สามเณรเฒ่าผู้ไม่ย่อท้อ เขียนโดย สืบ ธรรมไทย
 pt   2 มิ.ย. 2558

สมัยหนึ่งยังมีบุรุษผู้หนึ่ง เขาเป็นคนใจบาปหยาบช้าเป็นอย่างยิ่ง ทุ กวันจักออกจากบ้านแต่เช้าเข้าป่าไปล่าสัตว์อยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นทวิบาทตัวเล็กตัวน้อย หรือจตุบาทที่มีร่างกายใหญ่โต หากว่าเนื้อหรือหนังของมันกินได้ขายได้ล่ะก็ เขาจะไม่รีรอที่จะเข้าไปประหัตประหาร แล่เอาเนื้อเอาหนังของสัตว์ตัวผู้เคราะห์ร้ายนั้นไปขายแลกทรัพย์ทันที จากนั้นก็นำไปใช้บำรุงบำเรอความสุขแห่งตน โดยมิได้ละอายต่อชั่วหรือ กลัวต่อบาปแต่อย่างใด

วันหนึ่งเขาไปพบมฤคชาติใหญ่วัยฉกรรจ์ตัวหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ มันเป็นกวางที่มีเขาสวยงามเป็นอย่างยิ่ง กำลังยืนกินดินโป่งอยู่ใต้เงาไม้ใหญ่กลางทุ่งหญ้า พอเห็นเข้าเขาก็แสนดีใจ เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นเนื้อของมัน หนังของมัน หรือเขาของมัน ล้วนนำไปขายแลกทรัพย์ได้ทั้งสิ้น ดังนั้นจึงรีบหมอบตัวลงเพื่อรอจังหวะดักยิง

เนื่องจากป่าแถวนั้นส่วนใหญ่ล้วนเป็นที่โล่ง หากเข้าไปใกล้กว่านี้เขาเกรงจะทำให้มันไหวตัว แล้วก็จักพานหนีไป ดังนั้นจำต้องซุ่มอยู่ในพงหญ้ารอบนอกเพื่อรอโอกาส จนเห็นมันง่วนอยู่กับการกินดินโป่งอย่างที่มิได้ระแวดระวัง เขาจึงค่อยๆยกคันธนูเล็งไปที่ก้านคอ พร้อมกับน้าวสายคันศรไปข้างหลัง เนื่องจากเป้าหมายนั้นอยู่ไกล โอกาสจักยิงซ้ำนั้นแทบไม่มี เพื่อป้องกันความผิดพลาดเขาจึงยิงไปด้วยกำลังทั้งหมดเท่าที่มี

เสียงลูกธนูแหวกอากาศดังราวกับลมพัดผ่านซอกเขา พุ่งเข้าหาเจ้ากวางใหญ่ด้วยความรวดเร็วและรุนแรง แต่ชะรอยชะตามันคงยังไม่ถึงฆาตกระมัง? จู่ๆไม่รู้เป็นเพราะเหตุใดมันเกิดก้าวเท้าออกไปข้างหน้าสองก้าวเสียยังงั้น ฉะนั้นลูกศรที่ว่าเล็งไว้อย่างดีแทนที่จะพุ่งไปปักที่คอ จึงพลาดไปโดนสะโพกแทน

ฝ่ายเจ้ากวางเขางามซึ่งกำลังกินดินโป่งอย่างสบายอารมณ์ จู่ๆมีอะไรไม่รู้แทงเข้าที่ก้นมันก็ให้ตกใจเป็นกำลัง จึงส่งเสียงร้องออกไปเสียจนลั่นป่า พร้อมกันนั้นก็กระโจนไปข้างหน้าสุดตัว หายลับไปในพริบตา ด้านพรานใจบาปเมื่อเห็นลาภก้อนใหญ่อันตรธานไปต่อหน้าก็ให้ขัดอกเคืองใจยิ่งนัก ดังนั้นจึงไม่รอช้า รีบตามไปทันควัน

เขาออกตามรอยมันตั้งแต่ยังไม่ทันจักสายดี จนบัดนี้ตะวันได้บ่ายคล้อยไปพักใหญ่แล้ว แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจักเห็นแม้เงา ยิ่งอากาศของคิมหันตฤดูในดงราวป่าเวลานี้มันก็แสนอบอ้าวเสียนี่กระไร ดังนั้นเขาจึงรู้สึกกระหายน้ำเป็นกำลัง หลังฝืนทนมาได้พักใหญ่ในที่สุดเขาก็มิอาจที่จะทนต่อไปได้อีก จำต้องทิ้งร่องรอยของเจ้ากวางไว้ก่อน ออกสำรวจดูรอบๆว่าพอจะมีแหล่งน้ำอยู่ในที่ใดบ้าง และก็ช่างบังเอิญเสียนี่กระไร แถวนั้นมีวัดป่าแห่งหนึ่งตั้งอยู่พอดี เจ้าอาวาสเป็นสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสี

พรานใจบาปครั้นสะเปะสะปะมาเจอวัดเข้าก็ให้แสนดีใจ รีบวิ่งเข้าไปทันใด พอถึงเห็นที่นอกชานกุฏิหลังหนึ่งมีโอ่งน้ำตั้งอยู่จึงไม่รอช้า คว้ากระบวยเปิดฝาได้ ก็ตักจ้วงลงไปทันที! แต่ปรากฏในโอ่งหาได้มีน้ำแม้เพียงสักหยดไม่ ดังนั้นด้วยความโมโหขัดเคืองใจ เขาจึงผรุสวาทออกไปดังลั่น “ เว้ย! สมณะหัวโล้น ไฉนจึงเป็นคนถ่อยเกียจคร้านเสียเต็มประดา กะอีแค่น้ำท่าพอจักให้ชุ่มมือสักหน่อยก็ยังไม่มีตักหาติดตุ่มเอาไว้ ตัวเองฤาก็อาศัยข้าวชาวบ้านแท้ๆแทนที่จะมีน้ำใจตอบแทนบ้าง นี่กระไรกลับแล้งน้ำใจถึงปานฉะนี้! ”

เสียงตะโกนได้ดังไปถึงหลังวัด ทำให้เจ้าอาวาสที่กำลังเดินจงกรมอยู่จำต้องละจากทางจงกรมเดินขึ้นมาดู พอมาถึงเห็นบุรุษผู้หนึ่งกำลังยืนตาขวางจ้องมาที่ท่าน ดูจากการแต่งกายคล้ายกับพวกพรานป่า ผมเผ้ายาว หนวดเครารุงรัง มือซ้ายถือหอก มือขวาถือธนู หลังจากพิจารณารูปพรรณสัณฐานเขาพระคุณเจ้าจึงถามไปว่า “ มีเรื่องใดหรือโยม ไฉนจึงต้องเอะอะโวยวาย? ”

พรานใจทมิฬพอเห็นมีพระออกมาจึงไม่รอช้า รีบตอบไปทันที “ นี่สมณะ! ตัวท่านรึก็เป็นถึงผู้ทรงศีล เหตุใดจึงมิได้มีใจเมตตาเยี่ยงนักบวชทั้งหลาย อากาศร้อนอย่างนี้แทนที่จะตักหาน้ำท่าติดตุ่มเอาไว้ เผื่อใครผ่านมาเกิดกระหายจะได้ดื่มกิน นี่กระไรกลับปล่อยเสียจนแห้งตุ่ม ทั้งที่วันๆก็มิได้มีกิจการงานใดจักต้องทำเหมือนฆราวาสเขา ชะรอยคงเอาแต่หลับอยู่ในกุฏิเสียล่ะกระมัง? ”

พระคุณเจ้าพอถูกต่อว่าก็ให้สงสัย จึงเดินไปดูที่โอ่ง พอเปิดฝาออกปรากฏมีน้ำอยู่เต็ม หาได้ลดหรือว่าพร่องไปเหมือนดั่งที่เขาพูดไม่ ก็จะให้พร่องอย่างไร ในเมื่อเช้าที่ผ่านมาท่านเพิ่งจักสั่งให้พระลูกวัดตักเติมเอาไว้จนเต็ม!

พอเห็นดังนั้นจึงหันมากล่าวกับเขาว่า “ โยม! น้ำก็มีเต็มตุ่มนี่นา ไฉนจึงว่าไม่มีน้ำ? ” พรานใจบาปพอฟังก็เหมือนดั่งว่ามีใครเอาน้ำมันไปราดที่ในกองเพลิง รีบสวนไปทันที “ นี่สมณะ! น้ำแห้งจนไม่เหลือสักหยดไฉนจึงกล่าวว่ามีน้ำเต็มตุ่ม เออแน่ะตัวเองหรือก็นุ่งเหลืองห่มเหลืองอยู่แท้ๆ แต่กลับประพฤติดั่งเช่นคนถ่อยไปได้! ” องค์เถระพอถูกตำหนิซ้ำก็ยิ่งแปลกใจเข้าไปใหญ่ จึงเพ่งไปที่ใบหน้าเขา

ครานั้นเองด้วยฤทธิ์แห่งอรหันต์ พอท่านมองหน้าเขาอยู่ชั่วขณะก็ทราบทันทีว่าบุรุษผู้นี้เป็นคนที่มีจิตใจโหดร้าย ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอยู่เป็นอาจิณ แลบัดนี้ก็ถึงเวลาที่บาปเหล่านั้นเริ่มแสดงผลของมันแล้ว ดังนั้นจึงทำให้เขามองไม่เห็นน้ำ ทั้งๆที่น้ำก็มีอยู่เต็มตุ่ม! พอรู้ดังนั้นด้วยความเมตตาท่านจึงคิดจักสงเคราะห์เขา “ เอาอย่างนี้โยม หากโยมไม่เชื่อเดี๋ยวอาตมาจักตักให้ดื่มก็แล้วกัน” ว่าแล้วพระคุณเจ้าก็หยิบกระบวยจ้วงลงในโอ่ง จากนั้นก็ยื่นมาให้เขา

พรานใจบาปซึ่งเฝ้าสังเกตอากัปกิริยาของภิกษุเบื้องหน้าอยู่ตลอดเวลา พอเห็นท่านยื่นกระบวยเปล่ามาให้ก็ให้รู้สึกมันช่างเป็นเรื่องน่าขันเสียนี่กระไร สงสัยพระรูปนี้คงเห็นเขาเป็นทารกอมมือกระมังจึงแกล้งหยอกล้อเช่นนี้ ดังนั้นจึงคิดจะว่ากลับไปให้เจ็บๆสักที!

ขณะกำลังจะเอ่ยปากสายตาของเขาก็พลันสะดุดเข้ากับแววตาของท่านเข้าก่อน มันเป็นแววตาที่เขาไม่เคยพบจากผู้ใด เนื่องจากมันเปี่ยมด้วยเมตตาเกินกว่ามนุษย์ธรรมดาจักพึงมี! ดังนั้นคำพูดที่คิดไว้จึงมิทันได้หลุดจากปาก ตรงข้ามเขากลับยื่นมือออกไปหมายจะรับเอากระบวยนั้นมาดื่มด้วยต่างหาก แต่ท่านส่ายหน้าช้าๆ เหมือนจักเป็นการบอกกันกลายๆว่าให้ดื่มจากกระบวยที่ท่านถืออยู่อย่างนี้นี่แหละ ดังนั้นเขาจึงก้มหน้าลงดื่มโดยที่มีท่านเป็นผู้คอยถือกระบวยให้

เนื่องจากมีความกระหายอยู่เป็นทุนเดิม พอลิ้นสัมผัสกับความชุ่มเย็นของน้ำเขาจึงดื่มรวดเดียวติดกันเป็นจำนวนถึง ๓๒ กระบวย พอความกระหายหมดไปความโกรธที่คุอยู่ภายในก็ดับลงไปเช่นกัน บัดนั้นเขาก็พลันได้สติ “ อะหา! น้ำก็มีอยู่เต็มโอ่งนี่นาแต่ไฉนเราจึงมองไม่เห็น? ฤาจักเป็นเพราะบาปที่ทำไว้เข้ามาดลจิตดลใจจนทำให้เราตามืดบอด นี่ขนาดไม่ตายยังให้ผลถึงเพียงนี้ หากตายจริงๆเห็นทีบาปนี้คงจักนำเราลงอบายเสียเป็นแน่! ” พอคิดอย่างนี้เขาก็รู้สึกสลดสังเวชถึงการกระทำที่ผ่านมา จึงวางหอกลงบนพื้นพร้อมกับปลดคันธนูลงจากหลัง จากนั้นก็ก้มลงกราบแทบบาทพระคุณเจ้าขอร้องท่านให้ช่วยบรรพชาให้เขาด้วย

องค์เถระพอฟังก็มิได้ตอบรับหรือว่าปฏิเสธแต่อย่างใด ได้แต่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น จนผ่านไปพักหนึ่งหลังจากที่ท่านพิจารณาแล้วก็เห็นว่า บุรุษผู้นี้ถึงจะเป็นผู้ที่ก่อกรรมทำบาปมามากก็จริง แต่เนื้อแท้จิตใจยังพอเป็นผู้ที่ขัดเกลาได้ ดังนั้นจึงยอมให้เขาบรรพชาเป็นสามเณร แต่ไม่อนุญาตให้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ด้วยเกรงว่าหากบวชให้เขาอาจไปก่อเรื่องที่ผิดธรรมหรือผิดวินัยขึ้นมาก็เป็นได้ แล้วก็จะกลายเป็นบาปติดตัวไปเสียเปล่าๆ

สามเณรโข่งหลังบวชเป็นพุทธบุตรก็มิได้เกียจคร้านแต่อย่างใด ตั้งใจปฏิบัติพระกรรมฐานอย่างสม่ำเสมอ แต่ทุกครั้งที่จิตกำลังจะรวมเป็นสมาธิภาพสัตว์ที่เขาเคยประหัตประหารเอาไว้สมัยยังเป็นพรานไพรใจบาป ก็เข้ามาปรากฏให้เห็นทางมโนทวารทุกครั้งไป บางตัวก็แสดงท่าทางดุร้ายจ้องจะขบจะกัด บางตัวก็ตีปีก พับๆ ตั้งท่าจะจิกจะตี จนเขาไม่อาจทำใจให้สงบได้ เมื่อเป็นบ่อยเข้าๆเขาก็เริ่มท้อแท้คิดว่าตนคงไร้วาสนา บาปที่เขาก่อไว้คงจะมากเสียจนไม่มีทางแก้กระมัง ภาพเหล่านี้ถึงได้ตามมาหลอกมาหลอน

ดังนั้นเช้าวันหนึ่งเมื่อความอดทนถึงที่สุดเขาจึงตัดสินใจเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์ ตั้งใจจะขอลาท่านสึกออกไปเป็นฆราวาสเหมือนเดิม ด้วยยู่ต่อก็เป็นการสิ้นเปลืองข้าววัดไปเสียเปล่าๆ หาได้มีประโยชน์อันใด ฝ่ายอาจารย์เมื่อเห็นลูกศิษย์เดินมาแต่ไกลก็รู้แล้วว่าเขามีความคิดใด จึงแสร้งทักไป “ อ้าวเณร! มีเรื่องใดรึ? เดินยังกับไก่เป็นโรคมาหาแต่เช้าเชียว! ” ปกติศิษย์เฒ่าพอฟังอาจารย์ทักก็จักต่อปากต่อคำด้วย แต่เช้านี้เขากลับเงียบขรึม พอมาถึงก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ทรุดตัวก้มลงกราบทันที จากนั้นก็ระบายความในใจให้กับผู้เป็นอาจารย์ทราบ พร้อมสรุปตอนท้ายว่าตนคงหมดวาสนาแต่เพียงเท่านี้ เห็นทีต้องขอลาท่านสึกหาลาเพศ ออกไป

ด้านพระคุณเจ้าหลังฟังลูกศิษย์ระบายอารมณ์ก็มิได้แสดงความเห็นใด ได้แต่บอกก่อนสึกไปขอแรงช่วยทำความสะอาดวัดที่มันรกอยู่เวลานี้ให้สะอาดสะอ้านขึ้นมาหน่อยเถิด นึกว่าช่วยเอาบุญก็แล้วกัน สามเณรพอฟังอาจารย์มิได้บังคับให้ตนต้องฝืนทำพระกรรมฐานต่อ เพียงแต่ให้ทำความสะอาดวัดเท่านั้น ก็ให้แสนลิงโลดดีใจ รีบวิ่งไปหยิบเอาจอบเอาพร้ามาทันใด จากนั้นก็ลงมือเก็บกวาดถากถางทันที ฝ่ายอาจารย์พอสั่งแล้วก็มิได้สนใจคอยอยู่กำกับดูแล เดินกลับกุฏิไปเสียยังงั้น ปล่อยให้ศิษย์ดำเนินการไปแต่เพียงลำพัง

กล่าวถึงเณรโข่งแม้สติปัญญาจะโง่เขลา กิริยาหยาบกระด้าง แต่ถ้าพูดถึงเรื่องการใช้แรงหรือใช้กำลังกันแล้ว ต้องถือว่าเขามีความถนัดยิ่งกว่าผู้ใดจริงๆ เพียงคล้อยหลังอาจารย์ไม่เท่าไหร่บริเวณวัดที่ว่ารกราวกับป่า ฉับพลันก็ค่อยๆสะอาดสะอ้านขึ้นมาเป็นลำดับ ตรงไหนที่เดินไม่สะดวก เนื่องจากมีกิ่งไม้ยื่นมาเกะกะขวางทาง เพื่อนก็ตัดก็รานเสียจนโล่งเตียน ตรงไหนที่อึดอัดหายใจไม่ปลอดโปร่ง เนื่องจากมีใบไม้ร่วงสุมเสียจนเหยียบไม่ถึงพื้น เพื่อนก็ตักก็ขนเอาไปทิ้งจนหมดจนสิ้น เณรเฒ่าผู้นี้ยิ่งออกแรงมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งดูสดชื่นแจ่มใสมากเท่านั้น!

เขาเริ่มลงมือทำความสะอาดตั้งแต่ยังมิทันจะสางก็ว่าได้ บัดนี้ก็ล่วงเข้าไปบ่ายคล้อย จวนจะเย็นย่ำค่ำมืดอยู่แล้ว บรรดากิ่งไม้ที่ขนมากองไว้หากผู้ใดมาเห็นเข้า รับรองจักต้องตกอกตกใจเสียเป็นแน่ เพราะขนาดของมันนั้นใหญ่ราวกับภูเขาเลากาก็ว่าได้ หลังพยายามมองหาว่ายังมีตรงไหนจักต้องเข้าไปเก็บกวาดอีกหรือไม่ ปรากฏทั่วทั้งวัดป่าต่างก็สะอาดสะอ้านไปหมด จักได้มีซอกไหนมุมไหนที่ยังดูรกรุงรังหรือดูขัดหูขัดตานั้น หามิได้เลย! เมื่อเห็นไม่มีสิ่งใดจะทำแล้วเขาจึงวางจอบวางพร้าลง นั่งเช็ดเหงื่ออยู่ใต้โคนไม้ต้นหนึ่ง จากนั้นสักพักก็เดินไปยังกุฏิท่านอาจารย์เพื่อกราบเรียนถึงความสำเร็จของภารกิจ

ท่านเจ้าอาวาสหลังฟังรายงานจึงออกมาดู พอเห็นซากกิ่งไม้ที่เขาขนมารวมไว้ก็ถึงกับตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก เนื่องจากคาดไม่ถึงว่ามันจักมีขนาดใหญ่โตถึงเพียงนี้ กองไม้เบื้องหน้าหากให้คนทั่วไปทำกันก็ต้องใช้เป็นจำนวนอย่างน้อย ๕ ถึง ๑๐ คนถึงจักได้กองโตปานนี้ แต่นี่เกิดจากแรงงานของคนเพียงคนเดียว มันช่างเหลือเชื่อจริงๆ!

หลังจากตรวจดูคร่าวๆท่านก็เห็นว่างานที่มอบหมายไปสำเร็จด้วยดี ดังนั้นจึงสั่งให้เขาเผาซากกองไม้นี้เสีย เพื่อมิให้เกะกะรกลูกนัยน์ตา หรือส่งกลิ่นเหม็นเน่าตามมาได้ในภายหลัง ศิษย์เฒ่าพอฟังก็ไม่รอช้า รีบวิ่งไปหยิบเอาฟืนจากเตาที่พระลูกวัดกำลังต้มกาน้ำร้อนอยู่มาท่อนหนึ่ง พอถึงก็โยนไปที่กองซากกิ่งไม้ จากนั้นก็ถอยมายืนกอดอก ดูว่าเมื่อไหร่ไฟมันจักลุกพรึบขึ้นมา เขารออยู่พักใหญ่จนยุงเริ่มออกมาตอมเนื้อตัวก็แล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นแม้เพียงประกายไฟ ในที่สุดอดรนทนไม่ไหวจึงเดินเข้าไปดู ปรากฏนอกจากไฟจักไม่ติดแถมฟืนที่โยนลงไปยังดับตามไปด้วยต่างหาก

พุทโธ่! มันจะติดได้ยังไง? ก็ไม้พวกนี้มันเพิ่งจักตัดออกมาใหม่ๆสดๆ ต่อให้จุดเป็นวันมันก็จุดไม่ติด โน่น! ต้องทิ้งไว้สักเดือนหรือครึ่งเดือนนั่นแหละ มันถึงจะจุดติด

แต่เณรเฒ่าผู้นี้ก็หาท้อไม่ ยังพยายามวิ่งไปมาขอฟืนจากพระลูกวัดเพื่อจักนำมาเผากองขยะกองนี้ให้จงได้ กระทั่งฟืนในเตาแทบไม่เหลือสักดุ้นเขาก็ยังจุดไฟไม่ติด สุดท้ายวิ่งไปกลับหน้าวัดหลังวัดหลายเที่ยวเข้าเขาก็หมดแรง เลยนั่งหอบมันอยู่หน้ากองไม้เสียยังงั้น

ฝ่ายอาจารย์ที่ยืนดูห่างๆเมื่อเห็นลูกศิษย์ไม่สามารถจุดไฟได้ จึงเดินเข้าไปถาม“ ว่ายังไงเณร! ยังจุดไม่ติดรึ? ” เณรร่างใหญ่ซึ่งกำลังอ้าปากพะงาบๆหอบหายใจ จู่ๆได้ยินเสียงทักก็ถึงกับสะดุ้งรีบหันมามอง พอเห็นอาจารย์ยืนอยู่ด้านหลังจึงยกมือพนมตอบไปว่า “ ยังขอรับ เกล้าพยายามอยู่หลายครั้งแต่ก็จุดไม่ติด สงสัยกิ่งไม้พวกนี้มันยังสดอยู่ คงต้องรอสักเดือนครึ่งเดือนแหละขอรับถึงจักเผาได้! ”

ผู้เป็นอาจารย์พอฟังก็ถึงกับอุทานออกไป “อะไร! นานขนาดนั้นเชียว? โอ๊ย.รอนานอย่างนั้นไม่ได้หรอก เอาอย่างนี้ดีกว่าหากเณรเผาไม่ได้เดี๋ยวฉันจะเผาให้ก็แล้วกัน”ว่าแล้วพระคุณเจ้าก็เพ่งลงไปที่พื้นปฐพี ครานั้นเองด้วยฤทธิ์แห่งอรหันต์ พื้นแผ่นดินที่เรียบอยู่ดีๆพอถูกพุทธานุภาพแห่งอภิญญาสมาบัติ จู่ๆก็เกิดแยกตัวออกจากกันจนมองลึกลงไปเห็นถึงอเวจีมหานรก ภาพสัตว์นรกที่กำลังดิ้นทุรนทุรายเพราะถูกเปลวไฟเผาผลาญก็ปรากฏขึ้นเต็มสองตาของสามเณรเฒ่า

แล้วทันใดนั้นท่านก็เอื้อมมือลงไปคว้าเอาสะเก็ดไฟที่แตกกระจายอยู่เกลื่อนพื้นขึ้นมาลูกหนึ่งขนาดประมาณแสงแห่งก้นหิ่งห้อย จากนั้นก็โยนเจ้าลูกไฟนี้ไปที่กองซากกิ่งไม้ทันที บัดนั้นเองเพียงแค่ชั่วกระพริบตา กองกิ่งไม้ที่ว่าใหญ่โตราวกับภูเขาเลากาพอถูกลูกไฟหล่นใส่ ฉับพลันมันก็มลายหายวับไปจากตรงหน้า กลายเป็นเศษเถ้าธุลีกองใหญ่ ราวกับว่าไม่เคยมีปรากฏมาก่อนยังไงยังงั้น!

สามเณรโข่งพอเห็นอานุภาพอันร้อนแรงสุดประมาณของไฟนรกเข้าเขาก็ถึงกับหน้าซีดตัวสั่น หมดแรงหงายหลังลงไปนั่งกองอยู่กับพื้นทันที องค์เถระซึ่งเฝ้าจับตาอากัปกิริยาของศิษย์อยู่ตลอดเวลา พอเห็นเขานั่งสั่นพับๆเป็นเจ้าเข้าจึงไม่รอช้า รีบสำทับไปทันที “ เอาล่ะเณร! กิ่งไม้พวกนี้เราใช้สะเก็ดไฟนรกเผาให้แล้วนะ เธอคงเห็นซึ้งถึงอานุภาพของมันแล้ว ใครที่เคยทำบาปเอาไว้มากๆ อย่างพวกที่ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ตายไปก็ต้องไปตกอยู่ในนรกขุมนี้นี่แหละ เอ้า! ไหนว่าจะสึกไม่ใช่รึ? มาๆ รีบๆเข้า ประเดี๋ยวจะมืดจะค่ำเสียก่อน”

เณรเฒ่าพอฟังอาจารย์เตือนเรื่องที่ตนมาขอให้ท่านสึกก็ยิ่งหวาดหวั่นขวัญผวาเข้าไปใหญ่ ค่อยๆยกมือพนมตอบผู้เป็นอาจารย์ไปด้วยเสียงที่สั่นฟันกระทบกันว่า “ ข้าแต่อาจารย์ หากศิษย์สึกไปวันนี้เห็นทีคงไม่แคล้วต้องลงนรกเมื่อครู่ใช่มั้ย ขอรับ? ” อาจารย์พอฟังรีบสวนไปทันที “ อ๋อแน่นอน! รับรองลงแน่ ว่ายังไง? จะสึกเลยใช่มั้ย? ”

ศิษย์เฒ่าพอห็นสีหน้าอันขึงขังของท่านจึงคิดในใจว่า “ วันนี้หากขืนสึกไป เห็นทีเราคงไม่รอดไปจากนรกแน่ อย่ากระนั้นเลย อย่าไปส่งไปสึกมันเลยดีกว่า! ” พอคิดดังนั้นเขาจึงไม่รอช้า รีบตอบผู้เป็นอาจารย์ว่า “ ข้าแต่อาจารย์ ศิษย์มาคิดดูที่ผ่านมาศิษย์อาจจักยังความเพียรไม่พอ เป็นเหตุให้จิตใจไม่หนักแน่น ศิษย์คิดว่านับแต่คืนนี้ศิษย์จักขอปฏิบัติธรรมยังความเพียรให้ถึงที่สุด แหละจักขอดูซิว่าเจ้าบาปอกุศลที่ตามมาหลอกมาหลอนนั้น มันยังจะตามมาราวีกับศิษย์ได้อีกหรือไม่ ฉะนั้นศิษย์ขออยู่ต่อดีกว่าขอรับ! ”

ผู้เป็นอาจารย์พอฟังยังไม่แน่ใจ จึงถามย้ำไปอีก “ ตกลงว่าไม่สึกใช่มั้ย? ” สามเณรไม่รอให้ท่านพูดจบ รีบตอบไปด้วยเสียงอันหนักแน่นว่า “ ไม่ขอรับ! ” ก็จะให้สึกยังไง ขืนสึกไปซิเขาคงไม่แคล้วต้องกลายไปเป็นหมูหันเสียเป็นแน่!

นับจากนั้นเณรเฒ่าอดีตพรานไพรใจบาปก็เร่งความเพียรอย่างไม่ย่อท้อ จนในที่สุดผลแห่งการปฏิบัติก็ทำให้เขาประสบความสำเร็จ ได้บรรลุอนาคามีผล กลายเป็นพระอริยบุคคลหลุดพ้นไปจากเงื้อมมือของนรกได้อย่างตลอดกาล.

จากเรื่องที่นำมาเล่าคงทำให้ผู้สงสัยในอานุภาพของไฟนรกว่าจักมีความร้อนแรงเพียงใด คงพอคลายความสงสัยได้บ้างกระมัง? นอกจากนั้นคงจักได้ข้อคิดอะไรดีๆเก็บไปคิดเป็นการบ้านด้วยขนาดคนบาปอย่างเณรเฒ่าพอมีความมุ่งมั่นตั้งใจจริง ก็ยังสามารถพาตนให้พ้นไปจากเงื้อมมือของอบายได้ แล้วนับประสาอะไรกับท่านที่กำลังอ่านเรื่องนี้อยู่ คงไม่มีใครยอมน้อยหน้าเณรเฒ่าอยู่แล้ว...ใช่มั้ย?

ด้วยความปรารถนาดี

สืบ ธรรมไทย


ที่มา : พุทธชาดก

DT013120

pt

2 มิ.ย. 2558
 เปิดอ่านหน้านี้  3065 

   ความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย