สุด ซึ่งผู้ใช้ปัญญาพิจารณาโดยรอบ
คอบจะเห็นว่าน่าเบื่อ จนกว่าความตาย
จะมาพรากไปเสีย และไม่สามารถจะป้อง
กันทุกข์ต่าง ๆ อันจะเกิดมีขึ้น ณ ระหว่าง ๆ
ตลอดถึงความตายอันเป็นเหตุที่น่ากลัว
ใหญ่ได้ ทรงหมายมั่นในพระหฤทัยว่า คง
จะได้ประสบการณ์ที่ไม่ต้องเป็นเช่นนั้นได้
และเพราะความเบื่อหน่ายหนักขึ้นเป็นเหตุ
จึงได้ทรงละฆราวาสสมบัตินั้น ออกทรง
บรรพชาแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ซึ่งจะ
ทำให้พระองค์ไม่ต้องวนเวียนซ้ำซาก และ
ไม่ต้องประสบทุกข์อื่น ๆ ตลอดจนถึง
ความตายได้ ซึ่งเรียกว่า " มหาภิเนษ-
กรมณ์ " หรือ " มหาภินิษกรมณ์; " ทรง
อุตสาหะศึกษาทดลองและพิจารณา ด้วย
ความเพียรอันแรงกล้า และพระปัญญา
อันสุขุมลึกซึ้ง ไม่มีผู้อื่นเสมอเหมือน อยู่
ถึง ๖ ปี ก็ได้บรรลุพระอนุตตรสัมมา-
สัมโพธิญาณ ( ปัญญาอันตรัสรู้พร้อมโดย
ชอบไม่มีอื่นยิ่งกว่า ) ทรงทราบประจักษ์
ชัดธรรมดาของสิ่งทั้งปวงหมด โดยไม่
วิปริตแปรผันกลับคืนคลาย, ไม่ทรงถือ
มั่นยินดียินร้ายในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง, มีพระ
หฤทัยเบิกบานบริสุทธิ์; แต่เป็นผู้ประกอบ
ด้วยพระเมตตากรุณาต่อสัตว์มีชีวิตเป็น
อย่างยิ่ง ไม่มีผู้อื่นเสมอ จึงได้ทรงแสดง
ธรรมสั่งสอนหมู่สัตว์ เพื่อพ้นจากทุกข์
ได้ประสบสุข ตามควรแก่ความปฏิบัติและ
ความสามารถ.
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น เรียก
ว่า " พระธรรม " จำแนกออกไปเป็น ๓
คือ :
ส่วนที่ควรเล่าเรียนศึกษา ด้วยฟังและ
อ่านดูในหนังสือแล้วและไตรตรองตามให้
เข้าใจ เรียกว่า " ปริยัตติธรรม " ๑.
การปฏิบัติดัดกายวาจาและจิต ตาม
ปริยัติธรรม ( เมื่อได้เล่าเรียนศึกษาและ
ไตร่ตรองให้เข้าใจแล้ว ) เรียกว่า " ปฏิ-
ปัตติธรรม " ๑.
การรู้แจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา ( เมื่อ
ได้ปฏิบัติถูกต้องและถึงที่แล้ว ) ไม่กลับ
เสื่อมถอยคืนคลาย เรียกว่า " ปฏิเวธ-
ธรรม " ๑.
ปริยัตติธรรม ประกาศข้อปฏิบัติเป็น
๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา.
การป้องกันความชั่วร้ายเสียหาย ซึ่ง
จะเกิดมีทางกายวาจาตลอดถึงใจ ด้วยได้
ทำตามไม่ล่วงละเมิดสิกขาบทบัญญัติของ
ศาสนาและกฎหมายบ้านเมือง ตลอดถึง
ธรรมเนียมประเพณีของชาติตระกูล อัน
เป็นเหตุให้เกิดโทษทุกข์อย่างร้ายแรง และ
การบำเพ็ญความดี ด้วยได้ประพฤติตาม
ทางที่นิยมนับถือกัน ตามศาสนาและตาม
ธรรมเนียมประเพณีของชาติตระกูล อัน
เป็นเหตุให้เกิดความเจริญ เรียกว่า " ศีล "
มีประโยชน์ที่ป้องกันทุกข์.
การทรมานฝึกหัดใจ ให้ตั้งมั่นแน่แน่ว
อยู่ในอารมณ์ ( ที่ยึดหน่วง ) ที่ชอบอัน
เดียว ไม่ให้ฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ
เรียกว่า " สมาธิ " มีประโยชน์ที่ทำใจให้
เป็นสุข.
การรู้ยิ่งเห็นจริงสิ่งทั้งปวงตามธรรมดา
ละการถือมั่นยินดียินร้ายได้ขาด ไม่
แปรผันกลับคืนคลายเรียกว่า " ปัญญา "
มีประโยชน์ที่ทำใจให้ผ่องใสบริสุทธิ์ ไม่
ขุ่นมัวเศร้าหมอง เฉย ๆ อยู่ซึ่งเป็นสุข
อย่างสูง.
หมู่คนได้ฟังคำสั่งสอนของพระพุทธ-
เจ้าแล้วเชื่อนับถือ ได้ชื่อว่า " สาวก "
ครั้นเชื่อนับถือและปฏิบัติตาม จนถึงได้
บรรลุคุณพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง เรียกว่า
" พระอริยสงฆ์. "
พระสงฆ์สาวกได้ฟังจำทรงและปฏิบัติ
พระธรรมแล้ว, มีเมตตากรุณา ได้นำ
พระธรรมคำสั่งสอนนั้นมาประกาศแสดง
แก่ผู้อื่นที่ยังไม่รู้ไม่เห็น ให้รู้ให้เห็นตาม
สืบ ๆ กันมา, พระธรรมคำสั่งสอนจึงได้
แพร่หลายปรากฏอยู่จนทุกวันนี้.
พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง
เรียกว่า ศาสนธรรม ธรรมคำสั่งสอน,
คำสั่งสอนก็ประกาศแสดงสัจจธรรม ธรรม
ที่เป็นตัวจริง, ธรรมที่เป็นตัวจริงที่พระ-
พุทธเจ้าแสดง โดยตรงแสดงที่คน ไม่ได้
แสดงนอกจากคนออกไป, แต่ที่มีแสดง
เกี่ยวกับโลกภายนอกบ้าง ก็เพื่อแสดงให้
เห็นว่าเกี่ยวกับคนอย่างไร แต่โดยตรง
แสดงที่คน. ในส่วนรวม พระพุทธเจ้า
ไม่ได้ทรงบัญญัติหรือกำหนดโทษ, ใคร
เรียน ใครจำ ใครพิจารณา ใครปฏิบัติ
ก็ได้รับประโยชน์ตามสมควรแก่กิจการที่
ได้ทำ, ถ้าใครไม่ทำ ก็ไม่ได้รับประโยชน์
เอง เป็นอันลงโทษอยู่ในตัว. แต่เมื่อมี
ผู้บวชมากขึ้น, ผู้บวชในชั้นต้นนั้น พระ-
พุทธเจ้าไม่ได้ทรงกำหนดอายุ เพราะ
ฉะนั้น ผู้บวช บวชอายุน้อย ๆ ก็มี และ
บวชไม่ใช่ด้วยศรัทธาความเชื่อ ความ
เลื่อมใสก็มี, เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เกิดมีผู้บวช
ซึ่งเรียกว่า บรรพชิต ( ในชั้นต้นมีแต่
ภิกขุเท่านั้น ) ประพฤติไม่ดีไม่ชอบ, พวก
ภิกษุด้วยกันบ้าง พวกชาวบ้านบ้าง ได้รู้
เข้าก็ติเตียนโพนทนากันไป จนความ
ทราบถึงพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าก็ทรง
สอบสวน เมื่อทรงทราบความแน่นอน
แล้วก็บัญญัติพระวินัย. บัญญัติ หมาย
ความว่าแต่งตั้งขึ้นด้วยกำหนดโทษแรง
บ้าง หย่อนลงมาบ้าง, อย่างแรงก็ให้ต้อง
ปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุ หย่อนลง
มาก็อาบัติถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ
ทุกกฏ ทุพภาษิต. เพราะฉะนั้น จึงมีพระ
วินัยขึ้นในพระพุทธศาสนาอีกส่วนหนึ่ง.
พระธรรมเป็นคำสั่งสอนที่ชี้แจงแสดงสัจจ-
ธรรม คือ ธรรมที่เป็นจริงสำหรับให้ผู้
ศึกษาได้รู้.
ศัพท์ว่า ศึกษา นี้ ทางพระบาลีหรือ
ทางพระศาสนาใช้ครองมาตั้งแต่เรียนจำ
เช่นอย่างนั่งฟังกันอยู่เช่นนี้ ก็เรียกว่า
ศึกษา ท่องบ่นก็ศึกษา พิจารณาเนื้อความ
ก็ศึกษา ปฏิบัติก็ศึกษา, เพราะฉะนั้นคำว่า
ศึกษา หรือภาษาบาลีว่า สิกขา ใช้ครอบ
มาตั้งแต่ต้น. ส่วนไทยเราเอามาใช้ เช่น
กระทรวงศึกษาธิการ หรือกรมศึกษาธิการ
เป็นจำเพาะแต่เรียนเท่านั้น ไม่สู้ตรงกัน
นัก, เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมก็เพื่อ
ให้รู้จักว่าธรรมเป็นอย่างไร แล้วก็ปฏิบัติ
่ธรรมไปเป็น ปฏิบัติธรรม จนได้บรรลุ
ถึงผลซึ่งเรียกว่า ปฏิเวธธรรม.
ส่วนพระวินัยเป็นพระบัญญัติ คือข้อ
ที่พระพุทธเจ้าแต่งตั้งขึ้นเป็นกฎหมายสำ-
หรับบรรพชิต ผู้บวชนั้นเอง; เพราะ
ฉะนั้น จึงมีการลงโทษกันตามหนักและ
เบา, รวมเข้าก็เป็น ธรรม ๑ วินัย ๑,
พระพุทธศาสนาจึงแยกเป็นสอง คือพระ
ธรรมสำหรับศึกษาปฏิบัติฝึกหัดจิตอย่าง
หนึ่ง, วินัยสำหรับปฏิบัติกายวาจาให้เรียบ
ร้อยสม่ำเสมอเหมือน ๆ กันอีกอย่างหนึ่ง.
ครั้งพุทธกาล พระพุทธศาสนาแยก
ออกไปเป็น ๒ คือธรรมกับวินัยเท่านั้น ยัง
ไม่มีศัพท์ว่า ไตรปิฎก หรือ ติปิฎก;
ภาษาบาลีว่า ติปิฎก หรือ เตปิฎก, ติ
หรือ เต แปลว่า ๓, เอา ติ หรือ เต
เป็น ไตร จึงเรียกว่าไตรปิฎก แปลว่า
ปิฎกสาม; ปิฎก หรือ ปิฎกะ
แปลว่า ตะกร้าหรือกระจาด, ไตรปิฎก
ก็คือตะกร้าสามใบ. แต่ว่าความมุ่งหมาย
ของท่านไม่ใช่เช่นนั้น มุ่งหมายถึงคำ
สั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งเรียกว่าพระ-
พุทธศาสนา แยกออกเป็น ๓ , ที่แยก
ออกเป็น ๓ ก็ปรากฏในตอนที่พระพุทธ-
เจ้าปรินิพพานแล้ว. เมื่อพระพุทธเจ้า
ปรินิพพานแล้ว พระสงฆ์รวมกันเข้า
ประชุมกันทำสังคายนา. เรื่องสังคายนา
เป็นอย่างไรไว้รู้กันทีหลัง หรือจะอ่านดู
ในสังคีติก็ได้. ที่ว่าแยกออกเป็น ๓ เรียก
ว่าไตรปิฎกนั้น เพราะท่านแยกพระธรรม
ออกเป็น ๒ คือ ส่วนที่มีเรื่องราว เช่น
ครั้งนั้นพระพุทธเจ้าประทับที่นั่น ทรง
แสดงธรรมชื่อนั้น แก่บุคคลนั้น หรือ
พวกนั้น เหมือนดังแสดงธรรมจักกัปป-
วันตสูตร แก่พระปัญจวัคคีย์ ที่อิสิปตน-
มฤคทายวัน เช่นนี้เรียกว่าพระสูตรหรือ
สุตตันตะ ส่วนที่เป็นพระสูตร. ส่วนที่
ไม่กล่าวถึงบุคคลไม่กล่าวถึงเรื่องราว
กล่าวแค่ธรรมล้วน ๆ เช่น ท่านแสดง
ไว้ว่า กุศลธรรม ธรรมที่เป็นกุศลส่วนดี
อกุศลธรรม ธรรมที่เป็นอกุศลส่วนชั่ว
อัพยากตธรรม ธรรมที่ท่านไม่ยืนยันว่า
ดีหรือชั่ว, ท่านไม่พูดถึงคน พูดแต่
ธรรมเท่านั้น เช่นนี้เรียกว่า อภิธรรม
แปลว่าธรรมอย่างยิ่ง หรือ ปรมัตถ หมาย
ความว่ามีเนื้อความเป็นอย่างยิ่ง ไม่กล่าว
ถึงบุคคลและเรื่องราวอะไรต่าง ๆ อีกส่วน
หนึ่ง, จึงเป็น ๓ ปิฎก คือ พระวินัย ๑
พระสูตร ๑ พระอภิธรรมหรือพระปรมัตถ
อีก ๑. แต่เรื่องสังคายนาครั้งที่ ๑-๒ ที่
มีในวินัยปิฎก ไม่ได้กล่าวแยกเป็น ๓,
น่าจะแยกเป็น ๓ หลังจากสังคายนาครั้งที่
๒ แล้ว. เดี๋ยวนี้เรียกว่า ไตรปิฎก เป็น
พื้น.
รวมความว่าแต่ครั้งพุทธกาล ( พุทธ-
กาลหมายถึงเวลาที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระ
ชนม์อยู่ ) พระพุทธศาสนาแยกเพียง ๒
คือพระธรรม ๑ พระวินัย ๑ ดังกล่าว
มาแล้ว ปรากฏในพระพุทธภาษิตที่ตรัส
แก่พระภิกษุที่พระอานนท์เป็นต้น ความ
ว่า " โดยกาลล่วงไปแห่งเรา ธรรมและ
วินัยที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว เป็น
ศาสดาของท่านทั้งหลาย, " แต่เมื่อพระ
สาวกทำสังคายนา เมื่อพระพุทธเจ้า
นิพพานแล้ว จึงแยกออกเป็น ๓ ด้วยแยก
พระธรรมออกเป็น ๒ คือพระสูตร หรือ
สุตตันตะ ๑, พระอภิธรรมหรือพระปรมัตถ
อีก ๑.
พึงสังเกตว่า ศาสนาอื่น ๆ ที่ปรากฏ
เช่นศาสนาคริสต์ เมื่อพระเยซูตายหรือ
ขึ้นสวรรค์ก็ตาม ไปแล้ว ก็มีหัวหน้าเป็น
ผู้แทนสืบมาจนถึงบัดนี้. ในศาสนาอิสลาม
เมื่อพระมะหะหมัดตายไปแล้วก็มีผู้แทน
สืบมาซึ่งเรียกว่า " กาหลิบ " แต่ทางพระ
พุทธศาสนา แม้มีพระสาวกที่เป็นผู้ใหญ่
เช่นพระมหากัสสป พระอานนท์ พระ
อนุรุทธเป็นต้น พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรง
มอบให้ใครเป็นผู้แทนพระองค์, แต่ให้
ธรรมวินัยที่พระองค์ทรงแสดง ทรงบัญญัติ
เป็นศาสดาแทนพระองค์. ถ้าพิจารณาก็
จะเห็นได้ว่า ถ้าให้บุคคลเป็นผู้แทนแล้ว
ก็คงมีผู้แทนต่อ ๆ กันมาโดยลำดับ. ผู้แทน
ในชั้นต้นถึงจะเป็นคนดี เช่นในทาง
พระพุทธศาสนา พระมหากัสสป เป็น
พระอรหันต์ มีความมักน้อยสันโดษ แต่
ว่าท่านก็คงอยู่ได้ชั่วคราวและคงต้องนิพ-
พานไป, ก็คงมีผู้แทนต่อ ๆ มา. ถ้าผู้
แทนเป็นคนชั่ว ก็จะนำหมู่บรรพชิตไป
ในทางชั่ว ถ้าผู้แทนเป็นคนดี ก็จะนำ
หมู่บรรพชิตไปในทางดี เป็นการไม่แน่,
แต่ถ้าให้ธรรมและวินัยเป็นผู้แทนแล้วแน่
กว่า. เพราะอะไร ? เพราะธรรมวินัย
คงยืนเป็นหลักอยู่ในพระพุทธศาสนา, แม้
จะมีผู้เรียนพิจารณาเนื้อความแยกกันไป
หรือแตกต่างกันไป นั่นก็เป็นความเห็น
ของบุคคล, แต่หลักพระพุทธศาสนาซึ่ง
แยกเป็นธรรม ๑ วินัย ๑ หรือต่อมาแยก
เป็นไตรปิฎก ยังคงเป็นหลักอยู่.
ในประเทศต่าง ๆ ที่ถือพระพุทธศาส-
นา แม้มีหัวหน้าของบรรพชิต ก็เป็นไป
ในทางปกครอง อย่างประชุมชนหมู่
หนึ่ง ๆ ก็ต้องมีหัวหน้าในทางปกครอง.
หัวหน้าจะบัญชาการให้ผิดไปจากหลักพระ
ธรรม หลักพระวินัยไม่ได้ ถ้าบัญชาการ
ผิดไป, เขาไม่เชื่อเขาไม่ฟัง ก็มีอำนาจ
ที่จะไปบังคับได้โดยธรรม. หลักแห่ง
การสืบมาของพระพุทธศาสนาเป็นอย่างนี้.
ว่าถึงเรื่อง อภิธรรม ที่แยกออกจาก
พระธรรม เป็นส่วนหนึ่ง, มีเรื่องเล่าไว้
ในนิทานธรรมบทว่า พระพุทธเจ้าเสด็จ
ขึ้นไปแสดงธรรมโปรดพุทธมารดา ที่
สวรรค์ขั้นดาวดึงส์, เทวดามาฟังธรรมที่
พระพุทธเจ้าแสดงแก่เทวดาบนชั้นดาว-
ดึงส์ แสดงแต่จำพวกอภิธรรม หรือ
ปรมัตถ ไม่แสดงเรื่องพระสูตร, และไม่
ใช่แสดงเรื่องพระสูตร, และไม่ใช่แสดง
ในเมืองมนุษย์ แต่แสดงบนสวรรค์ชั้น
ดาวดึงส์. นักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา
บางท่านพิจารณาเห็นว่า พระอภิธรรม
หรือพระปรมัตถ เดิมก็อยู่ในพระสูตรนั้น
ที่รวมเรียกว่า ธัมม หรือ ธรรม, แต่ว่า
ท่านเก็บเอาแต่ธรรมล้วน ๆ ไม่กล่าวถึง
เรื่องราวออกมาไว้เป็นพวกหนึ่งต่างหาก,
ไม่ใช่ขึ้นไปแสดงบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เป็นแต่ท่านผู้รู้ครั้งก่อน เมื่อพระพุทธเจ้า
นิพพานแล้ว เก็บข้อธรรมในพระสูตร
แยกออกมาไว้เสียพวกหนึ่งไม่กล่าวถึงเรื่อง
ราว เรียกว่าอภิธรรม หรือปรมัตถ. แต่
จะแน่นอนอย่างไรก็แล้วแต่จะพิจารณา
เห็นความจริง. ในอภิธรรมแสดงว่า
กุสลา ธมฺมา ธรรมที่เป็นส่วนดี อกุสลา
ธมฺมา ธรรมที่เป็นส่วนไม่ดี อพฺยากตา
ธมฺมา ธรรมที่เป็นอัพยากตะ ท่านไม่ยืน
ยันว่าเป็นดีหรือไม่ดี ก็อยู่ที่คนไม่ใช่ที่อื่น,
ถ้าไม่มีคนอื่นแล้วก็ไม่มีธรรมที่เป็นกุศล
ไม่มีธรรมที่เป็นอกุศล ถ้าจะมี ก็แต่ธรรม
ที่เป็นอัพยากตะคือธรรมดา. แต่เพราะ
มีคน คนทำดี การทำดีเป็นกุศล, คนทำ
ชั่ว การทำชั่วเป็นอกุศล. เพราะฉะนั้น
ธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงโดยตรงก็ทรง
แสดงที่บุคคลไม่ได้ทรงแสดงที่อื่น ตั้งแต่
ต้นขึ้นไปจนถึงเบื้องบน เบื้องสูง, พระ
นิพพานเป็นธรรมชั้นสูง หรือวิชชาวิมุตติ
ก็ทรงแสดงที่บุคคล ไม่ใช่แสดงที่อื่นนอก
จากบุคคล เพราะฉะนั้น ธรรมกับคนจึง
เนื่องกัน. ถ้าไม่มีคนในโลกนี้ทั้งหมด,
ธรรมที่เป็นกุศลก็ไม่มี ธรรมที่เป็นอกุศล
ก็ไม่มี. แต่เพราะมีคน จึงมีธรรมที่เป็น
กุศล และธรรมที่เป็นอกุศล.
ทีนี้ว่าถึงธรรมรวมทั้งหมด, เมื่อ
พิจารณาแยกออกไปจะได้ ๓ ประการคือ
ธรรมที่เป็นส่วนเหตุ จะเป็นส่วนเหตุที่ดี
ก็ตาม จะเป็นส่วนเหตุที่ชั่วก็ตาม นั่นเป็น
ส่วนเหตุส่วนหนึ่ง. ธรรมที่เป็นส่วนผล
จะเป็นผลที่ดีก็ตาม จะเป็นผลที่ชั่วก็ตาม
ก็คงเป็นผลอีกส่วนหนึ่ง. ธรรมที่เป็น
เป็นอุปการะ คืออุดหนุนเหตุ อุดหนุนทั้ง
ให้ทำดีทั้งให้ทำชั่ว นี่อีกส่วนหนึ่ง. เหมือน
ดังคนจะทำดี แม้ในทางโลก เช่นเล่าเรียน
ศึกษาความรู้ หรือในทางพระพุทธศาสนา
เล่าเรียนพระธรรมวินัย และปฏิบัติดี
ปฏิบัติชอบ ซึ่งเป็นส่วนให้สำเร็จได้ ก็
ต้องมีอุปการธรรม คือ ฉันทะ ความ
พอใจ วิริยะ ความบากบั่น จิตตะ ความ
ส่งใจ วิมังสาพิจารณาสอบสวนเลือกเฟ้น
เพื่อให้กิจการดำเนินไปด้วยดี, เพราะ
ฉะนั้น ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา จึง
เป็นอุปการะ. แต่ถ้าทำชั่ว เช่น ฆ่าสัตว์
ลักทรัพย์ ปล้นสดมภ์ อะไรต่าง ๆ อัน
เป็นกรรมที่ชั่ว จะสำเร็จได้ก็ด้วยอุปการะ
เหมือนกัน คือต้องพอใจจะทำชั่ว ต้องมี
ความบากบั่นในการทำชั่ว ต้องส่งใจไป
ในการทำชั่ว ต้องพิจารณาหาทางทำชั่ว
ให้สำเร็จ, การทำชั่วจึงจะสำเร็จไปได้.
ฉันทะ ความพอใจ วิริยะ ความบากบั่น
จิตตะ ความส่งใจ วิมังสา ความเลือกเฟ้น
แต่ลำพังตัวธรรมเหล่านี้ไม่บอกว่าดี ไม่
บอกว่าชั่ว, เช่นนี้แหละได้ชื่อว่าอัพยากตะ
ธรรมที่ไม่ยืนยันว่าดีหรือชั่วอย่าง ๑.
เพราะเอาไปใช้ทางดี ก็อุดหนุนให้สำเร็จ
การดี เอาไปใช้ทางชั่ว ก็อุดหนุนให้
สำเร็จการชั่ว นึกดูตรวจดูเรา เราคงเคย
ทำดีมา เช่นเล่าเรียนศึกษาทำกิจการงาน
ที่ดี, และคงเคยทำชั่วมา มากก็ตาม น้อย
ก็ตาม. ที่เราทำดีสำเร็จมาได้เพราะอะไร
ก็เพราะอุปการธรรม ธรรมที่อุดหนุน,
และที่เราทำชั่ว สำเร็จเพราะอะไร
เพราะอุปการธรรมเหมือนกัน.
คำสอนของพระพุทธเจ้ารวมลงก็มี
อาการเป็น ๓ คือ : สอนเพื่อให้ผู้ฟังรู้
คือรู้เรื่องราวอย่างหนึ่ง ได้ในภาษาบาลีว่า
" อภิฺาย โข โส ภควา ธมฺมํ เทเสสิ
โน อนภิฺาย พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงแสดงธรรมเพื่อรู้ ไม่ทรงแสดงธรรม
เพื่อไม่รู้. " รู้ในที่นี้หมายถึงเข้าใจ ไม่ใช่รู้
แต่เพียงฟังได้ความเท่านั้น. อีกข้อหนึ่ง
ทรงแสดงธรรมมีเหตุมีผล ไม่ไร้เหตุไม่ไร้
ผล ได้ในภาษาบาลีว่า " สนิทานํ ธมฺมํ
เทเสสิ โน อนิทานํ ทรงแสดงธรรมพร้อม
ทั้งเหตุ หมายความว่ามีเหตุมีผล ไม่ทรง
แสดงธรรมไร้เหตุ คือไม่มีเหตุไม่มีผล, "
เช่นบางศาสนาว่าทำอย่างนี้ ๆ ตายแล้วไป
สวรรค์ หรือทำอย่างนั้น ๆ จะไปนรก,
รู้ไม่ได้ว่าจะไปนรกหรือสวรรค์จริงหรือไม่
เพราะว่าไม่แสดงเหตุที่อาจตรองตามให้
เห็นจริงได้ เช่นนี้เรียกว่าไม่มีเหตุไม่มีผล,
พระพุทธเจ้าไม่ทรงสอนเช่นนั้น ทรง
สอนมีเหตุมีผล ว่าเหตุอย่างนี้ ผลอย่างนี้.
อีกข้อหนึ่ง ทรงแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ได้
ภาษาบาลีว่า " สปฺปาฏิหาริยํ ธมฺมํ เทเสสิ
โน อปฺปาฏิหาริยํ ทรงแสดงธรรมมี
ปาฏิหาริย์ ไม่ทรงแสดงธรรมไม่มีปาฏิ-
หาริย์, " ปาฏิหาริย์ในที่นี้หมายถึงผลที่ได้
ประสบเพราได้ปฏิบัติเหตุ เมื่อปฏิบัติ
เหตุอย่างใด ก็ประสบผลอย่างนั้น, ไม่ใช่
หมายถึงชาติหน้าเท่านั้น หมายถึงชาตินี้
เองด้วย. นี้เรียกว่าปาฏิหาริย์. รวมเป็น
อาการ ๓. ( โอ. ๑/๑๒-๒๐ ).
อันพระพุทธศาสนา คือ คำสั่งสอน
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น แม้จะมี
ปริยายมากเพียงไร และจะเป็นชั้นต่ำ ชั้น
กลาง ชั้นสูง อย่างไร ก็เพื่อให้บุคคลผู้ฟัง
ได้รู้ได้เข้าใจ, นี้เป็นหลักอันหนึ่ง; และ
คำสั่งสอนนั้นก็ประกอบด้วยเหตุ ด้วยผล,
ซึ่งเป็นไปที่บุคคลหรือมีที่บุคคล อันบุคคล
จะพึงพิจารณา ตรวจดูตนสอบกับคำ
สั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้รู้ว่า
เป็นอย่างไร โดยเหตุและผล อย่างหนึ่ง;
และเมื่อได้ปฏิบัติตามไปก็จะได้ประสบผล
คือ พ้นจากส่วนที่ชั่ว บรรลุถึงส่วนที่ดี
ที่เป็นข้อมุ่งหมาย ทั้งทางโลกทั้งทางธรรม
อีกอย่างหนึ่ง; เพราะความเป็นเช่นนั้น
เป็นไปเพื่อความอยู่ด้วยกัน ด้วยความ
สงบสุข อันเป็นข้อประสงค์ของทุก ๆ คน
ที่เกิดมา. แม้เช่นนั้นแต่ถ้าบุคคลไม่สนใจ
คือ ไม่ระลึกถึงด้วยสติฉวยเข้ามาสู่จิตหรือ
ใจ และไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นตาม
เป็นจริงตามเหตุและผล, บุคคลก็ไม่รู้จัก
ธรรม ไม่รู้จักอัตถะ คือเนื้อความของ
ธรรม. เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่อาจจะประ-
พฤติดีประพฤติชอบ เพื่อผลที่ดีได้ บุคคล
โดยมาก แม้แสดงตนว่าเป็นผู้นับถือ
พระพุทธศาสนา ก็ไม่ปรากฏว่าได้รู้จัก
พระพุทธศาสนาโดยถูกต้อง เป็นแต่ถือ ๆ
ตามกันไป, ผิดอย่างไร ถูกอย่างไร ก็
ไม่รู้. แต่ส่วนตนเองอยากจะประพฤติ
อย่างไรก็ประพฤติอย่างนั้นตามความชอบ
ใจ อันมีโลภะ โทสะ โมหะ เป็นผู้นำ,
เมื่อบุคคลประพฤติปฏิบัติกาย วาจา ด้วย
ความตั้งใจเป็นไปตามความชอบใจของตน
อันมีโลภะ โทสะ โมหะ เป็นผู้นำเช่นนี้
แล้ว, คนที่ไม่พิจารณาโดยรอบคอบ ก็
จะแสดงว่าตนเองนั่นแหละประพฤติดีประ-
พฤติชอบถูกต้องแล้ว. แต่อีกฝ่ายหนึ่งซึ่ง
ประพฤติไม่ตรงกันก็จะคัดค้าน, และถ้า
มีอีกฝ่ายหนึ่งคัดค้าน เป็นอันรู้ไม่ได้แน่
ว่าประพฤติปฏิบัติอย่างไรถูกหรือผิด, ทาง
พระพุทธศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ไม่ได้ทรงแสดงแต่ธรรมที่เป็นส่วนเหตุ
แต่ทรงแสดงส่วนผลด้วย ก็เพื่อให้บุคคล
พิจารณาดูเหตุที่ตนปฏิบัติ กับผลที่ได้
ประสบว่าเป็นไปอย่างไร. ถ้าจับหลักนี้
เป็นใหญ่แล้วบุคคลถึงจะมีความคิดเห็น
เข้าแก่ตัว และปฏิบัติตามชอบใจด้วย
อำนาจโลภะ โทสะ โมหะ, แต่เมื่อ
พิจารณาดูผลที่เกิดขึ้นที่ได้ประสบก็จะ
เห็นได้ว่าผลที่ได้ประสบนั้น ถ้าเป็นไป
เพื่อความเดือดร้อนกระวนกระวายเพื่อ
ทุกข์ทั้งส่วนตังเองด้วย ทั้งส่วนผู้อื่นด้วย
ก็พึงสันนิษฐานว่าเป็นเพราะเหตุชั่ว, แต่
เมื่อเห็นว่าผลที่ได้ประสบนั้นเป็นไปเพื่อ
ความสงบ เพื่อความสุข ก็พึงสันนิษฐาน
ได้ว่าเป็นเพราะเหตุที่ประพฤติปฏิบัติมา
นั้นดีชอบถูกต้อง. แต่ถึงเช่นนั้น ก็ยัง
เป็นไปตามภูมิตามชั้น. ถ้าบุคคลได้
ปฏิบัติเหตุและพิจารณาดูผลสอบกันอยู่
เสมอแล้ว การปฏิบัติจะเป็นไปได้ด้วยดี,
แต่ว่าเพราะอำนาจโลภะ โทสะ โมหะ
เกิดขึ้นครอบงำใจของบุคคล และชักนำ
ให้ประพฤติปฏิบัติผิดไป, บุคคลย่อมมี
ความเห็นเข้าแก่ตัว ก็ย่อมอ้างว่าการ
ปฏิบัติของตนเช่นนี้ถูกดีชอบแล้ว แต่
ไม่พิจารณาเหตุผล. ( วชิร. ๑๖๕-๑๖๖ ).



การถวายเงินใส่บาตรไม่เป็นบาปสำหรับผู้ใส่ เพราะอาจไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติพระวินัยห้ามไว้ ในเรื่องนี้ผู้ให้ย่อมได้บุญอยู่แล้ว ส่วนเรื่องพระวินัยบัญญัตินั้น เป็นเรื่องของพระภิกษุ ซึ่งท่านจะต้องไปปลงอาบัติของท่านเอง พระภิกษุบางรูปท่านอาจไม่รับ แต่ถ้ารับก็คงเพราะต้องการสงเคราะห์โยม ด้วยคิดว่าโยมไม่รู้พระวินัยของภิกษุ หากจะปฏิเสธก็จะทำให้โยมเก้อเขินหรือเสียใจ อย่างที่เรียกว่า ทำให้เสียศรัทธา แต่หากโยมรู้เรื่องพระวินัย แต่มีจิตใจมุ่งประสงค์ให้พระรูปนั้นต้องอาบัติ อย่างนี้โยมท่านนั้นบาปแน่นอน


น่าชื่นชมผู้มีปัญญาทั้งหลายแสวงหาการประพฤติ ปฏิบัติเพื่อค้นหาแนวทางที่ถูกต้อง แม้จะด้วยการสอบถามก็ตาม สมดั่งเป็นวิญญูชนของพุทธศาสนา พิสูจน์จนได้ความเป็นจริง มิใช่งมงาย หวังว่าพวกท่านจะได้คำตอบที่ถูกเพื่อประโยชน์ของท่านและสังคมต่อไป (อ่านพระสุตตันตปิฎกยังไม่เคยพบบุคคลใส่กหาปนะลงในบาตร เคยพบแต่สร้างสังเวชนียสถานถวายโดยสร้างจากเงินปริมาณมากๆ หรือถวายผ้า แล้วได้เกิดในโลกสวรรค์ ) ในพระสุตตันตปิฏกนอกจากอาบัติแล้ว มีใครพอศึกษาแล้วพบก็ช่วยแนะนำ สังเคราะห์กันด้วยจ้ะ )




แม้เพียงคิดก็เป็นทุกข์
อย่าไปคิดอะไรมากเลย
สิ่งที่ทำไปแล้วก็ให้ถือว่าบริสุทธิ์ใจของเราแล้ว
จะบาปไม่บาปก็อีกเรื่องหนึ่ง
อย่าได้เป็นทุกข์ไปเลย


ก็หลายมุมมองน่ะค่ะ
ถ้ากลัวเงินสกปรก จะรวมในบาตรข้าว ก็ใส่ซองสะอาดๆ อีกชั้นก็ได้ (ถ้าอยากใส่)
ไม่อย่างนั้น ก็ใส่ซองวางในย่ามพระได้ไหมค่ะ บอกท่านว่า ฝากทำบุญค่าน้ำไฟและบูรณะวัด (หากไม่มีเวลาไปที่วัด)




ก็ดีแล้วหละชาวพุทธ มักสร้างพระไตรปิฎกถวายวัดก็ให้พระไปเก็บไว้ในตู้แล้วตัวเองก็ไปกราบไหว้ได้บุญมาก จะเอาออกมาอ่านพระก็ว่าบาปเดี๋ยวจะบ้า ตัวโยมก็กลัวบาป พระชวนทำอะไรก็ไม่รู้เรื่องคิดว่าพระต้องรู้ ต้องเก่ง ส่วนพวกที่เรียนปริยัติมาก ๆ ก็ว่าอย่าเชื่อตำราพระไตรปิฎกเชื่อไม่ได้ ก็ปล่อยให้พระหลอกทำบุญกันเยอะ ๆ แล้วก็ไปดาว์รถป้ายแดงมาขับแล้วโยมก็ว่าพระทำพระศาสนาเสื่อม พอกันเลย


นานาจิตฺตํ นานาความคิด

ปฏิบัติในจิตจึงจะรู้ความจริง ลองนำไปคิดในสมาธิดูซิ


คนที่คิดในแง่ดี เพราะว่าจิตนั้นคิดดี เป็นกุศล

ส่วนพวกที่คิดในแง่เลว เพราะมันคิดว่าคนอื่น จะเลวได้เหมือนมัน

ดั่งพุทธภาษิตนี้เลย ......."ปาปํ ปาเปน จินฺติตํ - ความชั่ว คนชั่วคิด"

แล้วมันยังอ้างตนว่าเป็นคนฉลาด

ดั่งพุทธภาษิตนี้

โง่แล้วอวดว่าตนฉลาด มันผู้นั้นเป็นคนโง่แท้ ......สาธุ





พวกศาสนาพุทธ เถียงกันเอง
แล้วมาบอกคนอื่นว่าตัวเองแน่

น่าหัวร่อ 5 5 5 5 5

นานาทัศนะ - 124.121.23.236 [1 ก.ค. 2551 13:51 น.] คำตอบที่ 12




ตอบอย่างนี้ไม่สมควรเลยนะครับ
ไม่ได้มาเถียงเอาเป็นเอาตาย
แต่ถือเป็นการดีที่มารวมความคิดกัน
เพื่อหาบทสรุปตามวิจารณญาณ
คิดให้ดีก่อนคอบนะครับ


เออคนนับถือพุทธนี่ ชอบว่ากันอะไรอ้อมค้อม อ้อมทาง อะไรที่ไม่ถูกต้อง ไม่ควร ก็บอกให้มันตรงประเด็น ในพุทธบัญญัติพระพุทธองค์ไม่ให้พระภิกษุรับเงินทองในพระไตรปิฎก เล่ม 3 หน้า 940 ถ้ารับต้องอาบัตินิสสัคคีย์ ต้องสละออกไปจึงจะพ้นโทษได้ และภิกษุไม่ควรแสวงหาเงินทอง ในเล่ม 9 หน้า 536 และกับการชาวบ้านเอาเงินไปใส่บาตร ผิดหรือบาปไหม ดูเล่ม 16 หน้า 302,308 เรื่องพระอรหันต์ผู้ศึกษาน้อย ทำให้ผู้เกี่ยวข้องด้วยบาปมาก และเล่ม 11 หน้า 310-311 เรื่องสิ่งของต้องไม่นำไปถวายภิกษุรู้แค่นี้แหละก็ไปอ่านกันซะบ้างนะพระไตรปิฎก อย่าเชื่อพระมาก ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด และครูบาอาจารย์บางท่านที่ท่านได้ปฏิบัติเข้าถึงธรรมของพระพุทธองค์ ท่านยังบอกว่าเงินคืองูพิษ ก็คิดกันเอาเองนะที่ตอบกันว่าเป็นของจำเป็นกับพระในสมัยนี้ เพราะในสมัยพุทธกาลก็มีเงินใช้เหมือนชื่อว่า กหาปานะ ไง มีเศรษฐีรวยและใจบุญ รวยกว่าคนปัจจุบันอีก แล้วพระสมัยโน้นทำไมไม่ใช้เงินหน๊อะ


 4,170 

  แสดงความคิดเห็น


RELATED STORIES




จีรัง กรุ๊ป    

 ธรรมะไทย