ท้าวสักกะ เทพราชาแห่งตาวติงสา๒ เขียนโดย สืบ ธรรมไทย

 pt  3,993 

กาลเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกสรรพสิ่งมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป จักหาสิ่งใดจีรังยั่งยืนไม่มี หลังจากมฆมานพแลสหายได้ตายจากมนุษย์ ตัวเขาได้ไปอุบัติเป็นเทพราชันผู้มีชื่อเสียงเกริกไกลไปทั่วเทวภูมิ พระนามว่า ท้าวสักกเทวราช หรือ พระอินทร์ ปกครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ร่วมกับเทพพระสหายอีก ๓๒ พระองค์ ส่วนนางสุธรรมา นางสุนันทา และ นางสุจิตรา ก็ตามมาเกิดเป็นเทพนารีด้วยเช่นกัน

ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่ช้างพระราชทานก็ยังตามมาเกิดเป็นเทพบุตรอีกชื่อว่า เอราวัณเทพบุตร ( คราใดที่ท้าวอมรินทร์จักเสด็จไปงานพิธีสำคัญๆ เทพบุตรเอราวัณก็จักเนรมิตกายเป็นช้าง ๓๓ เศียรเตรียมรอให้องค์จอมเทพแลเทพพระสหายขึ้นประทับเสด็จยังงานพิธีนั้น เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงพระบุญญานุภาพ และพระเดชานุภาพแห่งพระองค์ ) คงมีแต่นางสุชาดาคนเดียวที่ไม่ได้ตามมาเกิดด้วย เนื่องจากพอสิ้นอายุขัยของมนุษย์นางก็ไปเกิดเป็นนกยางอาศัยอยู่ข้างสระน้ำของซอกเขาแห่งหนึ่ง!

มฆมานพพอมาอุบัติเป็นพระอินทร์ ด้วยเทพวิสัยจึงทรงกำหนดจิตดูว่าภรรยาทั้งสี่หลังจากตายจากมนุษย์ พวกนางได้ไปเกิดยังภพภูมิใดบ้าง? ทันใดก็ทรงทราบว่านางสุธรรมา นางสุนันทา แลนางสุจิตรา ได้ตามพระองค์มาเกิดเป็นเทพนารีอยู่บนสวรรค์ชั้นนี้ คงมีแต่นางสุชาดาเท่านั้นที่ไปเกิดเป็นนกยางอยู่ในภูมิเดรัจฉาน ด้วยความที่ทรงรักใคร่ภรรยาผู้นี้อย่างสุดซึ้ง พอทรงเห็นนางต้องไปตกระกำลำบาก เลี้ยงชีพด้วยปาณาติบาต จอมเทพผู้มากบารมีก็ทรงรู้สึกอดสงสารนางไม่ได้ จึงทรงดำริขึ้น “ เราควรจักให้นางได้มาเห็นความเป็นอยู่ของชาวฟ้าชาวสวรรค์กัน เผื่อบางทีนางจักเกิดมานะ ยกตนให้พ้นไปจากอัตภาพของเดรัจฉานได้! ”

เมื่อทรงมีเทวดำริดังนี้จอมเทพแห่งตาวติงสาจึงไม่รอช้า รีบเสด็จลงจากดาวดึงส์เทวโลกมาปรากฏกายยังข้างสระน้ำใกล้กับที่หากินของนางนกยางทันที! ฝ่ายนกยางสุชาดาขณะกำลังเดินจิกกินปลาเล็กปลาน้อยอยู่อย่างเพลิดเพลิน จู่ๆเห็นใครไม่รู้มายืนข้างตนก็ให้ตกใจเป็นกำลัง จึงร้องถามไป

“ ท่านผู้นี้เป็นใครหรือ? ไฉนจึงต่างจากสัตว์ที่ข้าพเจ้าเคยเห็น? ”
“ ดูก่อนนางนกยาง! เรามีนามว่าท้าวสักกเทวราช จอมเทพแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ชาติที่แล้วเรา
เป็นสามีเจ้า ”
“ ท่านน่ะหรือคือจอมเทพแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แลเป็นสามีของข้าพเจ้าเมื่อชาติที่แล้ว? ”
“ ถูกต้อง! เจ้าอยากรู้หรือไม่ว่าเพื่อนของเจ้าอีกสามนางซึ่งก็เป็นภรรยาของเราเหมือนกัน ขณะนี้
พวกนางมีความเป็นอยู่อย่างไร? ”
“ อยากทราบเจ้าค่ะ! ”
“ อย่างนั้นดีแล้ว เดี๋ยวเราจักพาเจ้าไปเห็นด้วยตาตนเอง! ”

บัดนั้นท้าวโกสีย์ก็ทรงรวบเอานางนกยางเหาะขึ้นฟ้า มุ่งหน้าสู่ยังเมืองแมนแดนสวรรค์ทันที พอถึงก็ทรงนำนางไปปล่อยไว้ที่สระนันทาโบกขรณี จากนั้นก็เสด็จกลับไพชยนต์ปราสาทเพื่อทรงแจ้งข่าวให้พระชายาทั้งสามรับทราบ สามเทพนารีพอรู้พระสวามีทรงพานางสุชาดากลับมายังดาวดึงส์เทวโลกด้วยก็อยากจักเห็นหน้านางขึ้นมาทันใด ด้วยสมัยเป็นมนุษย์นางเป็นหญิงที่มีรูปโฉมงดงามจนยากจักหาหญิงใดเทียบได้ แม้แต่พวกนางเองซึ่งเป็นภรรยาร่วมกันก็ยังรู้สึกอดริษยาไม่ได้ ครั้งนี้พอทราบนางมาเยือนถึงถิ่นจึงอยากรู้ว่านางยังจักมีความสะสวยเหมือนเดิมหรือไม่ พอทราบนางอยู่ที่นันทาโบกขรณีจึงไม่รอช้า รีบพากันไปยังสถานที่นั้นทันที

เมื่อมาถึงปรากฏพวกนางกลับต้องผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากนางสุชาดาผู้มีรูปโฉมงดงามบัดนี้นางหาได้เป็นเทพนารีเหมือนดั่งพวกตนไม่ หากแต่เป็นเพียงแค่สัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นจึงอดหัวร่อขึ้นมาพร้อมกันไม่ได้ และไม่เพียงแต่หัวร่อ พวกนางยังพากันพูดจาเยาะเย้ยถากถางกันไปต่างๆนานาอีก

“ โอ๊ะโอ๋! นี่รึแม่หญิงสุชาดายอดกัลยาณี ผู้มีกายโสภีเหนือหญิงใด ดูผิวแม่ซิ! ช่างขาวผุดผาดเสียยิ่งนัก ไม่ว่าจักเป็นลำคอแข้งขา ตลอดทั่วองคาพยพ ล้วนหมดจดงดงาม เกินจักหาเทพนารีไหนสะคราญเทียมได้ นับเป็นบุญตาของพวกเรานะที่ได้มาเห็นนางผู้เลอโฉมเช่นนี้! ” หลังจากสนุกกับการพูดจาเสียดสีจนเป็นที่พอใจ นางอัปสรทั้งสามก็ชวนกันกลับยังไพชยนต์ปราสาท โดยที่มิได้สนใจถึงผู้ที่ถูกพาดพิงเลยว่า เขาจักคิดหรือรู้สึกอย่างไร!

ฝ่ายนกยางผู้อาภัพครั้นถูกอดีตเพื่อนร่วมสามีเยาะเย้ยถากถางเอาก็ให้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในชาติวาสนาของตนเสียยิ่งนัก พอท้าวสหัสนัยน์ทรงกลับมาเยี่ยมอีกครั้ง นางจึงขอให้พระองค์ทรงพานางกลับยังที่อยู่เดิม เพื่อจักได้ไม่ต้องถูกใครมาดูถูกเหยียดหยามอีก องค์เทพราชันย์ทรงทราบถึงความรู้สึกนาง จึงมิได้ทรงทัดทานแต่อย่างใด ทรงนำนางมาปล่อยไว้ยังข้างสระน้ำเหมือนเดิม แต่ก่อนจะกลับดาวดึงส์เทวโลกพระองค์ได้ตรัสกับนางถึงวิธีจักทำให้นางพ้นจากอัตภาพของเดรัจฉานว่า

“ ดูก่อนนางนกยาง หากเจ้าปรารถนาจักพ้นไปจากอัตภาพของเดรัจฉานแล้ว ก็ขอให้จงรักษาศีลเอาไว้ให้มั่น จงอย่าได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอีกเป็นอันขาด แม้จักแลกด้วยชีวิตเจ้าก็ต้องยอม! ” นกยางสุชาดาครั้นได้ฟังพระดำรัสแห่งท้าวสักกะนางก็ยึดถือปฏิบัติตามทันที ฉะนั้นอาหารจากที่เคยอุดมสมบูรณ์ ด้วยสระแห่งนี้ล้วนเต็มไปด้วยปลาเล็กปลาน้อยอาศัยอยู่ชุกชุม บัดนั้นก็กลายเป็นอัตคัดขัดสนขึ้นมาทันที ด้วยตนไม่อาจจับปลาเป็นๆมากินได้อีก ร่างกายจากที่เคยอวบอิ่มมีน้ำมีนวล เรี่ยวแรงแข็งขัน เพลานี้แม้จักให้นางเดินไปจิกปลาตายกินก็ยังไม่มีแรงพอเลย!

ห้าวันมาแล้วที่นางได้แต่ฟุบอยู่ข้างสระน้ำโดยมิได้มีอะไรตกถึงท้อง สังขารหากไร้ซึ่งอาหารมาหล่อเลี้ยง มันจักดำรงคงอยู่ไปได้อย่างไร? นกยางสุชาดาหลังจากไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน ในที่สุดนางก็ถึงกาลสิ้นใจลงในเย็นวันหนึ่ง แต่เนื่องจากก่อนตายนางได้รักษาศีลเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ยอมสละได้แม้แต่ชีวิตตนเอง ดังนั้นพอตายจากเดรัจฉานด้วยอานิสงส์แห่งศีล จึงนำให้นางไปเกิดเป็นบุตรสาวของช่างปั้นหม้อ มีบ้านเรือนตั้งอยู่ในกรุงพาราณสี

บุตรีช่างปั้นหม้อนางนี้ตั้งแต่จำความได้ นางก็รักษาศีลห้ามาโดยตลอด ทั้งที่ไม่เคยมีใครบอกว่าการรักษาศีลห้านั้นต้องทำอย่างไร? มันเหมือนกับเป็นวาสนาผูกพันกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อนยังไงยังงั้น! นางรักษาศีลห้ามาจนอายุประมาณสิบห้าสิบหกปี

วันหนึ่งท้าวสักกะได้ทรงคำนึงถึงนางสุชาดาขึ้นมา จึงทรงกำหนดจิตดู ทันใดก็ทรงทราบว่านางได้ตายจากเดรัจฉานไปเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในตระกูลของช่างปั้นหม้อ อาศัยอยู่ในกรุงพาราณสี ดังนั้นจึงทรงดำริขึ้น “ ถึงเวลาที่เราจักต้องไปสงเคราะห์นางอีกครั้งแล้ว เพื่อนางจักได้รักษาศีลโดยไม่มีอุปสรรคใด! ” เมื่อทรงดำริดังนี้ท้าวโกสีย์จึงเสด็จลงจากดาวดึงส์เทวโลกมายังโลกมนุษย์ทันที จากนั้นก็ทรงเนรมิตพระวรกายเป็นพ่อค้าชรา ขับเกวียนบรรทุกพืชผลอันได้แก่ฟักแฟงแตงน้ำเต้ามาจนเต็ม เพื่อจักไปค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับผู้คนในตลาด

แต่วิธีขายของพ่อค้ารายนี้หาได้เหมือนกับพ่อค้าแม่ค้าทั่วไปไม่ ตะแกเที่ยวตะโกนว่าผู้ใดที่รักษาศีลห้ามาดีขอให้มารับเอาพืชผลเหล่านี้ไปได้เลย ไม่ต้องควักเงินควักทองออกมาซื้อหาแต่อย่างใด บรรดาผู้มาจับจ่ายซื้อของพอได้ยินต่างก็สงสัยกันไปตามๆกัน พากันซักถามกันให้วุ่นว่าเจ้าศีลห้านี้มันคืออะไร? รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรรึ? แต่จนแล้วจนรอดก็หามีใครรู้จัก

จอมเทพในร่างพ่อค้าเฒ่าเขาขับเกวียนผ่านไปตั้งแต่หัวตลาดจนเกือบจักถึงท้ายตลาด แต่ก็ยังไม่มีผู้ใดกล้าจักเข้ามาขอเอาพืชผลเหล่านี้ไปแม้แต่เพียงรายเดียว! จนเกวียนได้มาถึงหน้าบ้านของช่างปั้นหม้อเสียงตะโกนได้ดังไปถึงหลังบ้าน บุตรสาวนายช่างซึ่งกำลังช่วยงานบิดาพอได้ยินว่าใครรักษาศีลห้ามาดีให้มารับพืชผลไปได้เลย ไม่ต้องนำสิ่งใดมาแลก นางจึงรีบวางมือเดินไปดูที่ยังหน้าบ้านทันที ขณะนั้นเกวียนพ่อค้าเฒ่าได้ผ่านบ้านนางไปแล้ว ดังนั้นนางจึงตะโกนเรียกให้เขาหยุด พ่อค้าชราพอได้ยินเสียงเรียกก็หันมามอง เห็นหญิงนางหนึ่งกำลังกวักมือเรียกตนเขาจึงชะลอเกวียน พร้อมกันนั้นก็บังคับโคให้หันหลังกลับ

บุตรีช่างปั้นหม้อเมื่อเห็นพ่อค้าชราถอยเกวียนมานางจึงยืนรอ จนเขาหยุดเกวียนเป็นที่เรียบร้อยนางจึงบอกเขาว่านางนี่แหละที่เป็นผู้รักษาศีลห้ามาดี ขอเขาจงมอบพืชผลเหล่านี้ให้แก่นางเถิด พ่อค้าเฒ่าพอฟังก็มิได้ซักถามอันใด รีบลงจากเกวียนขนเอาพืชผลทั้งหมดไปเก็บไว้ที่ยังหลังบ้านนาง พอขนเสร็จก็เนรมิตกายกลับมาเป็นจอมเทพเหมือนเดิม จากนั้นก็ทรงมีพระดำรัสตรัสกับบุตรสาวช่างปั้นหม้อว่า “ ดูก่อนนางผู้เป็นบุตรแห่งคนปั้นหม้อ พืชผลที่เจ้าเห็นแท้จริงมันหาได้เป็นดั่งที่เจ้าคิดไม่ หากแต่เป็นทองคำที่เรานำมาให้กับเจ้าโดยเฉพาะ เนื่องจากเจ้าเป็นผู้รักษาศีลห้ามาดี แลศีลห้าที่เจ้ารักษานี้ เมื่อถึงกาลแตกดับมันจักนำเจ้าให้เข้าสู่ดินแดนแห่งเทวภูมิได้ เพียงแต่เจ้าต้องรักษามันเอาไว้ให้มั่น แล้วไม่ช้าเราคงพบกัน! ” ทันทีที่ตรัสจบจอมเทพแห่งตาวติงสาก็หายวับไปต่อหน้าต่อตานาง

บุตรีช่างปั้นหม้อหลังฟังพระดำรัสแห่งท้าวสักกะแล้ว นับแต่นั้นนางก็ใช้เวลาเกือบจักทั้งหมดไปกับการรักษาศีลแต่เพียงอย่างเดียว จวบจนถึงกาลหมดสิ้นแห่งอายุขัย แลด้วยอานิสงส์แห่งการรักษาศีลนี้เอง พอตายจากมนุษย์นางก็ไปอุบัติเป็นเทพนารีพระธิดาของท่าน ท้าวสัมพรอสูร (ท้าวเวปจิตติ) ผู้ครองอสูรพิภพ

ธิดาอสูรนางนี้พออุบัติมาก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพนารีที่มีพระศิริโฉมงดงามเหนือเทพนารีใดๆ เนื่องจากนางได้รักษาศีลติดต่อกันมาเป็นเวลาถึงสองชาติสองภพ! ดังนั้นจึงเป็นที่หมายปองของบรรดาอสูรทั้งมวล พอถึงคราวที่นางจักต้องมีคู่ท้าวสัมพรอสูรได้ทรงมีบัญชาให้อสูรทุกตนมารวมตัวกันที่ลานหน้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อให้นางได้เลือกหาผู้ที่เหมาะสมมาเป็นคู่ครอง

เพลานั้นท้าวสักกะด้วยเทพฤทธิ์พระองค์ทรงรู้ว่าบัดนี้ถึงเวลาแล้วที่พระองค์จักต้องทรงไปรับเอาตัวนางสุชาดากลับมาเป็นพระชายาเสียที ดังนั้นจึงทรงบัญชาให้มาตลีเทพบุตรนำรถม้าเทียมม้าสินธพจำนวนหนึ่งพันตัวไปจอดรอไว้ ณ กึ่งกลางเส้นทางระหว่างอสูรพิภพกับเทพนครไตรตรึงษ์ ส่วนตัวพระองค์เองก็ทรงเนรมิตพระวรกายเป็นอสูรแก่ตนหนึ่ง จากนั้นก็ทรงลักลอบเข้าไปยังดินแดนอสูร เพื่อจักทรงไปเข้าร่วมพิธีเลือกคู่ครั้งนี้!

กล่าวถึงนางอสุรกัญญาเทพนารี พระธิดาของท่านท้าวสัมพรอสูร ขณะกำลังเดินดูบรรดาอสูรที่พระบิดาทรงเกณฑ์ให้มายืนอวดโฉมรอให้พระนางเลือกไปเป็นพระสวามีนั้น ปรากฏที่ผ่านมา หาได้มีอสูรตนใดถูกตาต้องใจพระนางแม้แต่เพียงตนเดียว จนมาถึงอสูรตนสุดท้ายซึ่งเป็นอสูรที่แก่หง่อมเสียจนผิวหนังเหี่ยวย่น ผมเผ้าขาวโพลนไปทั้งศีรษะ ไม่ว่าจักมองมุมไหนก็หาความหล่อไม่เจอ มีชีพอยู่ก็เพื่อจะรอเวลาจุติไปเกิดใหม่เท่านั้น แต่แวบแรกที่พระนางได้ทรงสบตากับเขา ก็ทรงรู้ทันทีว่าอสูรตนนี้นี่แลที่พระนางทรงเฝ้ารอมาเป็นเวลาช้านาน หากแม้นชาตินี้ไม่ทรงได้เขามาเป็นคู่ครอง ทรงขอยอมตายเสียดีกว่าที่จักอยู่อย่างโดดเดี่ยวโดยไม่มีเขา เมื่อทรงเกิดความรู้สึกเช่นนี้จึงไม่รอช้า ทรงยกพวงมาลัยที่ถืออยู่ในพระหัตถ์คล้องลงบนคออสูรเฒ่าเบื้องหน้าทันที

บรรดาอสูรที่อยู่ ณ ที่นั้นเมื่อเห็นพระธิดาพวกตนทรงเลือกเอาอสูรแก่ใกล้ตายมาเป็นคู่ครอง แทนที่จักเป็นพวกตนตนใดตนหนึ่ง ต่างก็ให้รู้สึกผิดหวังกันไปตามๆกัน บ้างก็ให้แสนเสียดายรูปโฉมของพระนางเสียเหลือเกิน ซึ่งมิได้ทรงคู่ควรกับเจ้าอสูรเฒ่าเลย มันเหมือนกับเอาดอกไม้สีสันสวยงามไปปักอยู่บนมูลโคแท้ๆ บ้างก็ให้โมโหโกรธา ด้วยการกระทำเยี่ยงนี้มันเหมือนเป็นการหยามเกียรติ์แลศักดิ์ศรีของพวกตนที่เป็นอสูรหนุ่ม ดังนั้น ณ ลานหน้าพระบรมมหาราชวังเวลานั้นจึงเกิดมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของบรรดาอสูรกันให้อื้ออึงไปหมด

ด้านท้าวสักกะพอทรงเห็นความระส่ำระสายเกิดขึ้นในหมู่อสูรพระองค์ก็ทรงรู้สึกให้สบพระทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงเปล่งเสียงหัวร่อออกไปเสียจนดังลั่น พร้อมกันนั้นก็ทรงเนรมิตพระวรกายกลับคืนรูปร่างเดิม ทรงรวบเอานางอสูรเบื้องพระพักตร์เข้ามาไว้ในอ้อมพระอุระ จากนั้นก็ไม่ทรงพูดพล่ามทำเพลง ทรงทะยานตัวขึ้นท้องฟ้าเหาะหนีเหล่าอสูรไปจากสถานที่นั้นทันที ปล่อยให้ท้าวสัมพรอสูรแลบริวารซึ่งกำลังงงงวยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พากันยืนจ้องตาค้างจนทำอะไรไม่ถูกไปพักใหญ่ หลังพอได้สติรู้ว่าอสูรเฒ่าแท้จริงก็คือจอมเทพแห่งสวรรค์ชั้นตาวติงสาผู้เป็นศัตรูเก่าปลอมตัวมา บรรดาอสูรทั้งหลายก็ให้โมโหโกรธาเป็นอย่างยิ่ง พากันด่าทอกันเป็นการใหญ่ จากนั้นก็ไม่รอช้า รีบทะยานตัวขึ้นท้องฟ้าเหาะตามท้าวโกสีย์ไปติดๆ!

ย้อนมาด้านมาตลีเทพสารถี หลังรับพระบัญชาจากองค์อมรินทร์เขาก็นำรถม้าไปจอดรอไว้ตามรับสั่ง พอได้ยินเสียงสะเทือนลั่นฟ้ามาแต่ไกลก็รู้ว่าผู้เป็นนายกำลังเหาะหนีศัตรูมา ดังนั้นจึงไม่รอช้า รีบไสรถม้าออกไปรับหน้าทันที จอมสวรรค์ชั้นดาวดึงส์หลังจากทรงเหาะหนีเหล่าอสูรมาได้สักพักพระองค์ก็ทรงรู้สึกว่าพละ กำลังของตนนั้นเริ่มถดถอย เนื่องจากทรงต้องแบกเอาน้ำหนักของพระธิดาอสูรรวมเข้าไว้ด้วย พอทรงเห็นเทพคู่พระทัยพุ่งรถมาก็ทรงรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที ทรงกลับมามีพระพละกำลังอีกครั้ง ดังนั้นจึงทรงพุ่งทะยานไปยังราชรถด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้า พอถึงก็ทรงวางนางอสูรลงบนที่ประทับ จากนั้นก็ตรัสให้เทพสารถีออกราชรถทันที

ฝ่ายพลพรรคอสูรที่เหาะตามมา พอเห็นระยะห่างเริ่มหดสั้นเข้าก็รู้ว่าท้าวสักกะผู้เป็นศัตรูตัวฉกาจคงจักเริ่มหมดแรงแล้ว จึงนึกกระหยิ่มในใจ “ ครานี้แหละเจ้าเทพหัวขโมย เห็นทีคงไม่รอดไปจากเงื้อมมือพวกตนแน่! ” แต่พอจู่ๆระยะที่สั้นกลับยืดออกไปอีกพวกเขาจึงให้ประหลาดใจเป็นล้นพ้น พอเพ่งไปเบื้องหน้าเห็นรถม้าพุ่งมารับจึงรู้ว่าที่แท้จอมเทพมากเล่ห์ได้นัดสมุนเอาไว้ก่อนนี่เอง อย่างนี้นี่เล่าถึงได้มีแรงเพิ่ม ดังนั้นแต่ละตนจึงไม่รอช้า รีบเร่งความเร็วเพิ่มขึ้นไปอีก หวังจักกวดให้ทันจอมเทพเจ้ากลผู้นี้ให้ได้ แต่ไม่ว่าพวกเขาจักออกแรงเท่าใดก็หาได้ทำให้ระยะที่ห่างนั้นหดสั้นเข้าไปแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังยืดออกไปเรื่อยๆอีก ด้านท้าวสหัสนัยน์หลังจากได้ทรงพักเหนื่อยสักครู่ก็ทรงรู้ว่าพละกำลังของพระองค์นั้นกลับคืนมาเหมือนเดิมแล้ว จึงทรงมีพระอารมณ์เบิกบานแจ่มใส

เวลานั้นรถม้าได้แล่นเข้าสู่อาณาเขตของป่าสัมพลิวัน(ป่าไม้งิ้ว)อันเป็นที่อยู่ของเหล่าพญาครุฑ ขณะที่จอมเทพแห่งตาวติงสาแลพระเทวีอสูรกำลังทรงเพลินอยู่กับทัศนียภาพข้างทาง จู่ๆก็เกิดเสียงร้องประหลาดดังขึ้น พระธิดาอสูรซึ่งกำลังทรงดื่มด่ำกับธรรมชาติรอบข้างพอทรงสดับเข้าก็ถึงกับทรงตกพระทัยทันที องค์เทพราชันครั้นทรงเห็นโฉมงามอันเป็นที่รักหวาดวิตก จึงตรัสถามเทพคู่พระทัยว่า “ ท่านมาตาลีนั่นมันเสียงอะไรรึ? ไฉนจึงฟังประหลาดอย่างนั้น? ” เทพสารถีพอฟังจึงทูลว่า “ ขอเดชะ! เสียงของลูกพญาครุฑพระพุทธเจ้าข้า ข้าพระบาทเดาว่ากระแสลมแห่งราชรถคงจักพัดเข้าไปกระแทกต้นงิ้วที่มันทำรังอยู่ ดังนั้นลูกน้อยของมันด้วยความตกใจจึงร้องขึ้นมา ขอพระองค์อย่าทรงระแวงพระทัยไปเลยพระพุทธเจ้าข้า! ”

จอมสวรรค์ครั้นทรงทราบจึงทรงคำนึงขึ้น “ เพียงกระแสลมแห่งรถม้าเรายังมีอานุภาพถึงปานฉะนี้ อย่ากระนั้นเลย เราจงอย่าให้เหล่าสัตว์ต้องมาพลอยเดือดร้อนเพราะความเห็นแก่ตัวของเราเลย! ” เมื่อทรงดำริดังนี้จอมเทพผู้เลื่องนามจึงตรัสกับเทพสารถีว่า “ ท่านมาตาลี พวกเราจงอย่าสร้างความลำบากให้กับเหล่าสัตว์เลย ขอท่านจงหันหัวรถกลับเถิด เราจักขอสู้ตายกับเหล่าอสูรร้ายพวกนี้เอง! ” เทพเลขาเมื่อฟังรับสั่ง
ก็ไม่รอช้า รีบชะลอรถม้าทันที พร้อมกันนั้นก็ส่งสัญญาณให้ม้าสินธพทั้งหนึ่งพันตัวดึงหัวรถกลับ

บรรดาอสูรที่ตามมาลิบๆเมื่อเห็นท้าวโกสีย์ซึ่งกำลังได้เปรียบจู่ๆก็หยุดรถหันหน้ามาเผชิญเสียอย่างนั้น ต่างก็ประหลาดใจกันไปตามๆกัน โดยเฉพาะอสูรผู้เป็นหัวหน้าเขารู้สึกเรื่องนี้มันมีเลศนัยชอบกล ดังนั้นจึงคำนึงขึ้น “ ชะรอยฤาเจ้าเทพมากเล่ห์แอบซ่องสุมกำลังเอาไว้แถวนี้? มิฉะนั้นไฉนจึงกล้าหยุดรถได้ เห็นทีเราจักประมาทไม่ได้แล้ว หึ..หึ..หึ..อสูรอย่างเรามีหรือจักตกหลุมพรางเจ้าเทพหัวขโมยได้ ไม่มีวันเสียหรอก! ” เมื่อคิดดังนั้นจึงตะโกนสั่งให้เหล่าสมุนหยุดติดตามก่อน ขืนตามต่อไปอาจเสียทีให้กับศัตรูก็เป็นได้ ฝ่ายบรรดาอสูรพอได้ฟังคำสั่งผู้เป็นหัวหน้าก็เหมือนว่าได้ยกภูเขาออกจากอก เพราะแต่ละตนต่างก็อ่อนล้าจนแทบไม่มีแรงหลงเหลือกันแล้ว ขืนยังให้ตามต่อ เห็นทีพวกเขาคงต้องขาดใจตายเสียก่อนเป็นแน่!

ด้านท้าวสักกะเมื่อทรงตัดสินพระทัยจักขอสู้ตายเพราะไม่ทรงปรารถนาสร้างกรรมกับเหล่าสัตว์ พอทรงเห็นอสูรที่ตามมาอย่างกระหายเลือดจู่ๆก็หยุดการติดตามเสียอย่างนั้น ก็ทรงรู้สึกให้แปลกพระทัยไม่แพ้กัน ต่างฝ่ายต่างจดต่างจ้องไม่มีใครกล้าที่จะบุกเข้าไป จนผ่านไปพักใหญ่บรรดาอสูรต่างพากันหันหลังกลับบ่ายหน้าสู่อสูรพิภพ พระองค์จึงทรงรู้ว่าการศึกครั้งนี้เห็นทีคงจักยุติแต่เพียงเท่านี้ ดังนั้นจึงทรงรับสั่งให้เทพมาตาลีหันหัวรถกลับเทพนครไตรตรึงษ์เช่นกัน แต่ครั้งนี้ทรงให้เขาขับอ้อมป่าสัมพลิวันไปเพื่อป้องกันมิให้กระแสลมของราชรถเข้าไปรบกวนเหล่าสัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่าอีก นับแต่นั้นจอมเทพแห่งตาวติงสาแลนางอสูรสุชาดาก็ทรงครองคู่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเรื่อยมา ตราบจนกระทั่งทุกวันนี้ .

หมายเหตุ : ข้อปฏิบัติที่ทำให้มฆมานพได้เป็นพระอินทร์ ( วัตตบท ๗ ประการ ) คือ :

๑.เลี้ยงดูบิดามารดาโดยชอบ
๒.ให้ความเคารพผู้ใหญ่ในตระกูล
๓.ไม่ปล่อยให้ความโกรธครอบงำ
๔.กล่าววาจาไพเราะอ่อนหวาน
๕.ไม่พูดส่อเสียด
๖.ไม่เป็นคนตระหนี่
๗.ตั้งอยู่ในความซื่อสัตย์

สืบ ธรรมไทย

ที่มา : พุทธชาดก


RELATED STORIES



จีรัง กรุ๊ป    

 ธรรมะไทย