ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์ ความคับแค้นใจ เกิดขึ้นในโลกนี้ได้ก็เพราะอาศัยสิ่งเป็นที่รัก
เรื่องความรักกับความเสียใจ เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสมานานแล้ว อย่างมีเรื่องเล่าว่า คราวหนึ่งนางวิสาขาสูญเสียหลานสาวซึ่งโปรดปรานมาก เรียกว่าใกล้ชิดเลยทีเดียว หลานสาวเสียตั้งแต่อายุยังไม่มาก ยังสาวอยู่ นางวิสาขาเสียใจ มาเฝ้าพระพุทธเจ้า ก็คงหวังว่าจะได้ธรรมะจากพระพุทธเจ้าช่วยให้คลายความเศร้าโศก
พระพุทธเจ้าก็เลยตรัสว่า
หากมีสิ่งเป็นที่รักร้อย ก็ทุกข์ร้อย
หากมีเก้าสิบ ก็ทุกข์เก้าสิบ
หากมีแปดสิบ ก็ทุกข์แปดสิบ
ไล่ลงไปจนกระทั่งถึงว่า
หากมีสิ่งเป็นที่รักสอง ก็ทุกข์สอง
หากมีสิ่งเป็นที่รักหนึ่งก็ทุกข์หนึ่ง
หากไม่มีสิ่งเป็นที่รัก
ก็ไม่มีความทุกข์ความเศร้าโศกความเสียใจ
แล้วพระพุทธเจ้าก็ตรัสต่อว่า ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์ ความคับแค้นใจ เกิดขึ้นในโลกนี้ได้ก็เพราะอาศัยสิ่งเป็นที่รัก ถ้าไม่มีสิ่งเป็นที่รัก ความโศกความเศร้าเสียใจก็เกิดขึ้นไม่ได้
บุคคลที่ไม่มีสิ่งเป็นที่รักก็ย่อมไม่มีความเศร้าโศกเสียใจ เพราะฉะนั้นบุคคลที่ไม่ปรารถนาความเศร้าโศกเสียใจก็ไม่ควรมีสิ่งเป็นที่รัก
อันนี้เป็นคำเทศนาที่ทรงแสดงให้กับนางวิสาขา ตอนหลังก็มีคนนำมาพูดถึงกันจนกระทั่งถึงปัจจุบัน อย่างที่ได้ยินบ่อย ๆ ก็คือว่า ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์
ที่ว่าทุกข์เกิดขึ้นก็เพราะว่าการมีสิ่งเป็นที่รักนี้ ไม่ว่ามีอะไรก็ตามรวมทั้งสิ่งอันเป็นที่รัก ในที่สุดก็ย่อมสูญไป เมื่อสูญไปก็ย่อมเกิดความเศร้าโศกเสียใจ เป็นธรรมดาของโลก ไม่ว่ามีอะไร สุดท้ายมันก็หมด
ฉะนั้น ถ้าเราไม่อยากทุกข์ไม่อยากเศร้าโศกเสียใจ มีอะไรก็ต้องเผื่อใจไว้หรือเตรียมใจไว้รับมือกับการที่สูญเสียสิ่งนั้น เพื่อว่าพอมันสูญเสียไปจะได้ไม่ทุกข์
มันเป็นธรรมดาของโลก มีกับหมด เป็นของคู่กัน เช่นเดียวกับได้แล้วก็เสีย มีอะไรที่ได้มาก็ต้องเสียสิ่งนั้นไป ไม่ช้าก็เร็ว ถ้าไม่เป็นเพราะคนขโมยไปหรือว่าไฟไหม้น้ำพัดพาไป มันก็มีอันเสื่อมสลาย ฉะนั้น ถ้าหากว่าได้อะไร แล้วก็ไม่อยากทุกข์ ก็ต้องเตรียมใจพร้อมรับกับการเสียสิ่งนั้น
เจอใครก็ตามโดยเฉพาะคนที่สนิทหรือว่าเป็นที่รัก มันก็ไม่สามารถจะเจอได้ตลอด สุดท้ายก็ต้องจาก อันนี้คือสัจธรรมความจริงของโลก
ฉะนั้น ถ้าหากว่า เมื่อการจากเกิดขึ้นแล้วไม่อยากทุกข์ อย่างน้อย ๆ ก็ต้องเผื่อใจไว้ แล้วก็พร้อมที่จะยอมรับเมื่อการจากได้เกิดขึ้น เช่นเดียวกับพบกับพราก มันก็เหมือนกัน มีพบแล้วก็ต้องมีพราก
มีความสุขกับการได้พบอะไร ถ้าไม่อยากทุกข์เมื่อเกิดการพรากจากกันก็ต้องเผื่อใจเอาไว้ หรือว่าเตรียมพร้อมเพื่อที่จะได้ยอมรับเมื่อการพลัดพรากเกิดขึ้น
ถ้าเรารู้ว่าเราจะต้องเจออะไรแล้วเราพร้อม มันก็ไม่มีปัญหา แต่ส่วนใหญ่เราไปเพลิดเพลินยินดีกับสิ่งที่ถูกใจ เช่น มี ได้ สำเร็จ คำชม แล้วเราก็ลืมไปว่าเราต้องเจอกับอะไรในภายภาคหน้า อย่างนี้เรียกว่าประมาท หรือว่าเป็นเพราะไม่รู้ความจริงของโลกของชีวิต แล้วก็ลืมตัวด้วย
การไม่รู้ความจริงก็เรียกว่าเป็นความหลง การไม่รู้ตัวหรือลืมตัวก็เป็นความหลงอีกแบบหนึ่ง หลงมี 2 แบบ คือ หลงอย่างแรกคือไม่รู้ตัว หลงอย่างที่สองคือไม่รู้ความจริง
ไม่รู้ตัวก็คือขาดสตินั่นแหละ ฉะนั้นเวลาเราเจออะไรที่ถูกใจ เจอคนรัก เจอของรัก มีสิ่งต่าง ๆ ที่ถูกใจ ได้สิ่งต่าง ๆ ที่น่าพึงพอใจ เราก็ต้องรู้ว่าเราต้องเจอกับอะไร พอเรารู้แล้ว เราก็ต้องเตือนใจเราอยู่เสมอไม่ให้ไปหลงเพลินกับสิ่งที่มีอยู่ตอนนี้ เพื่อที่ว่าพอสูญเสียมันไป ใจก็จะไม่ทุกข์มาก
การได้พบคนรัก หรือการมีสิ่งที่ถูกใจ เตือนใจตัวเองอยู่เสมอว่าอย่าไปเพลิดเพลินหลงใหล การที่เรามีสติดูใจของตัวเอง มันช่วย เพราะถ้าเราไม่มีสติดูใจ มันก็จะเพลิดเพลินหลงใหลไปกับสิ่งที่มี สิ่งที่ถูกใจได้ง่าย ๆ จนลืมไปว่าจะต้องเจอกับความสูญเสีย ความพลัดพราก ความผันผวนปรวนแปร และพอเกิดขึ้นแล้วก็ทุกข์
ถ้าเรารู้เท่าทันธรรมดา ทั้งธรรมดาของโลกและธรรมดาของใจ เราก็อยู่ในโลกนี้ได้อย่างมีความทุกข์น้อย สามารถจะเผชิญกับความผันผวนปรวนแปรต่าง ๆ ได้ แม้เวลามีความรักมันก็ไม่จำเป็นต้องลืมคำว่าเสียใจก็ได้ เพราะว่ามันพร้อมที่จะเจออยู่แล้ว ถ้าสมัครใจที่จะเลือก
มีสิ่งเป็นที่รักมันก็พร้อมที่จะเจอกับความเศร้าโศกเสียใจเมื่อพลัดพรากสูญเสีย หรือไม่เช่นนั้นก็รู้ว่า มันเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง ไม่ใช่ของเรา ไม่ยึดมั่นถือมั่นกับมันมาก อันนี้เรียกว่าเป็นการรู้เท่าทันธรรมดา ซึ่งจำเป็นมากกับการอยู่ในโลกนี้อย่างไม่ทุกข์
พระไพศาล วิสาโล