"ขอเชิญร่วมปฏิบัติธรรมเนื่องในพิธีสมโภชพระเจดีย์เทวธรรม ณ วัดป่าเจดีย์เทวธรรม อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด 25 พ.ค.- 1 มิ.ย. 58"
 UMP   5 เม.ย. 2558

"ขอเชิญร่วมปฏิบัติธรรมเนื่องในพิธีสมโภชพระเจดีย์เทวธรรม ณ วัดป่าเจดีย์เทวธรรม อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด 25 พ.ค.- 1 มิ.ย. 58"

พระเจดีย์เทวธรรมเริ่มสร้างขึ้นใน สำนักวิปัสสนากรรมฐานบ้านโคกสูง (ขุนศึกเทพพญา) ในเดือน พ.ย.ปี พ.ศ. 2555 ต่อมาทางสำนักฯ ได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดป่าเจดีย์เทวธรรม ตามชื่อของพระเจดีย์ ในวันนี้พระเจดีย์เทวธรรมใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว และมีงานฉลองสมโภชองค์พระเจดีย์ในวันที่ 31 พ.ค. - 1 มิ.ย. 58

เพื่อเป็นบุญเป็นกุศลต่อตัวท่านเอง ทางคุณแม่ชีเกณฑ์ จึงจัดให้มีการปฏิบัติธรรมตามแนวสติปัฏฐาน 4 โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค. - 1 มิ.ย. 58 (วันวิสาขบูชา) หรือจะมาปฏิบัติธรรมก่อนหน้านั้นก็ได้

คุณแม่ชีเกณฑ์ ท่านคือผู้สอนการปฏิบัติและสอบอารมณ์ให้ผู้ปฏิบัติธรรม ปัจจุบันท่านอายุ 59 ปี ท่านบวชตั้งแต่อายุ 18 ปี ท่านเคยเป็นพี่เลี้ยงและผู้สอบอารมณ์ผู้ปฏิบัติธรรม ณ วัดตโปทาราม ร่ำเปิง จ.เชียงใหม่ และสถานที่อื่นๆ แถบภาคเหนือ มากว่า 20 ปี และที่วัดป่าเจดีย์เทวธรรม จ.ร้อยเอ็ด และสถานที่อื่นๆ จนถึงปัจจุบัน

คุณแม่เคยผ่านการปฏิบัติมาทุกแนว ท่านเคยผ่านการปฏิบัติแบบยุบหนอ พองหนออย่างเข้มข้นเป็นเวลาเกือบ 4 เดือนเมื่อสมัยที่เริ่มบวช พระอาจารย์ผู้ให้กรรมฐานคุณแม่คือ หลวงปู่เลื่อน จากวัดถ้ำพระห่อ จ.นครศรีธรรมราช หลวงปู่เป็นอาจารย์สอนการปฏิบัติแบบยุบหนอ พองหนอ รุ่นแรก

คุณแม่ชีเกณฑ์ท่านสามารถสอนผู้ปฏิบัติธรรมที่มาจากทุกแนวได้ ทั้งมีคำบริกรรม ไม่มีคำบริกรรม การตามรู้เฉยๆ การเจริญสติแบบเคลื่อนไหว ยุบหนอพองหนอ และแบบอื่นๆ รวมถึงผู้ที่ไม่เคยปฏิบัติธรรมมาก่อน ติดตามอ่านประวัติการปฏิบัติธรรมของคุณแม่ได้ที่ http://pantip.com/topic/32013264

แจ้งชื่อขอเข้าร่วมการปฏิบัติธรรมได้ที่คุณแม่ชีเกณฑ์ 0861009373(12call) , 0868540049( dtac) 4.00-5.30 น. ,10.00-22.00 น. หรือทางเฟสบุค สวนปฏิบัติธรรมชมวิว อ.สังคม จ.หนองคาย (สถานปฏิบัติธรรมที่คุณแม่สร้างขึ้นมาใหม่) https://www.facebook.com/pages/สวนปฏิบัติธรรมชมวิว-อสังคม-จหนองคาย/1502603876685810?ref=hl

ติดตามชมบรรยากาศของวัด การเตรียมตัว การเดินทาง อ่านบทความและคำถามคำตอบจากผู้ปฏิบัติธรรมกับคุณแม่ชีเกณฑ์ได้ที่ http://pantip.com/topic/33464796/comment29

สถานที่ตั้ง : วัดป่าเจดีย์เทวธรรม ต.ดงลาน อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด 40000
โทรศัพท์ : 0861009373
DT012174

UMP

5 เม.ย. 2558

"อาจารย์ผู้ให้กรรมฐานและสอบอารมณ์"

คุณแม่ชีเกณฑ์ ท่านคือผู้ให้กรรมฐานและสอบอารมณ์ผู้ปฏิบัติธรรม  ปัจจุบันท่านอายุ 59 ปี ท่านบวชตั้งแต่อายุ 18 ปี ท่านเคยเป็นพี่เลี้ยงและผู้สอบอารมณ์ผู้ปฏิบัติธรรม ณ วัดตโปทาราม ร่ำเปิง จ.เชียงใหม่ และสถานที่อื่นๆ แถบภาคเหนือ มากว่า 20 ปี และที่วัดป่าเจดีย์เทวธรรม จ.ร้อยเอ็ด และสถานที่อื่นๆ จนถึงปัจจุบัน

คุณแม่เคยผ่านการปฏิบัติมาทุกแนว ท่านเคยผ่านการปฏิบัติแบบยุบหนอ พองหนออย่างเข้มข้นเป็นเวลาเกือบ 4 เดือนเมื่อสมัยที่เริ่มบวช ผู้ให้กรรมฐานคือ หลวงปู่เลื่อน จาก จ.นครศรีธรรมราช ท่านเป็นอาจารย์สอนการปฏิบัติแบบยุบหนอ พองหนอ รุ่นแรก คุณแม่สามารถสอนผู้ปฏิบัติธรรมที่มาจากทุกแนวได้ ทั้งมีคำบริกรรม ไม่มีคำบริกรรม การตามรู้เฉยๆ การเจริญสติแบบเคลื่อนไหว ยุบหนอพองหนอ รวมถึงผู้ที่ไม่เคยปฏิบัติธรรมมาก่อน

ติดตามอ่านประวัติการปฏิบัติธรรมของคุณแม่ได้ที่   http://pantip.com/topic/32013264

สอบถามรายละเอียดหรือสอบอารมณ์กับคุณแม่ได้ที่  0861009373(12call) , 0868540049(  dtac) 4.00-5.30 น. ,10.00-22.00 น. หรือทางเฟสบุค สวนปฏิบัติธรรมชมวิว อ.สังคม จ.หนองคาย (สถานปฏิบัติธรรมที่คุณแม่สร้างขึ้นมาใหม่)  https://www.facebook.com/pages/สวนปฏิบัติธรรมชมวิว-อสังคม-จหนองคาย/1502603876685810?ref=hl





"บรรยากาศในวัดป่าเจดีย์เทวธรรม"










"ตารางการปฏิบัติธรรมและกิจกรรมของผู้ปฏิบัติธรรม"

เริ่มตื่นนอนตั้งแต่ตีสาม จัดการธุระส่วนตัว และเริ่มปฏิบัติ ช่วงเช้าจะมีการสวดมนต์ แต่สำหรับท่านใดที่ต้องการปฏิบัติอย่างเดียวไม่ต้องมาสวดมนต์ก็ได้ ตีห้าครึ่งคุณแม่ท่านเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหญิงและชาย ถือบาตรร่วมเดินบิณฑบาตไปกับพระในวัด ยกเว้นท่านที่สุขภาพไม่แข็งแรงพอ เน้นการปฏิบัติ ไม่เน้นการสวดมนต์ งดกาแฟ งดโทรศัพท์ เลือกที่จะปิดวาจาได้ มีการสอบอารมณ์ตัวต่อตัวช่วงบ่ายทุกวัน การปฏิบัติจะเริ่มต้นตั้งแต่ตีสามไปจนถึงสี่ทุ่ม สำหรับท่านที่ต้องการเข้มข้นกับตัวเอง คุณแม่จะให้ปฏิบัติอยู่แต่ในห้องหรือสถานที่ ที่ต้องการ ท่านจะนำอาหารมาให้ เมื่อถึงเวลาท่านก็จะเดินมาสอบอารมณ์












"การเดินทางสู่วัดป่าเจดีย์เทวธรรม บ.โคกสูง ต.ดงลาน อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด"

โทรแจ้งคุณแม่ก่อนเดินทางล่วงหน้า 0861009373,0868540049 เผื่อท่านไม่ได้อยู่ในวัดในช่วงนั้น และเพื่อสอบถามเส้นทาง หากนั่งรถไปลงในเมืองร้อยเอ็ด หรือสนามบิน ทางวัดจะส่งรถไปรับ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด




"การเตรียมตัว"

ชุดขาว ของใช้ส่วนตัว เต้นท์(ถ้ามี) ปานะชงต่างๆ งดกาแฟ ยารักษาโรค ยาทากันยุง เครื่องนอนทางคุณแม่จัดไว้ให้



"บทความและคำถามคำตอบจากผู้ปฏิบัติธรรมกับคุณแม่ชีเกณฑ์"

ติดตามอ่านได้ทางเฟสบุค สวนปฏิบัติธรรมชมวิว อ.สังคม จ.หนองคาย   https://www.facebook.com/pages/สวนปฏิบัติธรรมชมวิว-อสังคม-จหนองคาย/1502603876685810?ref=hl  


"ปฏิบัติไปก่อนแล้วค่อยอ่าน"

ก่อนที่จะมาเจอคุณแม่ชีเกณฑ์ เราไม่เคยปฏิบัติจริงๆจัง ไม่รู้เสียด้วยซ้ำเดินจงกรมที่ถูกทาง นั่งสมาธิที่เป็นสัมมาเป็นยังไง อ่านหนังสือแล้วทำไปตามเรื่องตามราว จนมาปฏิบัติจริงๆจังๆ ที่วัดใกล้บ้าน วันละ ชม. และโทรไปสอบอารมณ์กับคุณแม่ทุกวัน ท่านก็ถามเดินยังไง ท่านแนะวิธีเดินและบอกจุดสังเกตให้เกิดปัญญา

ขณะนั้นก็ยังคงอ่านหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้ไปด้วย ขณะเดินจงกรมพอจิตสงบจากเรื่องวุ่นวายใจ เดินไปก็จะมีประโยคของท่านนั้นท่านนี้ผุดขึ้นมาสอน บางทีก็แว่วประโยคที่ฟังจากแผ่นขึ้นมา ตอนแรกคิดว่าดี มีปัญญามาสอนเราด้วย แต่นานไปมันขึ้นมาบ่อย โดยที่เราไม่ได้นึกถึงเลย จะคิดจะนึกให้เป็นปัญญาตัวเอง ก็มีแต่ประโยคของครูบาอาจารย์ เริ่มรู้สึกอึดอัดและไม่เป็นธรรมชาติ

บอกกับคุณแม่ว่า หนูไม่มีปัญญาของตัวเอง มีแต่ของครูบาอาจารย์ ทำอย่างไรหนูถึงจะเกิดปัญญา คุณแม่ท่านว่าประโยคต่างๆ ที่ขึ้นมา และเสียงที่แว่วมา นั่นเป็นตัวสัญญา ที่เราจำได้จากการอ่าน การฟัง ที่เก็บสะสมมานาน มันขึ้นมาเป็นนิวรณ์ขณะที่เราปฏิบัติ ต้องปล่อยให้ไหลออกมาจนหมด อะไรผ่านมาเราก็ปล่อยให้ผ่านไป แค่รับรู้ อย่าไปตื่นเต้น ยินดียินร้าย หรือแค่กำหนด รู้หนอๆ

และท่านยังบอกอีกว่าในช่วงที่ตั้งใจปฏิบัติจริงๆ จังๆ ให้หยุดอ่าน หยุดฟัง หยุดดู หยุดคุย ทั้งจากหนังสือ ซีดี เนต เพื่อน เพราะเท่ากับมันเพิ่มสัญญาความจำให้กับตัวเอง วันดีคืนดีมันก็จะไหลออกมาเป็นนิวรณ์เช่นนี้ ให้ปฏิบัติไปก่อนแล้วค่อยกลับมาอ่าน อย่าใจร้อน ปฏิบัติแล้วกลับมาอ่าน มาฟัง จะเข้าใจ เข้าถึง มากกว่าทำไปด้วย อ่านไปด้วย แม้เพียงประโยคเดียวเราก็จะเข้าใจ และต่อยอดไปได้อีก

เรายอมวางหนังสือและแผ่นธรรมะ ตามที่ท่านบอก หยุดเล่นเนต ไม่คุยกับใครนานดูแต่ใจและสังเกตตัวเอง เริ่มแรกเป็นเวลา 3 เดือน เรารู้จักตัวเองและเห็นความจริงในธรรมชาติมากขึ้น พอย่างเข้าเดือนที่ 4 ความจำที่เคยอ่านมาค่อยๆ เลือนหายไปหมด ว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดโผล่ขึ้นมาอีก ขณะนั้นเราลืมเรื่องนี้ไปแล้ว ใจไม่คิดอะไร ไม่พยายามสอนตัวเองอย่างโน้นอย่างนี้เหมือนแต่ก่อน มีแต่รับรู้ปัจจุบันขณะนั้น แล้วมันก็ค่อยๆ เกิดปัญญาสอนตัวเอง จากสิ่งที่เห็นที่รับรู้อยู่ตรงหน้า ไม่ใช่คำพูดของใคร ไม่มีเขียนอยู่ในหนังสือ ไม่ใช่ภาษาบาลี แต่เข้าถึงสิ่งเดียวกัน คือเห็นความเป็นทุกข์ เห็นความไม่เที่ยง เห็นความบังคับให้ได้ดั่งใจเราไม่ได้

ไม่ต้องพยายาม ไม่ต้องตั้งท่า ไม่ต้องกะเกณฑ์ ทุกอย่างเป็นไปอย่างเหมาะสม กลมกลืน ถูกเวลา และที่สำคัญปัญญาที่ค่อยๆ ขึ้นมาสอนตัวเอง ทำให้เราค่อยๆถอนถอดกิเลสในตัวเราลงไปได้ ความใจร้อน อารมณ์โกรธ ความติดโน่นติดนี่ ก็ค่อยๆ หดตัวลงไปทีละนิด จนถอดถอนบางเรื่องลงไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งต่างจากแต่ก่อน ที่อ่านมาก ฟังมาก แต่ไม่เคยถอดถอนอะไรออกไปได้

เวลาผ่านไปนานนับปี ใจก็ไม่เคยจะคิดอยากไปอ่านหรือฟังอีก เหลือแค่รับรู้สิ่งที่อยู่ในใจตัวเอง เรารู้แล้วว่าสิ่งที่ทำให้เราทุกข์ อยู่ในใจเรานี่เอง และหนทางที่ทำให้เราออกจากทุกข์นั้นได้ ก็อยู่ในใจของเรา เมื่อมีโอกาสได้อ่านหรือได้ฟังคำของครูบาอาจารย์ แค่เพียงแว่บเดียวที่ได้ยิน เราก็เข้าใจและเข้าถึงสิ่งที่ท่านพูด เพราะเรื่องนั้นเราได้พบได้เห็นแล้วจริงๆ ด้วยตัวเอง

การทำได้เช่นนี้ ครูบาอาจารย์ผู้สอบอารมณ์สำคัญยิ่ง คุณแม่ท่านคอยสอบอารมณ์ให้เป็นเวลานับปี หลายพันชม. ทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้ากัน ท่านบอกว่าถ้าเราไม่มีพี่เลี้ยงที่รู้จริง ถูกทาง ตรงทาง คอยแนะนำ มันจะเนิ่นช้าและอาจผิดทางได้ หากเรามีวิบากกรรมเข้าแทรกขณะที่ปฏิบัติก็จะไม่มีใครช่วยได้ทัน ท่านยังบอกอีกว่าสำหรับบางคนที่เขาอ่านแล้วเกิดปัญญาสอนตัวเองได้ ทันอารมณ์ของตัวเอง เอาตัวเองอยู่ เห็นโทษเห็นภัยในวัฏสงสารนี้จริงๆ ก็ใช้ได้เหมือนกัน







ธรรมะวิถี.....ตอน รำลึกพระคุณ

........ครูบาอาจารย์ที่ท่านประทานความรู้มาให้ อบรมจิตใจให้รู้ผิดชอบชั่วดี.........
เสียงเพลงลอยมาแว่วๆ หวลรำลึกถึงครูบาอาจารย์ จะปล่อยให้เป็นเสียงกระซิบอยู่ในใจเราคนเดียวได้ไง ก็อย่างว่าเรามันพวก"แมงโม้" มีเรื่องดีๆต้องเล่า ทนๆฟังกันหน่อยรับรองได้ประโยชน์ 


เรามีครูบาอาจารย์หลายองค์ ตั้งแต่"อาจารย์ แม่ชี พระอาจารย์ หลวงพ่อ หลวงปู่"ที่เมตตาคอยขนาบสอนสั่ง เราเคยนึกเล่นๆ"กิเลสเรามันหนามั๊ง" คนอื่นมีครูบาอาจารย์องค์เดียวก็บรรลุ เรามันต้องทั้งแงะทั้งงัดจากครูบาอาจารย์หลายองค์ เลยจัดตัวเองเป็น"พันธุ์ลูกผสม"


หนึ่งในองค์ครูบาอาจารย์ คือ "แม่ชีเกณฑ์ นิลพันธ์ แห่งสำนักวิปัสนาบ้านโคกสูง จ.ร้อยเอ็ด" แม่ท่านมีวิธีสอนง่ายและสนุก เพราะใช้คำถามให้เราเฝ้าสังเกต"ความจริง"ที่เกิดขึ้นในกายในใจนี้ 


เราจำได้.......แม่ถามคำถามแรก "ลมหายใจเข้า กับ ลมหายใจออก เป็นขณะเดียวกันไหม"
"คนละขณะค่ะ" เสียงเราตอบฉะฉาน
"จิตที่เข้าไปรู้ลมหายใจเข้า กับ จิตที่เข้าไปรู้ลมหายใจออก เป็นดวงเดียวกันหรือคนละดวง"
"ถ้าตอบตามตำราต้องตอบคนละดวง แต่ที่รู้สึกเป็นดวงเดียวกัน"เสียงเราเบาลง


แม่ให้อุบายโดยเดินจงกรม6จังหวะ เราไม่เล่ารายละเอียดใครอยากรู้ไปเรียนกับแม่เอาเอง เพราะ"เค้า"ให้เราเขียน"เรื่องสั้น" อุบายแม่ได้ผล เราเห็นสิ่งที่ถูกรู้เกิด-ดับ และจิตรู้เองก็เกิด-ดับต่อเนื่องเป็นขณะๆ


แม่เริ่มให้เราอธิษฐานเพื่อรวบรวมบารมีที่เคยสั่งสมมาก่อนเดินจงกรม-นั่งสมาธิทุกบังลังก์ สิ่งอัศจรรย์ปรากฎขึ้นดั่งคำบาลีที่ว่า "ธัมโม ปะทีโป วิยะ ตัสสะ สัตถุโน พระธรรมของพระศาสดา สว่างรุ่งเรืองเปรียบดวงประทีป" แสงแห่งพระธรรมแจ้งประจักษ์แก่ใจ "รูป-นามเป็นเพียงสิ่งที่เกิด-ดับในความว่าง ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา" "ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีเพียงปัจจุบันขณะที่เกิด-ดับสืบต่อ" 


ม่านหมอกปิดบังจิตได้เผยออกให้สัมผัส"ธรรมชาติเดิมแท้"ชั่วขณะ เสียงแม่นุ่มนวลอ่อนโยน "จุดสำคัญ รักษาใจให้เป็นกลางกับทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น" "สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอนมีเพียง2สิ่ง คือ สิ่งที่เที่ยง กับ สิ่งที่ไม่เที่ยง" "ขมอง"น้อยๆของเราจำคำสอนของแม่ได้แม่นยำนัก เราก็ต้องมีดีเหมือนกันสิ


บทความโดย รวีรำแพน





"เมื่อเบื่อหน่ายกายนี้ พลิกให้เกิดปัญญา อย่าให้ถลำลึกลงไปจนเกิดความทุกข์"

ยิ่งปฏิบัติธรรมไป ยิ่งเห็นความจริงในร่างกายนี้ ยิ่งเห็นภาระหนักที่ต้องแบกไว้ ยิ่งเกิดความเบื่อหน่าย จนไม่อยากจะมีร่างกายนี้แล้ว มันเป็นภาระอย่างแสนสาหัส เราทำทุกอย่างเพื่อร่างกายที่มันไม่จีรังยั่งยืน ร่างกายที่นำมาแต่ความทุกข์ อยู่กับมันซ้ำแล้วซ้ำอีก นับชาติไม่ถ้วน

เมื่อเกิดความเบื่อหน่ายในร่างกายนี้เกาะกินใจ คุณแม่ท่านว่าเราต้องพลิกความเบื่อหน่ายให้เกิดปัญญา อย่าให้มันปรุงแต่งจนทุกข์หนักเข้าไปอีก มองให้เห็นโทษของมัน มองให้เห็นความไร้สาระของมัน แล้วอย่าไปยึดมัน เบื่อมันให้จริงๆ ไม่ใช่แค่อารมณ์ชั่วครั้งชั่วคราว

กายเรามันไร้สาระเช่นนี้ เราก็ต้องใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุดสิ พามันปฏิบัติ เอาความเพียรชนะกิเลส จนไม่ต้องเกิดมามีกายนี้อีก พามันทำความดี ทำกุศลให้ถึงพร้อม ตอบแทนพระคุณพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ผู้มีพระคุณ ศาสนา พามันทำสิ่งที่ควรทำที่สุด พามันปฏิบัติจนออกจากวังวนแห่งทุกข์นี้ให้ได้

เราไปจากโลกนี้ ร่างกายที่มันเน่าๆ ก็ถูกทิ้งไว้ ตามไปได้คือบุญบาปที่เราสร้างมา ถ้าเบื่อมันจริงๆ จนไม่อยากมาเจอมันอีก ทำให้ถึงที่สุดสิ ย้อนกลับมามองตัวเอง สิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ จะกิน จะพูด จะคิด จะซื้อ เราเบื่อมัน แล้วเราทำไปแต่ละอย่างเพื่อกลับมามีมันอีกมั้ย แม้แต่คิดจะโกรธ จะเกลียด จะรัก จะชอบ จะอาฆาตใคร เราทำไปเพื่อกลับมาอีกมั้ย ถ้าไม่อยากกลับมาอีก ก็ละมันเสียเถิด





"อะไรคือปัญญาขั้นแรกที่ทำให้เราวางกายนี้ได้"

ปัญญารู้เท่าทันอารมณ์นั่นไง เป็นปัญญาขั้นแรก ถ้ารู้ทันอารมณ์มันก็จบเท่านั้น ขั้นแรกก็รู้เท่าทันอารมณ์ เห็นอาการเกิดดับๆ แล้วใจมันจะยอมรับว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันก็ดับ อารมณ์มันก็ดับ กายของเรามันก็ดับ พอเห็นปัญญามันก็เกิด

ต้องพิจารณาเห็นอาการเกิดดับเหมือนตอนที่แม่ปฏิบัติ พอมันเห็นอาการเกิดดับ ทุกสิ่งทุกอย่างมีแต่เกิดกับดับ กายของเรามันก็ดับ ต้องเห็นช่องว่าง ทุกอย่างกายนี้มันก็ดับ มันเห็นโทษทันที เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันดับสลาย เห็นโทษเห็นภัยมัน

เกสา โลมา ท่องลงไป ไม่เห็นอาการเกิดดับไม่เห็นช่องว่าง มันก็ไม่ก้าวหน้า เห็นตายที่รพ.เผากันตลอดทำไมมันถึงไม่ตัด ทำไมไม่เกิดปัญญา ทำไมมันไม่ขาด เห็นอาการเกิดดับอย่างแจ่มแจ้ง มันถึงจะเข้าใจ ทุกสิ่งทุกอย่างมันดับสลายไป

จับหัวข่มน้ำจนตายก็ไม่เห็น ถ้าไม่เห็นด้วยสติปัญญาของตัวเอง ฟังครูบาอาจารย์เทศน์จนหูแตก หูซ้ายทะลุออกหูขวา มันวางได้มั้ย ถ้ามันไม่เห็นช่องว่างของจิตที่ มันเกิด มันดับ มันวาง มันหมดไป หมดไป เห็นทุกขัง อนิจจังสิ มันถึงวาง ทุกขัง อนิจจัง นึกว่ามันเที่ยงหรือไง ตามดูสิมันอยู่ตลอดมั้ย เดี๋ยวสักวันมันก็จางไป มันไม่เที่ยงอะไร มันแปรปรวนอยู่ตลอด มันก็จบเท่านั้นเอง





"วิธีแก้อาการโงกง่วงโยกไปโยกมา"

เมื่อเกิดอาการเช่นนี้ คุณแม่ชีเกณฑ์ให้แก้ด้วยการให้ตั้งเวลาให้นั่งสมาธิ 5 นาที เดินจงกรม 5 นาที สลับไปมาจนครบชม. ถ้านั่ง 5 นาทียังเป็นอยู่ให้หดเวลาลงมาอีกเหลือนั่ง 3 นาที เดิน 3 นาที ถ้านั่งลงไปแล้วยังเป็นอยู่ก็หดเวลาลงมาอีก หรือให้เดินอย่างเดียว ติดต่อกันทุกวันเป็นเวลา 2 อาทิตย์ ถ้ายังเป็นอีกก็ให้ทำแบบเดิม ต่อเมื่อหายจากอาการนั้นค่อยๆเพิ่มเวลาขึ้นมาให้เหมาะสม แต่อย่ากลับไปนั่งนานๆ อีก มันจะไหลลงไปที่เดิม

คุณแม่ท่านว่าอาการเช่นนี้อาจด้วยวิบากกรรมของเรา และสภาพร่างกายที่เหนื่อยล้าจากการทำงาน ให้เราดูปรับเวลาให้ร่างกายได้พักบ้าง มันโยกตัวลงไปเพราะสติมันน้อย ไม่สามารถควบคุมการทรงตัวของร่างกายได้ และท่านให้แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรของตัวเราเองทุกครั้งที่ไปปฏิบัติ และให้ทำบุญตักบาตรกับข้าวอาหารให้เขาด้วย

ถามคุณแม่ว่าทำแบบนี้แล้วทำไมจึงหาย ท่านว่าขนาดเราให้ลุกนั่งอย่างนั้น ใจมันยังหงุดหงิดจนแทบทนไม่ได้เลยใช่ไหม แต่ต้องทนเพราะอยากหาย แล้วคิดว่าเจ้ากรรมนายเวรที่ทำให้มีอาการแบบนั้น เขาจะทนอยู่ได้หรือ เขาก็ร้อนเหมือนกันที่เราผุดลุกผุดนั่งอยู่อย่างนั้น แต่เราอย่าไปปฏิบัติไล่เขาอย่างเดียว เราต้องแผ่เมตตาและทำบุญให้เขาได้อิ่มอาหารอิ่มใจด้วย จะได้เป็นอโหสิกรรมต่อกัน การทำอย่างนี้ทำให้มีเราความรู้สึกตัวต่อเนื่องไม่ขาดระยะนับชม. จะทำให้สติเราตั้งมั่นและบริบูรณ์ครบถ้วนมากขึ้น การลุกนั่งเสมอกันช่วยปรับธาตุดินน้ำลมไฟในร่างกายให้สมดุล โรคที่เป็นอยู่ก็จะถูกขับออก เลือดลมไหลเวียนสะดวก หายง่วง หายซึม กระปรี้กระเปล่า ไม่ขี้เกียจ นั่งแล้วไม่ฟุ้งไม่จม ตื่นตัวรู้สึกอยู่ตลอด

ขณะที่มีอาการเช่นนี้ในใจคิด เราคงไปปฏิบัติให้ใครเห็นไม่ได้แล้ว โยกไปโยกมาน่าอายมาก รู้ตัวแต่ไม่สามารถบังคับตัวเองได้ กว่าจะหลุดออกมาได้ก็ช่างแสนยาก ตอนผลุบเข้าไปก็ไม่รู้ตัว นั่งได้แค่อึดใจก็ไปติดกับเสียแล้ว 3 อาทิตย์ที่ต้องลุกนั่งอยู่อย่างนั้น ใจก็ไม่หงุดหงิด เป็นปกติเพราะมันชินแล้ว อาการง่วง ฟุ้งซ่าน ตัวโยกหายไป สติตื่นจนไม่ยอมหลับทั้งกลางวันกลางคืน นอนก็เหมือนไม่นอน เป็นอย่างนั้นเกือบเดือนกว่าจะเป็นปกติ

ต้องกราบขอบพระคุณ คุณแม่มากๆที่ทำให้หายจากอาการเช่นนี้ การปฏิบัติเองคนเดียว จำเป็นมากๆ ที่จะต้องมีผู้สอบอารมณ์ ไม่อย่างนั้นเราคงติดอยู่ตรงนี้ ไม่รู้ว่าจะอีกนานเท่าไหร่





"ภาพบรรยากาศผู้ปฏิบัติธรรมทั้ง 6 ชีวิตจาก จ.นครพนม กับคุณแม่ชีเกณฑ์ ณ วัดป่าเจดีย์เทวธรรม จ.ร้อยเอ็ด ช่วงวันที่ 6-13 ก.ย. 57"





"สอบถามการนั่งสมาธิ ก่อนนั่งต้องสวดมนต์ไหม หากจะจับพุทโธให้กำหนดตามดูยังไงครับ" 

ไม่สวดอะไรเลยก็ได้ เมื่อจะนั่งสมาธิพึงสำรวจจิตของตัวเองว่าพร้อมที่จะนั่งแล้วพยายามวางอารมณ์ทุกอย่าง ความกังวล ทำใจให้เป็นกลาง แล้วสำรวจจิตว่าตอนนี้จิตมันวอกแว่กคิดฟุ้งซ่านไหม ให้วางอารมณ์ที่เราเป็นนักเรียนหรือนักธุรกิจ หน้าที่การงาน 

เมื่อพร้อมแล้วไปนั่งในที่สงบ จะกราบระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย3 ครั้ง ระลึกถึงพระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณของท่าน แล้วก็ตั้งจิตว่าจะนั่งจะดูลมหายใจเข้า จะดูลมหายใจออก ทำใจให้ว่าง จิตว่อกแว่กไปที่อื่นไหม เมื่อเห็นแล้วก็สูดลมหายใจ ทำตัวให้ตรง ดำรงสติไว้ที่ลมหายใจเข้าพุทธ 

ถ้าเป็นผู้ฝึกใหม่สมควรที่จะต้องจับดูลมหายใจเข้าเหมือนอานาปานสติ หายใจเข้ายาวก็รู้ หายใจออกสั้นก็รู้ หายใจแผ่วเบาก็รู้ หายใจไม่มีลมหายใจก็รู้ จำเป็นที่สุดคือเป็นกลาง คุณจะต้องมีสติระลึกรู้ลมหายใจเข้าพุทธ ยาวคุณก็ต้องรู้ว่ายาว สั้นคุณก็ต้องรู้ว่าสั้น ให้คุณสังเกตดูต่อไป แผ่วเบาก็ให้รู้ เพราะเวลานั่งใจจะได้ไม่ไปติดสุข ใจจะได้ไม่ยึด มันจะสงบอย่างเดียวไม่รับรู้อะไร เป็นมิจฉาทิฏฐิ 

ขณะที่คุณจดจ่อพุทกับโธ คุณอย่าไปซีเรียส อย่าไปคิด ทำสบายๆ เหมือนนั่งทำงานไป คุณมีสติระลึกรู้ตามลมหายใจเข้า ตามลมหายใจออก คำบริกรรมว่าพุทโธ อาการของท้องลมมันเข้ากับอาการออกคุณรู้เท่าทันทุกขณะไหม มันมีความรู้สึกโล่งขัดฝืดเคืองคุณรู้สึกทุกขณะไหม 

คุณจำเป็นต้องดูตามความรู้สึกรู้ทุกขณะที่เคลื่อนไหวของลมต้นทางจนถึงที่สุด ในขณะที่คุณนั่งจ้องพุทกับโธอยู่นั้นคุณได้ยินเสียง คุณมีสติรู้ไหมว่า เออ เสียงมาแล้ว เสียงมากระทบที่หู คุณก็รู้ว่า เออเสียงมากระทบที่หู ดูสิว่าคุณไปยินดียินร้ายกับเสียงไหม คุณพอใจในเสียงไหม เสียงมากระทบคุณหงุดหงิดไหม คุณก็ให้มีสติรู้ตาม ถ้ามันหงุดหงิดคุณก็มีสติรู้ว่ามันหงุดหงิดหรือคุณจะบริกรรมว่า "หงุดหงิดหนอ" "ได้ยินหนอ" คุณจะอุทานหรือไม่อุทานก็แล้วแต่ความพอใจของคุณ 

ทีนี้เวทนาเกิดขึ้น ถ้านั่งมันเจ็บมันปวดก็บอกว่า "โอ้เวทนาเกิดขึ้นแล้ว" ดูสิว่าเราเอาจิตไปจดจ่อกับมันมั้ย มันทรมานมั้ย ว่าคุณนี่ทุกข์ ถ้าทุกข์คุณทนไม่ได้ ก็ลุกมาเดินพุทโธ พุทยกขึ้นย่างเหยียบลงไป พอเท้าจะถึงพื้นก็โธ แล้วให้คุณมีสติรู้เท่าทันกับจิตกับปัจจุบันทุกขณะ กายกระทบกับลมก็เย็น ให้คุณรู้ว่าเย็น ร้อนก็ให้รู้ว่าร้อน ถ้านั่งสมาธิ ถ้าอยากรู้ว่ามันร้อนว่ามันเย็นก็อย่าเปิดพัดลม อย่าอยู่ในห้องแอร์ มันจะได้เห็นความเป็นจริง ร้อนแล้วคุณหงุดหงิดไหม ลมพัดมาเย็นยินดีไหม 

พุทแล้วมันเข้า เวลาออกทันมันมั้ย จะให้การบ้านว่า พอหายใจเข้า พุทมันหยุดก่อนมั้ยก่อนที่มันจะออกโธ คุณแยกแยะพิจารณาสิ อันนี้เป็นการเจริญสติและปัญญาที่มีไหวพริบ บางคนพุทโธไปแล้วมันไม่จับจุดก็ไปได้ช้า กำหนดอะไรมาก็ได้ 

แม่มีคำถามของแม่ทั้งนั้น เธอไม่เอาหนอ เธอรู้มั้ยหูมาหาเสียงหรือเสียงไปหาหู ตอบเสียงไปหาหู ผู้ปฏิบัติบางคนนิ่งชะจนไม่ได้ยินเสียง แต่พอได้ยินตอบว่าหูไปหาเสียง แม่ให้พิจารณาดีๆ พอเข้าลึกๆแล้วไม่ได้ยินเสียง มันดับไปเลย บางคนได้ณาน ก็ตอบหูไปหาเสียง การนั่งสมาธิที่ถูกไม่ใช่เงียบหาย ตัวหาย ไม่รับรู้อะไรเลย หูได้ยินเสียง กายรู้สัมผัสร้อนเย็น จมูกได้กลิ่น รู้ความรู้สึกที่ใจอยู่ทุกขณะ ฟุ้งก็ให้รู้ว่ามันฟุ้ง เราต้องเห็นความจริงทุกอย่างที่ใจเมื่อมีสิ่งมากระทบ เพื่อที่จะค่อยๆถ่ายถอนออกไป
ภาพจาก http://www.watpa.com/images_subforum/4413.jpg






"ผมพยายามศึกษาพระธรรมคำสอน แล้วก็ศึกษาไปไกลโพ้นพอสมควร เพื่อหวังเข้าให้ถึงแก่น แต่ก็เข้าไม่ถึงสักที แก่นพระพุทธศาสนา... อยู่ตรงไหนหนอ? "

แก่นพระพุทธศาสนาก็อยู่ที่ใจคุณต่างหาก คุณทำใจให้ผ่องแผ้ว ไม่คิดไม่ปรุงไม่แต่ง ทำใจให้สะอาดหมดจด ให้ขาวรอบอยู่ทุกขณะ จิตไม่ฟุ้งซ่าน ไม่พยาบาท ให้ลดละปล่อยวาง ว่างอยู่ตลอด ไม่อุปาทาน ไม่ยึดมั่นในตัวกูของกู ทำแต่จิตตัวเองให้ขาวสะอาด หมดจดผ่องแผ้วอยู่ทุกขณะลมหายใจ 

แล้วก็ให้เห็นตามความเป็นจริง กับทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ทุกสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป สรรพสัตว์ทั้งหลาย สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยง มีแต่ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ทำจิตให้ขาวรอบผ่องแผ้วหมดจด ทุกลมหายใจเข้าออก ลดละปล่อยวางตัวกู อัตตาตัวตน นี่คือแก่นแท้ของพระพุทธศานา.





"ผมวางทุกอย่างมาเป็นปีแล้ว ไม่เห็นจะพบแก่นธรรมเลย"

ไม่เห็นได้ยังไง เห็นมั้ยเดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวเกลียด เดี๋ยวคุณมีอารมณ์นั่น เดี๋ยวมีอารมณ์นี่ พอทำงานโกรธเกลียดเห็นมั้ย ความยินดีพอใจ ความอยากได้แล้วไม่ได้ดั่งใจ ความอยากจะเห็นธรรมะให้ได้ดั่งใจ มันไม่สมหวัง เห็นมั้ย นั่นแหละคือสัจธรรมเบื้องต้นที่คุณต้องละ





"จุดสำคัญในการเดินจงกรม 6 จังหวะ ช้าๆ"

สิ่งสำคัญคือให้ใจรับรู้ทันปัจจุบันกับจังหวะของเท้า การเห็นทันปัจจุบันคือสิ่งที่สำคัญ เพราะเราจะเห็นทันขณะที่มันเกิดขึ้นและดับลง การเห็นการเกิดดับคือจุดเริ่มต้นของการวิปัสสนา หากใจเราเย็นลงไม่ต้องยกขาค้างนานก็ได้ ให้เหลือแต่จังหวะเพื่อให้การรับรู้ถี่ขึ้น แล้วเราจะเห็นความคิดโผล่มาแล้วก็ดับลงไป ทั้งๆที่เรายังรับรู้จังหวะของเท้าอยู่

ถ้าทำอย่างไรก็ไม่ยอมหยุดคิด นั่นแสดงว่ากำลังสติของเรายังไม่พอ ปัญญายังไม่คม ตัดยังไงก็ไม่ขาด แทนที่จะจมอยู่กับความคิด ให้เปลี่ยนมาหยิบไม้กวาด กวาดบ้าน กวาดใบไม้ ขัดพื้น ล้างห้องน้ำ เมื่อจิตมาจดจ่อการเคลื่อนไหวหนักๆ ของร่างกาย ความคิดก็จะคลายตัวลง แม้ช่วงสั้นๆ ก็ยังดีใช่ไหม สติจะมีกำลังได้ขึ้นอยู่กับความเพียรที่ต่อเนื่องยาวนานชั่วระยะเวลาหนึ่ง ทำๆหยุดๆ มันก็นานเป็นธรรมดาและเรื่องใหม่ก็เพิ่มขึ้นมาอีก อย่ารอต้องไปที่นั่นที่นี่ ความตายมันไม่เคยรอเราเลยใช่ไหม

วิธีไหนก็ไม่ผิดขึ้นกับปัญญาของเราว่าจะใช้อาวุธไหนเมื่อใด หลายคนบอกว่ายิ่งเดินแบบนี้ยิ่งไม่สงบเพราะใจมันดิ้นที่ถูกขัดใจ ยิ่งดิ้นยิ่งไม่สงบ เลยสรุปไปว่าแบบนี้ไม่เหมาะกับตัวเอง ไม่สงบ ไปหาวิธีที่ใจชอบ พอมันไม่ดิ้นเราก็เลยรู้สึกสงบ แต่จริงๆ แล้วเท่ากับเราเลี้ยงใจจอมดื้อเอาไว้ ใจมันดิ้นได้ มันก็ดับได้ มันเกิดดับอยู่ทุกขณะ ลองสักพักใจมันเริ่มชินมันก็จะหยุดดิ้นเอง พอไปเจอเหตุการณ์ที่มันเคยดิ้นมันกลับไม่ดิ้นเพราะมันถูกฝึกให้ทนได้มาแล้ว เมื่อใจหายพยศแล้วใครล่ะจะสร้างความเดือดร้อนให้เรา





"ความสงบอยู่แค่ปลายเท้า"

นิ่งเงียบไม่มีคำพูดในใจ ไม่มีคำบริกรรม ปล่อยลมหายใจ เดินจงกรม 6 จังหวะช้าๆ ในห้องแคบๆ เดินแล้วหยุดชั่วขณะ ทุกสเตป

1. ยกส้นเท้าขวาขึ้น แล้วหยุดค้างไว้ชั่วขณะ
ให้รับรู้เท้าข้างที่ยกขึ้นทุกขณะ ตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงขณะที่เท้าหยุด วินาทีที่หยุด เราจะเห็นการรับรู้ดับ ช้าๆ อย่าเร่งรีบ ให้ดูที่ใจ ให้การรับรู้ที่ใจดับลงหมด แล้วค่อยเปลี่ยนจังหวะ

2. ยกเท้าขึ้น แล้วหยุดค้างไว้ 
และให้สังเกตแบบเดิมทุกสเตป ช้าๆ อย่าเร่งตัวเอง เราไม่ได้รีบไปเพื่อใครและเพื่ออะไร ถ้าตัวเอน ก็ลดจังหวะเท้าลงเท่าที่ทำได้ ให้รับรู้ไปตามจังหวะที่เอน ทำใจให้เป็นอันเดียวและกลมกลืนกัน เปิดไฟให้สว่าง เมื่อทรงตัวดีขึ้นหรือใจละเอียดมากขึ้น จังหวะของเท้าก็จะเพิ่มขึ้นเอง 

3. ย่างเท้าไป แล้วหยุดค้างไว้ และให้สังเกตแบบเดิม

4. เอาเท้าลงแต่ปลายเท้ายังไม่ถูกพื้น แล้วหยุดค้างไว้ และให้สังเกตแบบเดิม

5. ปลายเท้าสัมผัสพื้น แล้วหยุดค้างไว้ และให้สังเกตแบบเดิม

6. เหยียบพื้นจนเต็มเท้า แล้วหยุดค้างไว้ และให้สังเกตแบบเดิม 

แล้วเราจะพบว่าความสงบอยู่แค่ปลายเท้านี่เอง หาใช่ตามทางขึ้นเขา จะสังเกตว่าแม้เราจะสนใจที่ปลายเท้า หูเราก็ได้ยินเสียง ลมหายใจก็รู้เป็นระยะ ร้อนเย็น ปวดตรงไหน เรื่องอะไรแว่บขึ้นมาในใจเราก็รู้ มันเกิดแล้วก็ดับ ไม่มีอะไรเหลือค้างอยู่ในใจทุกขณะ 

ถ้าใจยังไม่สงบพอ มีเรื่องวุ่นวายใจเข้าแทรก คุณแม่ท่านให้ใช้คำบริกรรมหนอกำกับทุกจังหวะ จะออกเสียงดังหรือในใจก็ได้ แต่ให้ช้าและหยุดค้างไว้เหมือนเดิม คือ

1.ยกส้น (ออกเสียง)..หยุด...หนอ(ออกเสียง)...หยุด , 2. ยก....หยุด...หนอ...หยุด, 3. ย่าง...หยุด....หนอ...หยุด, 4. ลง...หยุด....หนอ...หยุด, 
5.ถูก...หยุด....หนอ...หยุด, 6. เหยียบ...หยุด....หนอ...หยุด

หรือใช้ลมหายใจกำกับแทนคำบริกรรมก็ได้ เช่น ยกส้น+หายใจเข้า....หยุด+หายใจออก, ยก+หายใจเข้า...หยุด+หายใจออก, ย่าง+หายใจเข้า...หยุด+หายใจออก......

สิ่งสำคัญที่จะถอนหนามในใจเราได้คือใช้ปัญญา เรื่องอะไรที่ผุดขึ้นมา ค้นลงในใจของเรา ทำไมเรื่องนี้ยังคาใจเราอยู่ เรารู้สึกยังไงกันแน่ ชอบหรือไม่ชอบ แม้ความอยากทำดีก็มาเป็นนิวรณ์ให้เราได้ ใช้เหตุผลพิจารณาไม่เข้าข้างตัวเอง ห้ามตัวเองอย่าไปเสริม อย่าไปปรุงแต่งต่อ สำหรับผู้ที่ยังห้ามตัวเองไม่ได้ คุณแม่ท่านให้ คิดหนอๆ , อยากหนอๆ,โกรธหนอๆ หนอไปตามภาวะในใจ เพื่อหยุดการปรุงแต่งต่อ หนอบ่อยๆ จนวันนึงมันรู้และชินแล้ว ยังไม่ทันหนอ มันก็หยุดที่จะปรุงแต่ง

ปัญญาที่สำคัญที่จะถอนหนามในใจเราได้คือ ให้เห็นโทษเห็นภัยในเรื่องที่ใจเราไปยึดไปเกาะ ยินดียินร้ายกับสิ่งไหนก็ไปเกิดสิ่งนั้น ทั้งจิ้งจก ตุ๊กแก หรืออสรพิษร้าย หากตายขณะที่โกรธอาฆาตพยาบาท หวงสมบัติ ห่วงบ้าน ห่วงงาน ห่วงหมาห่วงแมว ก็ไปอยู่กับสิ่งนั้น และสรุปกับตัวเองให้ได้กับทางแก้ปัญหาใจ เมื่อทำเต็มที่แล้ว ผลจะเป็นอย่างไร สุดท้ายใจก็วาง

ความต่อเนื่องคือสิ่งสำคัญที่สุด แม้เพียงวันละ ชม. แต่ยาวนานนับปี สติ สมาธิและปัญญาก็จะค่อยๆเพิ่มพูน หนามในใจก็จะค่อยๆ ถอนออก จนถึงวันหนึ่งก็หมดเกลี้ยงใจ ครูบาอาจารย์ผู้สอบอารมณ์ที่ถูกทางคือสิ่งสำคัญ ขอให้ทุกท่านได้พบกับกัลยาณมิตรแท้ผู้นั้นเถิด





"ความสงบอยู่แค่ปลายเท้า"

นิ่งเงียบไม่มีคำพูดในใจ ไม่มีคำบริกรรม ปล่อยลมหายใจ เดินจงกรม 6 จังหวะช้าๆ ในห้องแคบๆ เดินแล้วหยุดชั่วขณะ ทุกสเตป

1. ยกส้นเท้าขวาขึ้น แล้วหยุดค้างไว้ชั่วขณะ
ให้รับรู้เท้าข้างที่ยกขึ้นทุกขณะ ตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงขณะที่เท้าหยุด วินาทีที่หยุด เราจะเห็นการรับรู้ดับ ช้าๆ อย่าเร่งรีบ ให้ดูที่ใจ ให้การรับรู้ที่ใจดับลงหมด แล้วค่อยเปลี่ยนจังหวะ

2. ยกเท้าขึ้น แล้วหยุดค้างไว้ 
และให้สังเกตแบบเดิมทุกสเตป ช้าๆ อย่าเร่งตัวเอง เราไม่ได้รีบไปเพื่อใครและเพื่ออะไร ถ้าตัวเอน ก็ลดจังหวะเท้าลงเท่าที่ทำได้ ให้รับรู้ไปตามจังหวะที่เอน ทำใจให้เป็นอันเดียวและกลมกลืนกัน เปิดไฟให้สว่าง เมื่อทรงตัวดีขึ้นหรือใจละเอียดมากขึ้น จังหวะของเท้าก็จะเพิ่มขึ้นเอง 

3. ย่างเท้าไป แล้วหยุดค้างไว้ และให้สังเกตแบบเดิม

4. เอาเท้าลงแต่ปลายเท้ายังไม่ถูกพื้น แล้วหยุดค้างไว้ และให้สังเกตแบบเดิม

5. ปลายเท้าสัมผัสพื้น แล้วหยุดค้างไว้ และให้สังเกตแบบเดิม

6. เหยียบพื้นจนเต็มเท้า แล้วหยุดค้างไว้ และให้สังเกตแบบเดิม 

แล้วเราจะพบว่าความสงบอยู่แค่ปลายเท้านี่เอง หาใช่ตามทางขึ้นเขา จะสังเกตว่าแม้เราจะสนใจที่ปลายเท้า หูเราก็ได้ยินเสียง ลมหายใจก็รู้เป็นระยะ ร้อนเย็น ปวดตรงไหน เรื่องอะไรแว่บขึ้นมาในใจเราก็รู้ มันเกิดแล้วก็ดับ ไม่มีอะไรเหลือค้างอยู่ในใจทุกขณะ 

ถ้าใจยังไม่สงบพอ มีเรื่องวุ่นวายใจเข้าแทรก คุณแม่ท่านให้ใช้คำบริกรรมหนอกำกับทุกจังหวะ จะออกเสียงดังหรือในใจก็ได้ แต่ให้ช้าและหยุดค้างไว้เหมือนเดิม คือ

1.ยกส้น (ออกเสียง)..หยุด...หนอ(ออกเสียง)...หยุด , 2. ยก....หยุด...หนอ...หยุด, 3. ย่าง...หยุด....หนอ...หยุด, 4. ลง...หยุด....หนอ...หยุด, 
5.ถูก...หยุด....หนอ...หยุด, 6. เหยียบ...หยุด....หนอ...หยุด

หรือใช้ลมหายใจกำกับแทนคำบริกรรมก็ได้ เช่น ยกส้น+หายใจเข้า....หยุด+หายใจออก, ยก+หายใจเข้า...หยุด+หายใจออก, ย่าง+หายใจเข้า...หยุด+หายใจออก......

สิ่งสำคัญที่จะถอนหนามในใจเราได้คือใช้ปัญญา เรื่องอะไรที่ผุดขึ้นมา ค้นลงในใจของเรา ทำไมเรื่องนี้ยังคาใจเราอยู่ เรารู้สึกยังไงกันแน่ ชอบหรือไม่ชอบ แม้ความอยากทำดีก็มาเป็นนิวรณ์ให้เราได้ ใช้เหตุผลพิจารณาไม่เข้าข้างตัวเอง ห้ามตัวเองอย่าไปเสริม อย่าไปปรุงแต่งต่อ สำหรับผู้ที่ยังห้ามตัวเองไม่ได้ คุณแม่ท่านให้ คิดหนอๆ , อยากหนอๆ,โกรธหนอๆ หนอไปตามภาวะในใจ เพื่อหยุดการปรุงแต่งต่อ หนอบ่อยๆ จนวันนึงมันรู้และชินแล้ว ยังไม่ทันหนอ มันก็หยุดที่จะปรุงแต่ง

ปัญญาที่สำคัญที่จะถอนหนามในใจเราได้คือ ให้เห็นโทษเห็นภัยในเรื่องที่ใจเราไปยึดไปเกาะ ยินดียินร้ายกับสิ่งไหนก็ไปเกิดสิ่งนั้น ทั้งจิ้งจก ตุ๊กแก หรืออสรพิษร้าย หากตายขณะที่โกรธอาฆาตพยาบาท หวงสมบัติ ห่วงบ้าน ห่วงงาน ห่วงหมาห่วงแมว ก็ไปอยู่กับสิ่งนั้น และสรุปกับตัวเองให้ได้กับทางแก้ปัญหาใจ เมื่อทำเต็มที่แล้ว ผลจะเป็นอย่างไร สุดท้ายใจก็วาง

ความต่อเนื่องคือสิ่งสำคัญที่สุด แม้เพียงวันละ ชม. แต่ยาวนานนับปี สติ สมาธิและปัญญาก็จะค่อยๆเพิ่มพูน หนามในใจก็จะค่อยๆ ถอนออก จนถึงวันหนึ่งก็หมดเกลี้ยงใจ ครูบาอาจารย์ผู้สอบอารมณ์ที่ถูกทางคือสิ่งสำคัญ ขอให้ทุกท่านได้พบกับกัลยาณมิตรแท้ผู้นั้นเถิด





สมาธิกับวิปัสสนาต่างกันยังไงค่ะ"

ถ้าสมาธิอย่างเดียวก็นิ่ง ไม่รู้ตัวเอง เสึยงเข้ามาก็ไม่รับรู้ เย็นร้อนอ่อนแข็งมาสัมผัสกายก็ไม่รับรู้ นั่งนิ่งอย่างเดียว แต่ถ้าเป็นอารมณ์วิปัสสนา วิ แปลว่าตัวปัญญา รู้แจ้งในอารมณ์ ที่นิ่งก็รู้ว่านิ่ง วิปัสสนามีสติและปัญญาปนอยู่กับสมาธิ มีสติรับรู้อารมณ์ 

ที่เป็นสมาธิก็รับรู้ว่าเป็นสมาธิ รู้ว่ามันสงบ แต่ถ้ามีอารมณ์มากระทบทางหูก็รับรู้ ถ้าลืมตา ตาไปกระทบรูปก็รับรู้ทันที หรือว่ากายอยู่ในองค์สมาธิ หูได้ยินเสียงก็รับรู้ ได้ยินเสียงมาสัมผัสหู เย็นมา มีลมผ่านมา กายเย็นก็รับรู้ว่ากายเย็น กายร้อนก็รับรู้ว่ากายร้อน มีมดมีอะไรมาแตะต้องตัวก็รับรู้ มีอะไรก็รับรู้หมด พร้อมกับปัญญาคอยพิจารณาในสิ่งนั้น รู้แล้วก็วาง

วิ แปลว่าตัวปัญญา รู้เท่าทันอารมณ์นิ่ง อารมณ์สุข อารมณ์ทุกข์ นิ่งในสมาธิ จิตเสพอารมณ์ เบิกบานในอารมณ์สมาธิก็รู้ รู้แล้วก็ใช้ปัญญาพิจารณา ถอนออกจากความยินดียินร้าย ไม่ให้ไปติดในอารมณ์ที่ชอบใจ ไม่ชอบใจ เพราะอารมณ์ชอบใจและไม่ชอบใจนี้ เป็นนิวรณ์เครื่องขวางกั้นให้ผู้ปฏิบัติธรรมเนิ่นช้า หรือติดอยู่แค่ตรงนั้น





"คุณแม่ทำยังไง หนูถึงจะเห็นอสุภะ เห็นกระโหลกเหมือนเขา"

ไปนั่งเพ่ง นั่งเห็นกระดูก ซี่โครง เห็นตับ เห็นไต มีแต่ของสกปรกโสโครก ถ้าใจมันยังวางไม่ได้ มันก็ไม่มีประโยชน์ เห็นกระดูกซี่โครงแล้วเวลาเขาด่า มันยังโกรธอยู่ มันก็ไม่ดี จะเห็นหรือไม่เห็นก็ไม่เป็นไรหรอก เห็นแล้วปลงได้มั้ยละ ถ้าปลงได้ใช้ได้ ถ้าปลงไม่ได้ก็ใช้ไม่ได้ แปลว่ายังเห็นไม่ถูก 

เห็นถูก เห็นชอบ เหมือนมรรคมีองค์ 8 เออ..กายนี้มันเป็นธรรมดา เดี๋ยวมันก็เสื่อม ผมมันดำเดี๋ยวก็หงอก มันแปรปรวนเนาะ เกิดมามันดำ กลางคนเข้ามามันหงอก แล้วใครจะยอมมั่งละ ถ้าเห็นมันเป็นธรรมชาติทำไมไม่ปล่อย เอาวัตถุนิยมมาย้อมทำไม หนังที่มันเหี่ยวก็เป็นธรรมดา ถ้ายังบำรุงกันอยู่มันก็วางไม่ได้ เห็นอสุภะแต่ยังห่วงสวย อยากให้ตัวเองดูดี มันก็วางไม่ได้ 

กิเลสหยาบละไม่ได้ แล้วจะละกิเลสละเอียดได้อย่างไร ผู้เข้าปฏิบัติ ถ้ารู้แจ้งเห็นจริง มันต้องเห็นว่ามันเป็นธรรมชาติ ก็ปล่อยมัน เอาอะไรมาหยุดมันก็ไม่อยู่ ย้อมไปก็ชั่วขณะ เดี๋ยวก็คืนสู่สภาพเดิม บำรุงขนาดไหน แพงขนาดไหน ดีขนาดไหน ก็หยุดความแก่ความเหี่ยวไม่ได้ สู้เอาเงินไปทำบุญเป็นสเบียงให้แก่ตัวเองดีกว่า

ธรรมะมองแว่บเดียวแล้วพิจารณาให้แตกฉาน แค่หงอกเส้นเดียวก็บรรลุธรรมได้ อสุภะภายนอก ความสกปรกโสโครกมีให้เห็นกันทั้งวัน เห็นแล้วพิจารณาด้วยปัญญา เห็นตามความเป็นจริง เอออันนี้มันเสื่อมแล้วนะ ตามองแทบไม่เห็น มันฝ้ามันฟางแล้ว หูมันก็เริ่มตึง ไม่มีอะไรเลยที่จะเที่ยง นี่แหละท่านว่าให้เห็นทุกข์สัจจริงๆ เห็นทุกข์เห็นโทษของมัน 

แม้ไม่เห็นอสุภะ แต่เข้าใจธรรมชาติของกายนี้ เข้าใจที่มันแปรปรวน เข้าใจที่มันทุกข์ ไม่ไปหลงมัน ไม่ไปยึดมัน อยู่กันไปตามสภาพ ป่วยก็ไม่ทุกข์กับมัน อันนี้แม้ไม่เห็นก็ใช้ได้แล้ว กายนี้จะวางได้ไม่ใช่เห็นอสุภะภายใน แต่วางได้ด้วยปัญญา คนที่เห็นได้ก็ต้องพิจารณาด้วยปัญญา เห็นโทษเห็นภัยมันจึงจะวางได้ เห็นอย่างเดียว ละไม่ได้วางไม่ได้ มันก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด





ขอเชิญท่านผู้ใจบุญร่วมตั้งโรงทาน ณ วัดป่าเจดีย์เทวธรรม อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด เนื่องในงานฉลองสมโภชพระเจดีย์เทวธรรม 31 พ.ค. 58 -1 มิ.ย. 58"

พระเจดีย์เทวธรรม ถูกสร้างขึ้นในวัดป่าเจดีย์เทวธรรม อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด วัดนี้เป็นวัดที่คุณแม่ชีเกณฑ์ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ พ.ศ. 2536 ซึ่งเดิมชื่อ สำนักวิปัสสนากรรมฐานบ้านโคกสูง(ขุนศึกเทพพญา)

พระเจดีย์เทวธรรมกำลังจะสร้างเสร็จแล้ว และจะมีพิธีฉลองสมโภชองค์พระเจดีย์ในวันที่ 31 พ.ค.58 -1 มิ.ย. 58 ซึ่งจะมีผู้มาร่วมงานจากทั่วทุกภาคของประเทศไทย ทางวัดจะมีการตั้งโรงทานเพื่อเลี้ยงอาหารผู้ที่มาร่วมงานทั้งหมดเป็นเวลา 2 วัน จึงขอเชิญชวนท่านผู้ใจบุญ ร่วมบริจาคทรัพย์เพื่อสมทบทุนการตั้งโรงทานในครั้งนี้

สามารถโอนเงินเพื่อร่วมจัดตั้งโรงทานได้ที่
*** ธ.ออมสิน สาขาโรบินสันร้อยเอ็ด ออมทรัพย์ 020137202030 น.ส.เกณฑ์ นิลพันธ์***

สอบถามรายละเอียดและแจ้งการโอนเงินได้ที่ คุณแม่ชีเกณฑ์ 0861009373 (12call) , 0868540049 ( dtac) 4.30-5.30,10.00-22.00 น. หรือผ่านทางเฟสบุค สวนปฏิบัติธรรมชมวิว อ.สังคม จ.หนองคาย https://www.facebook.com/pages/สวนปฏิบัติธรรมชมวิว-อสังคม-จหนองคาย/1502603876685810?ref=hl

อานิสงส์ของการตั้งโรงทาน
ส่งผลให้เกิดภพชาติใดก็ไม่อดอยากหิวโหย มีของกินของใช้ไม่ขาดแคลน อยู่ที่ไหนก็มีแต่ความอุดมสมบูรณ์ พรั่งพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติมีกินมีใช้ตลอดปีตลอดชาติ ไปที่แห่งใดก็ปลอดภัย อิ่มจิต อิ่มใจ อิ่มกายมีหน้าตาผ่องใส แก้กรรม ให้กับผู้ที่เกิดมาชาตินี้ ไม่ค่อยพอมีพอใช้ อดมื้อกินมื้อ หาเช้ากินค่ำ ทำเท่าไหร่ก็ไม่เหลือเก็บ





"ที่นี่เป็นมากกว่าผู้มาปฏิบัติธรรม"               

เล่าให้แม่ชีเกณฑ์ท่านฟังว่า พอทุกคนเห็นภาพห้องน้ำและรู้ว่าต้องตักถ้าส้วมเต็ม เขาถอยหนีกันหมด ท่านบอกว่าท่านแค่ล้อเล่นเพื่อทดสอบใจ จริงๆแล้วห้องน้ำที่ดีก็มี กุฏิที่มีห้องน้ำในตัวก็มี ไม่มีห้องน้ำก็มี ที่เห็นเป็นห้องน้ำรวม 

ท่านเล่าว่าท่านไม่ยอมให้เขามาเทถนนในวัด รักษาสภาพที่เป็นดินเป็นทรายไว้เหมือนที่มันเคยเป็นมา เพราะการเดินบนพื้นดินด้วยเท้าเปล่าเป็นการปรับธาตุในร่างกาย พื้นดินจะดูดสารพิษออกจากกาย ทำให้ร่างกายปรับตัวสมดุลขึ้น เป็นการบำบัดรักษาโดยธรรมชาติ          

ถามท่านว่าท่านให้ผู้ปฏิบัติธรรมทำอะไรบ้าง ท่านบอกว่าท่านจะให้ตื่นตั้งแต่ตีสาม ไม่มีการสวดมนต์ ตื่นแล้วให้ปฏิบัติเลย เช้าขึ้นมาท่านก็จะให้ผู้ปฏิบัติธรรมแม้จะเป็นผู้หญิงก็ตาม สะพายบาตรออกบินฑบาตรเข้าไปในหมู่บ้านตามหลังหลวงพ่อไป  เราจะได้สัมผัสกับคุณค่าแห่งการให้ ช่วยกล่อมเกลาจิตใจเราให้อ่อนโยนขึ้น และรู้ค่าในอาหารที่เขาใส่บาตรมา         

กลับมาทานอาหาร 8 โมงเช้า ถ้าใครจะทาน 2 มื้อก็ให้เก็บไว้เอง จะทานในบาตรหรือนอกบาตรก็ได้ จะใช้ช้อนหรือใช้มือก็ได้ ถ้ามาน้อยวันท่านจะไม่ให้ทำอะไรเลย ให้ปฏิบัติอย่างเดียว จะในห้องหรือตามมุมใดมุมหนึ่งของป่าไผ่แล้วแต่จะเลือกเอา ท่านจะสอบอารมณ์ให้ทุกวัน เวลาไหนก็ได้ที่สะดวก    

ชีวิตที่นี่เป็นมากกว่าแค่ผู้มาปฏิบัติธรรม คุณจะได้สัมผัสกับธรรมชาติแบบดั้งเดิมที่หาได้ยากแล้วในสมัยนี้ และได้สัมผัสกับคำว่าให้ที่มาจากคนที่เราไม่เคยรู้จัก ซึ่งโอกาสเช่นนี้หาได้ยากในเมืองใหญ่ สัมผัสกับความประทับใจสักครั้งหนึ่งในชีวิตได้ที่นี่ วัดป่าเจดีย์เทวธรรม จ.ร้อยเอ็ด




 เปิดอ่านหน้านี้  2213 

  แสดงความคิดเห็น


RELATED STORIES


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย