อัฒมาสกราชา เขียนโดย สืบ ธรรมไทย
 pt   4 พ.ย. 2562

ครั้งหนึ่งก่อนที่ศาสนาของพระสมณโคดมจักปรากฏ ครานั้นยังมีบุรุษผู้หนึ่ง เขาไม่มีบ้านเรือนเป็นหลักเป็นแหล่ง ได้แต่ยึดเอากำแพงเมืองทิศอุดรเป็นที่พำนักพักกายเรื่อยมา บุรุษผู้นี้ไม่มีความรู้ใด อาศัยว่าตนนั้นอยู่ในวัยฉกรรจ์ ดังนั้นจึงใช้พละกำลังของคนหนุ่มเป็นเครื่องมือในการหาเลี้ยงชีพ

มีอยู่คราวหนึ่งเขาสะสมทรัพย์ได้ครึ่งมาสกไม่รู้จะไปเก็บไว้ที่ไหน จึงแอบเอาไปฝังไว้ข้างกำแพงเมือง ต่อมาเขาได้ย้ายถิ่นฐานรับจ้างผู้คนไปเรื่อย จนมาถึงประตูเมืองด้านทักษิณ เลยไปได้ภรรยาอยู่ที่นั่นคนหนึ่ง ซึ่งก็เป็นหญิงเข็ญใจเช่นกัน สองผัวเมียต่างก็ไม่มีความรู้ใด ดังนั้นจึงรับจ้างผู้คนเลี้ยงชีพกันไปวันๆเหมือนกัน

วันหนึ่งตำบลที่เขาและนางอาศัยได้จัดงานประจำปีขึ้น มีการออกร้านและว่าจ้างมหรสพมาทำการแสดง ภรรยาบุรุษเข็ญใจเมื่อเห็นชาวบ้านต่างเตรียมตัวที่จักเฉลิมฉลองกัน นางที่มีนิสัยรักสนุกจึงถามสามีว่า
“ ท่านพี่! ค่ำนี้เขาจักมีการละเล่นกัน ท่านพี่พอจักมีทรัพย์ติดตัวบ้างหรือไม่? ”

ชายผู้เป็นสามีพอฟังก็นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงตอบภรรยา “ ทรัพย์นั้นมีอยู่ดอกน้องหญิงประมาณครึ่งมาสก แต่มันฝังอยู่ข้างกำแพงเมืองทิศอุดรโน่น หากจะไปเอาก็ต้องเดินถึง ๑๒ โยชน์ทีเดียว ช่างน่าเสียดายจริงๆ! ” ภรรยาพอฟังก็ให้แสนดีใจ รีบบอกไปว่า

“ ถึงไกลก็จะเป็นไรเล่า? ท่านพี่รีบไปเอามาเถอะ! ที่ติดตัวน้องเวลานี้ก็มีอยู่ครึ่งมาสกเช่นกัน เดี๋ยวน้องจะนำทรัพย์นี้ไปซื้อดอกไม้ส่วนหนึ่ง ของหอมส่วนหนึ่ง ส่วนของท่านพี่จักเก็บไว้ซื้อสิ่งของอย่างอื่น แล้วคืนนี้เราจักได้เล่นมหรสพกับชาวบ้านชาวเมืองเขาให้เป็นที่สนุกสนาน เพราะนานทีจักมีสักครั้ง” ภรรยาผู้รักสนุกพยายามพูดหว่านล้อมสามีให้ไปนำทรัพย์ที่เขาแอบฝังไว้มาให้ตนใช้จ่าย

ถึงคราวอุปถัมภกกรรมฝ่ายกุศลจักให้ผล บุรุษเข็ญใจพอฟังภรรยาชี้แจงก็ให้มีจิตยินดี รีบเดินทางไปเอาทรัพย์ตามที่นางบอกทันที! ระหว่างทางพอเขานึกถึงความสนุกที่จักมีขึ้นในยามค่ำคืนก็อดครึ้มใจไม่ได้ ดังนั้นจึงเดินไปพลางร้องเพลงไปพลาง

หลังจากที่เดินไปได้ครึ่งทางเพลานั้นเป็นยามเที่ยงวันพอดี แสงอาทิตย์ที่ส่องมาต้องพื้นผิวทางหลวงเวลานั้นหากใครมิได้สวมรองเท้าแล้วออกไปเหยียบย่ำล่ะก็ รับรองว่าต้องโดดโหยงกันทุกราย เพราะมันมิได้ต่างไปจากขี้เถ้าในเตาดีๆนี่เอง แต่บุรุษมือเปล่าเท้าเปลือยผู้นี้กลับมิได้รู้สึกรู้สาใดๆ มิหนำซ้ำยังครวญเพลงหงิงๆอยู่ในลำคอด้วยต่างหาก!

เขาเดินไปตามเส้นทางอันร้อนผ่าวจนกำลังจะผ่านหน้าพระลานหลวงอันเป็นเขตพระราชฐาน ขณะนั้นพระเจ้าอุทยราชาผู้ครองกรุงพาราณสีกำลังประทับอยู่บนพลับพลาพอดี จอมราชาเมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นชายหนุ่มบ้านป่าเดินร้องเพลงมาอย่างสบายอารมณ์ มิได้มีความสะทกสะท้านต่อเปลวแดดอันแผดกล้าแต่อย่างใด ก็ให้ทรงรู้สึกเอ็นดู จึงมีรับสั่งให้มหาดเล็กไปพาตัวเขาเข้ามา พอมหาดเล็กนำเขามาถึงพระองค์จึงตรัสถามเขาไปด้วยพระสุรเสียงที่กรุณาว่า

“ ดูก่อนท่านผู้มีความอดทน! เหตุไฉนท่านจึงร้องเพลงได้อย่างสบายอารมณ์ท่ามกลางเปลวแดดอันร้อนระอุได้เล่า? ท่านจักไปยังที่แห่งใด พอจักบอกให้เรารู้ได้มั้ย? ” บุรุษเข็ญใจพอฟังพระดำรัส จึงกราบทูลว่า “ ขอเดชะพระอาญามิพ้นเกล้า! ข้าพระบาทกำลังจะไปนำทรัพย์ที่ฝังไว้ข้างกำแพงเมืองทิศอุดร กลับไปให้ภรรยาใช้จ่ายในการละเล่นมหรสพคืนนี้ พระพุทธเจ้าข้า! ”

พระราชาครั้นทรงสดับก็ทรงรู้สึกสนุกสนาน จึงตรัสถามไปอีก “ นี่! ท่านผู้รักในภรรยา ทรัพย์ท่านนั้นมีอยู่สักเท่าใด? สักพันกหาปณะได้ไหม? ” บุรุษหนุ่มพอฟังรีบกราบทูลว่า “ หามิได้พระเจ้าข้า! ทรัพย์กระหม่อมมีเพียงครึ่งมาสกเท่านั้น! ” พระเจ้าอุทยราชาเมื่อทรงสดับก็ถึงกับทรงประหลาดพระทัย จึงตรัสถามเขา

“ อะไร! ทรัพย์แค่ครึ่งมาสกท่านก็ยังยอมฝ่าเปลวแดดเดินทางไกลไปเอาเทียวรึ? ท่านนี่ช่างอุตสาหะจริงๆ! ” ชายเข็ญใจพอฟังดังนั้นจึงกราบทูลว่า “ ขอเดชะพระผู้เป็นใหญ่เหนือใครในแผ่นดิน ความร้อนแห่งแสงอาทิตย์ฤาจักร้อนยิ่งกว่าความร้อนแห่งราคะที่ข้าพระบาทรักใคร่ในภรรยานั้นหาเทียบได้ไม่!
ข้าพระบาทมีจิตยินดีที่จะไปนำทรัพย์มาให้นางใช้จ่ายในการละเล่นคืนนี้พระพุทธเจ้าข้า ”

สมเด็จราชาธิบดีครั้นได้ทรงสดับถ้อยพาทีอันคมคายของเขาก็ถึงกับทรงพระสรวลขึ้นมา ทรงรู้สึกการได้โต้ตอบถ้อยคำกับบุรุษผู้นี้มันช่างเป็นเรื่องที่น่าสนุกจริงๆ ดังนั้นจึงทรงชวนเขาคุยต่อ “ ดูก่อนท่านผู้ฉลาดในการเจรจา ขอท่านอย่าเดินให้มันเหนื่อยเลย เราจักให้ทรัพย์ครึ่งมาสกแก่ท่านเอง แล้วจงรีบกลับไปหาภรรยาเพื่อเตรียมจับจ่ายซื้อของสำหรับคืนนี้เถิด ” บุรุษเข็ญใจพอฟังจึงก้มลงกราบแทบเบื้องพระยุคลบาท จากนั้นได้ทูลว่า

“ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ การที่พระองค์ทรงให้ทรัพย์ครึ่งมาสกแก่ข้าพระบาท ก็เพราะน้ำพระทัยอันเมตตาที่ทรงมีให้ต่อเหล่าพสกนิกร ฉะนั้นข้าพระบาทยินดีขอน้อมรับทรัพย์นี้ แต่อย่างไรข้าพระบาทก็ต้องไปเอาทรัพย์ที่ฝังไว้กลับมา เพื่อมิให้ทรัพย์นั้นฉิบหายไปโดยเปล่าประโยชน์ พระพุทธเจ้าข้า ”

จอมราชาพอทรงสดับก็ยิ่งทรงรู้สึกเอ็นดูเขามากยิ่งขึ้นไปอีก จึงทรงออกพระโอษฐ์เพิ่มทรัพย์ขึ้นเรื่อยๆ จากครึ่งมาสกเป็นหนึ่งมาสก จากหนึ่งมาสกเป็นสองมาสก สามมาสก จนถึงพันมาสก หวังจักให้เขารีบกลับไปหาภรรยา แต่บุรุษผู้มีใจมั่นคงก็หายอมกลับไปไม่ ยังยืนกรานจะไปเอาทรัพย์กลับมาเหมือนเดิม สมเด็จพระราชาธิบดีเมื่อทรงเห็นถึงความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อต่อสิ่งที่ตั้งใจทำของเขา ก็ทรงรู้สึกปลาบปลื้มในตัวเขาจนถึงที่สุด ทันใดนั้นเองโดยที่ไม่มีใครคาดคิด พระองค์ได้ทรงลุกขึ้นประกาศพระบรมราชโองการต่อหน้าเหล่าข้าราชบริพารที่อยู่ ณ ที่นั้นด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า

“ ดูก่อนท่านทั้งหลาย บุรุษผู้นี้ถือเป็นผู้มีปัญญา มีวาจาสัตย์ ทั้งยังเป็นผู้มีใจไม่กลับกลอก ยากจักหาผู้ใดเสมอเหมือน บุคคลเช่นนี้สมควรจักตั้งไว้ในฐานะใหญ่ ดังนั้นเราขอแต่งตั้งให้เขาเป็นกษัตริย์ครองกรุงพาราณสีร่วมกับเราครึ่งหนึ่ง และถือเขาเป็นสหายของเรานับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ”

พอจบพระบรมราชโองการจอมราชันย์ก็ทรงรับสั่งให้มหาดเล็กพาเขาไปอาบน้ำชำระร่างกาย ขัดสีฉวีวรรณให้ผุดผ่อง ตัดแต่งทรงผมเล็บมือเล็บเท้าให้สะอาด จากนั้นให้นำเครื่องทรงสำหรับกษัตริย์มาตกแต่งให้เขา เพื่อทำพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นเป็นราชาในวันนั้นเลย!

หลังจากที่ทรงตั้งเขาให้เป็นราชาแล้วพระองค์ก็ได้ทรงพระราชทานนามให้เขาใหม่ว่า พระเจ้าอัฒมาสกราช พร้อมกันนั้นก็ยังทรงแบ่งเขตการปกครองให้เขาดูแล และยามใดที่ทรงว่างจากราชกิจพระองค์ก็จักเสด็จมาทรงสั่งสอนรัฏฐาภิปาลโนบายให้กับเขาเป็นการส่วนพระองค์อีก จนไม่ช้าพระเจ้าอัฒมาสกราชก็ทรงมีความชำนาญในการปกครองบ้านเมืองมิได้ยิ่งหย่อนไปกว่าจอมกษัตริย์เลย!

แต่สรรพสิ่งในโลกล้วนไม่มีอะไรเที่ยงแท้ถาวร ต่างแปรเปลี่ยนไปตามกฏไตรลักษณ์ โดยเฉพาะจิตของมนุษย์! ช่างยากแท้หยั่งถึงจริงๆ

หลังจากพระเจ้าอัฒมาสกขึ้นครองราชย์เป็นเวลาหลายปีผ่านไป วันหนึ่งพระเจ้าอุทยราชาทรงรู้สึกคิดถึงพระสหายอดีตบุรุษเข็ญใจขึ้นมา จึงมีรับสั่งให้มหาดเล็กไปทูลอัญเชิญพระเจ้าอัฒมาสกให้มาพักผ่อนคลายพระอิริยาบถร่วมกับพระองค์ในพระราชอุทยานหลวง

หลังจากสองพระองค์เสด็จจนรอบอุทยานแล้วจอมราชันย์ก็ทรงรู้สึกเมื่อยล้าพระวรกาย จึงเผลอบรรทมหลับอยู่ใต้เงาของไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เวลานั้นไม่ทราบผีห่าตนใดเข้ามาดลจิตดลใจของพระเจ้าอัฒมาสก จู่ๆเขาก็เกิดความคิดชั่วช้าขึ้นมา

“ โอ้หนอ! การที่เราได้ครองราชสมบัติแต่เพียงครึ่งหนึ่งรู้สึกยังมิเป็นการดีแท้ เพราะไม่รู้ว่าเมื่อใดจอมกษัตริย์ผู้นี้จักเรียกเอาสมบัติของพระองค์กลับคืน? อย่ากระนั้นเลย ควรฉวยโอกาสอันประเสริฐนี้ลอบปลงพระชมม์จอมราชาเสีย จากนั้นก็สถาปนาตนขึ้นเป็นกษัตริย์แต่เพียงผู้เดียว ถึงจักเป็นที่ไว้วางใจได้! ”
ทันทีที่บาปเกิดขึ้นราชาอดีตบุรุษเข็ญใจก็เอื้อมมือหยิบเอามีดสั้นข้างเอวขึ้นมา จากนั้นก็เดินทื่อเข้าหาจอมกษัตริย์ หมายใจจักฆ่าพระราชาที่ดีแสนดีขณะกำลังบรรทมอยู่ให้ตายในมีดเดียว ในห้วงขับขันเป็นตายนั้นเอง อุปถัมภกกรรมฝ่ายกุศลที่มีกำลังแรงกล้าก็ไม่รอช้า รีบดลจิตดลใจราชามืดบอดให้ทรงมีพระสติกลับมา พระองค์จึงทรงคำนึงขึ้น

“ อหา! นี่เราเป็นบ้าอะไร? ไฉนจึงมีความคิดชั่วช้าได้ถึงเพียงนี้? เดิมทีเราก็เป็นแค่คนเร่ขายแรงงาน ไร้เกียรติ์ไร้ศักดิ์ศรี แต่เพราะกุศลหนหลังจึงทำให้พระราชาผู้เปี่ยมไปด้วยเมตตาพระองค์นี้ทรงยกฐานะจากยาจก ตั้งให้เป็นถึงกษัตริย์ครองเมืองครึ่งหนึ่ง มิหนำซ้ำยังทรงรักใคร่ไว้วางพระทัยเป็นนักหนา แล้วไฉนเราจึงจักมาเนรคุณด้วยการกระทำเยี่ยงนี้ด้วยเล่า? ”

พอทรงนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่จอมราชันย์ทรงมีให้ต่อตน พระขรรค์ที่ทรงเงื้ออยู่ก็ร่วงหล่นทันที แต่สักพักเจ้าตัณหาที่ฝังอยู่ก้นบึ้งของจิตก็ฉวยโอกาสเข้าครอบงำอีก ยั่วยุให้คิดมักใหญ่ใฝ่สูง หวังจักครอบครองราชสมบัติแต่เพียงผู้เดียว จึงก้มลงหยิบมีดสั้นขึ้นมาใหม่ หมายใจจักฆ่าจอมราชาอีกครั้ง แต่อุปถัมภกกรรมที่ตั้งท่าอยู่ก็ไม่รอช้าเช่นกัน เข้ายับยั้งได้ทันท่วงที เป็นอยู่อย่างนี้หลายครั้งหลายครา

ในที่สุดพระเจ้าอัฒมาสกก็ทรงรู้สึกสลดพระทัยในดวงจิตแห่งตน ทรงคำนึงขึ้น “ โอ้หนอ! บัดนี้จิตเราได้ถูกอกุศลเข้าครอบงำแล้ว ยามใดที่มันกำเริบก็จักพาเราให้กระทำชั่ว คิดฆ่าได้แม้แต่พระราชาผู้มีคุณ หากเรายังปล่อยให้เจ้าอกุศลครอบครองดวงจิตอยู่ เห็นทีภายหน้าคงไม่แคล้วต้องลอบปลงพระชนม์พระราชาผู้แสนประเสริฐไม่วันใดก็วันหนึ่ง อย่ากระนั้นเลย เราจงอย่าให้บาปเข้าครอบครองใจเราได้อีกเลย! ”

เมื่อทรงเกิดความไม่วางพระทัยในจิตแห่งตนแล้ว ราชาอดีตบุรุษเข็ญใจจึงทรงก้มลงปลุกสมเด็จพระราชาให้ทรงตื่นจากบรรทม จากนั้นก็ทรงกราบลงแทบเบื้องพระบาทพร้อมกับทูลว่า “ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ขอพระองค์โปรดทรงลงโทษหม่อมฉันด้วยเถิดพระเจ้าข้า! ”

จอมกษัตริย์ซึ่งกำลังบรรทมอยู่อย่างเป็นสุข จู่ๆถูกปลุกก็ทรงรู้สึกแปลกพระทัย จึงตรัสถามพระสหาย “ มีเรื่องอันใดฤาสหาย? ไฉนท่านจึงขอให้เราลงโทษเล่า? ” พระเจ้าอัฒมาสกเมื่อฟังพระดำรัสจึงทรงเล่าเรื่องที่ตนมีจิตคิดร้ายหมายลอบปลงพระชนม์ให้จอมราชาทรงทราบ หลังจากทรงฟังเรื่องที่พระสหายเล่าแทนที่พระองค์จักทรงพิโรธโกรธกริ้ว ที่ไหนได้กลับตรัสว่า

“ เอาเถิดสหายรัก ถ้าท่านปรารถนาจักเป็นราชาแต่เพียงผู้เดียวเราก็จักยกสมบัติครึ่งเราให้กับท่านด้วยก็แล้วกัน ส่วนเราจักขอเป็นแค่อุปราชก็พอ อย่าวิตกไปเลยเพื่อนรัก รีบกลับวังกันเถอะ จักได้มีเวลาเตรียมงานเตรียมการกันเสียแต่เนิ่นๆ ” ราชาอดีตบุรุษเข็ญใจพอทรงฟังดังนั้นก็ถึงกับน้ำพระเนตรอาบนองไปทั่วพระพักตร์ สุดที่จักทรงข่มกลั้นเอาไว้ได้ ทรงโผลงกอดพระบาททั้งสองของพระเจ้าอุทยราชาเอาไว้จนแน่น

สักพักพอทรงได้พระสติจึงตรัสกับจอมราชันย์ว่า “ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระเมตตา บัดนี้ข้าพระบาทหาได้ปรารถนาในราชสมบัติไม่ การที่ข้าพระบาทมีจิตคิดร้ายต่อพระองค์ก็เพราะถูกตัณหาเข้าครอบงำ ทำให้หลงผิดจนแทบจะก่อบาปใหญ่ หากยังมิรีบแก้ไข ภายหน้าสืบไปเห็นทีต้องถูกเจ้าตัณหายั่วยุให้ก่อแต่กรรมทำแต่ชั่วไม่มีวันหยุดวันหย่อนเป็นแน่ แหละพอสังขารแตกดับก็คงไม่แคล้วต้องไปทนทุกข์อยู่ในอบาย

ฉะนั้นขอพระองค์โปรดทรงรับเอาพระราชสมบัติของพระองค์กลับคืนไปเถิด ข้าพระบาทหาได้ต้องการมันแล้ว ข้าพระบาทจักขอเข้าป่าไปบวชเป็นฤาษี ด้วยบัดนี้ได้เห็นซึ้งถึงภัยแห่งตัณหา เจ้าตัณหานี้หากผู้ใดครุ่นคิดถึงมันเนืองๆ มันก็จักเจริญงอกงามในใจผู้นั้น ทำให้เขาต้องไปก่อกรรมทำบาปตามอำนาจของมัน ดังนั้นนับแต่นี้ไปข้าพระบาทจักไม่ขอคิดถึงมันอีกเป็นอันขาด! ”

พอกราบทูลเสร็จราชาอดีตบุรุษเข็ญใจก็อัญเชิญสมเด็จพระเจ้าอุทยราชาเสด็จกลับพระนครทันที พอถึงก็ทรงรับสั่งให้ราชบุรุษไปป่าวประกาศทั่วพระนครว่าพระองค์จักทรงกระทำพิธีถวายพระราชสมบัติกลับคืนให้กับสมเด็จพระราชา ผู้ใดไม่ติดภารกิจขอให้มาชุมนุมพร้อมกันเพื่อเป็นสักขีพยาน

หลังเสร็จพระราชพิธีพระองค์ก็มิได้ทรงรอช้า รีบเสด็จสู่หิมวันตประเทศแต่โดยลำพัง ทรงประพฤติพรตบำเพ็ญพรหมจรรย์อยู่ในป่าจนสำเร็จฌานสมาบัติ พอถึงกาลแตกดับด้วยอำนาจแห่งฌานที่ทรงบำเพ็ญได้ จึงนำให้พระองค์ทรงไปอุบัติเป็นพระพรหม เสวยสุขอยู่บนพรหมโลกต่อไป....อีกนานแสนนาน.

สืบ ธรรมไทย


ที่มา : พุทธชาดก

DT013120

pt

4 พ.ย. 2562
 เปิดอ่านหน้านี้  207 

   ความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย